พรีวิว พรีเมียร์ลีก : ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน “THE RED WAR” หรือ “ศึกแดงเดือด” ก็ยังคงได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย ทั้งความดุเดือดเข้มข้นสมกับเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ไม่มีใครยอมกันได้ จนสื่อทั้งโลกต่างยกให้แมตช์นี้เป็นคู่ฟุตบอลที่ได้รับความสนใจจากแฟนบอลมากที่สุดเกมหนึ่งในโลก

 

พรีเมียร์ลีก

 

ลิเวอร์พูล จะเปิดรังแอนฟิลด์ต้อนรับการมาเยือนของคู่ปรับตลอดกาลอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันเสาร์ที่ 14 ตุลาคมนี้ โดยเกมนี้เริ่มคิกออฟกันในเวลา 18.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดทาง beIN Sports 1

 

***********

 

รายการ : พรีเมียร์ลีก
วัน / เวลาทำการแข่งขัน : 14 ตุลาคม 2560 เวลา 18.30 น. (ตามเวลาประเทศไทย)
สนาม : แอนฟิลด์ (ลิเวอร์พูล / อังกฤษ)
ถ่ายทอดสด : beIN Sports 1 & TrueID App

 

สภาพทีม “ลิเวอร์พูล”

การเสีย ซาดิโอ มาเน่ จากอาการบาดเจ็บถึง 6 สัปดาห์ ถือเป็นหายนะของ เยอร์เก้น คล็อปป์ อย่างแท้จริง เพราะแข้งจรวดทีมชาติเซเนกัลรายนี้ถือเป็นนักเตะตัวหลักที่คอยขับเคลื่อนเกมรักของทีมอย่างแท้จริง จากผลงาน 3 ประตูในช่วงต้นซีซั่น น่าจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความสำคัญของดาวเตะหมายเลข 19 รายนี้อย่างแท้จริง

 

พรีเมียร์ลีก

 

ขณะที่แนวรับนั้นยังเป็นปัญหาที่กุนซือด๊อยท์ชรายนี้ยังแก้ไม่ตก โดยเฉพาะวิงแบ็คทั้งสองข้างที่ยังลูกผีลูกคน ขณะที่คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟเชื่อว่า คล็อปป์ น่าจะต้องหันมาใช้บริการ เดยัน ลอฟเรน แทนที่ รักนาร์ คลาวาน ส่วนแนวรุกตัวหลักรายอื่นๆ ยังอยู่ครบทั้ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ที่กำลังเข้าฝักหลังกดไป 3 เม็ดจากสามเกมหลังสุด รวมถึง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และโรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ขณะที่ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ที่ฟอร์มตกอย่างน่าใจหายน่าจะออกสตาร์ทที่ม้านั่งสำรอง

 

***********

 

สภาพทีม “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

เรียกได้ว่าโล่งอกไปตามๆ กัน สำหรับเหล่าสาวก “เร้ดส์ เดวิลส์” หลังได้มีการออกมายืนยันแล้วว่าศูนย์หน้าหมายเลข 1 ของทีมอย่าง โรเมลู ลูกากู นั้นกลับมาฟิตเต็มร้อย และพร้อมจะลงล่าตาข่ายใน “ศึกแดงเดือด” อย่างแน่นอน ทำให้ มูรินโญ่ เองก็พอจะใจชื้นขึ้นมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้เพิ่งจะเสีย มารูยาน เฟลไลนี่ ที่เจ็บจากเกมทีมชาติ ทำให้ อันเดร เอร์เรร่า น่าจะได้รับโอกาสแทน ส่วนแข้งตัวหลักรายอื่นๆ ยังอยู่กันครบ ทั้ง อันโตนิโอ วาเลนเซีย, มาร์คัส แรชฟอร์ด, ฆวน มาต้า, เนมันย่า มาติช และเฮนริค มคิตาร์ยาน

 

พรีเมียร์ลีก

 

นอกจากนี้ กุนซือชาวโปรตุกีสรายนี้ ยังมีอะไหล่ชั้นดีอย่าง อ็องโตนี่ มาร์กซิยัล รวมไปถึง เจสซี่ ลินการ์ด ที่พร้อมสวมบทซูเปอร์ซับลงมาป่วนแนวรับของ “หงส์แดง” ที่ยังดูไม่ลงตัวนัก เชื่อได้เลยว่า มูรินโญ่ เองน่าจะวางแผนใช้ความเร็วของแข้งทั้งสองลงมาบดในช่วงครึ่งหลังอย่างแน่นอน

 

***********

 

ผลงาน 5 นัดหลังสุดของทั้งสองทีม (ทุกรายการ)

ลิเวอร์พูล

1 ต.ค 60          เสมอ     นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 1-1 (พรีเมียร์ลีก) A
27 ก.ย 60        เสมอ    สปาร์ตัก มอสโก 1-1 (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) A
23 ก.ย 60        ชนะ      เลสเตอร์ ซิตี้ (พรีเมียร์ลีก) 2-3 A
20 ก.ย 60        แพ้       เลสเตอร์ ซิตี้ (คาราบาว คัพ) 2-0 A
16 ก.ย 60        เสมอ     เบิร์นลีย์ (พรีเมียร์ลีก) 1-1 H

 

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

30 ก.ย 60         ชนะ    คริสตัล พาเลซ 4-0 (พรีเมียร์ลีก) H
28 ก.ย 60         ชนะ    ซีเอสเคเอ มอสโก 1-4 (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก) A
23 ก.ย 60         ชนะ    เซาธ์แฮมป์ตัน (พรีเมียร์ลีก) 0-1 A
21 ก.ย 60          ชนะ    เบอร์ตัน อัลเบี้ยน (คาราบาว คัพ) 1-4 H
17 ก.ย 60          ชนะ    เอฟเวอร์ตัน (พรีเมียร์ลีก) 4-0 H

 

***********

 

รายชื่อ 11 ผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม

ลิเวอร์พูล : ซิมง มิโญเล่ต์, เดยัน ลอฟเรน, โจเอล มาติป, โจ โกเมซ, อัลแบร์โต้ โมเรโน่, เอ็มเร่ ชาน, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด : ดาบิด เด เกอา, คริส สมอลลิ่ง, ฟิล โจนส์, อันโตนิโอ วาเลนเซีย, แอชลีย์ ยัง, เนมานย่า มาติช, อันเดร เอร์เรร่า, เฮนริค มคิตาร์ยาน, ฆวน มาต้า, มาร์คัส แรชฟอร์ด, โรเมลู ลูกากู

 

***********

 

บทวิเคราะห์

แม้ว่าฟอร์มการเล่นของทั้งสองทีมในช่วงหลังนั้นค่อนข้างจะแตกต่างกันพอสมควร แต่ขึ้นชื่อว่าเป็น “ศึกแดงเดือด” ครั้งที่ 199 เชื่อว่า เยอร์เก้น คล็อปป์ และลูกทีมเองคงจะลงสนามด้วยความหึกเหิมเป็น แถมยังเป็นการได้ลงเล่นต่อหน้าแฟนบอลของพวกเขาเองอีกด้วย ตรงนี้อาจจะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ ลิเวอร์พูล งัดฟอร์มเก่งของพวกเขาออกมาได้ทันเวลา

ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แม้ว่าจะเดินทางมาในฐานะทีมเยือน แต่ด้วยสภาพทีมที่ค่อนข้างสมบูรณ์ บวกกับฟอร์มการเล่นของแข้งตัวหลักที่กำลังเข้าฝักหลายคน ทำให้ลูกทีมของ โช่เซ่ มูรินโญ่ ถูกมองว่าเป็นต่ออยู่พอสมควร

 

พรีเมียร์ลีก

 

การขาด ซาดิโอ มาเน่ ไป น่าจะเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนที่ลดประสิทธิภาพในเกมรุกของเจ้าถิ่นอย่างแน่นอน ต้องมาลุ้นว่า จอมทัพอย่าง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เองจะร่ายมนต์ลูกหนังแซมบ้าออกมาเล่นงานแนวรับของทีมเยือนได้หรือไม่ เช่นเดียวกับ โรเมลู ลูกากู ที่แม้จะมีสถิติที่ไม่ค่อยสู้ดียามลงสนามกับทีมใหญ่ แต่ด้วยความแข็งแกร่ง บวกกับความเด็ดขาดในการจบสกอร์ เชื่อว่า เดยัน ลอฟเรน และโจเอล มาติป น่าจะปวดหัวอยู่พอสมควร

 

พรีเมียร์ลีก

 

น่าสนใจว่า ลิเวอร์พูล เองไม่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้เลยในศึกพรีเมียร์ลีก 6 เกมหลังสุด สวนทางกับสถิติของ เยอร์เก้น คล็อปป์ ในยามที่คุม “หงส์แดง” พบกับบิ๊กทีมในพรีเมียร์ลีก (ชนะ 9 เสมอ 9 แพ้ 2) ส่วนผลงานที่ทั้งสองทีมพบกันในซีซั่นที่แล้วพบว่าต่างไม่สามารถทำอะไรกันได้ทั้งสองนัด (ที่แอนฟิลด์ 0-0 : 18 ตุลาคม 2559)

 

พรีเมียร์ลีก

 

“เกมรับ” ของทั้งสองทีม คือตัวแปรหลักที่จะเป็นตัวตัดสินว่าเกมนี่ใครจะสามารถคว้าสามคะแนนใน “THE RED WAR” ในนัดแรกได้ …

 

***********

 

ผลสกอร์ที่คาด : ลิเวอร์พูล 1-2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

คอบอลห้ามพลาด สามารถรับชม ฟุตบอล 7 ลีก 5 ถ้วย ได้แล้ววันนี้ ทุกที่ ทุกเวลาผ่าน แอปพลิเคชั่นTrueID

สุดคุ้มกับทรูมูฟ เอช 4G+ Fun Unlimitedแพ็คเกจรายเดือน ดูฟรีทั้งปี ทั้งเชียร์กีฬาสด ชมไฮไลต์จัดเต็มได้ดูบอลระดับโลกแบบสดๆพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2017-2018 พิเศษ! สมัครแพ็กเกจวันนี้ ลูกค้าทรูมูฟ เอช ก็ได้ดูฟรีนาน 12 เดือน พร้อมเน็ตจุใจ คมชัดระดับ HD ด้วยเน็ต 4G+ เต็มสปีด