อันที่จริงแล้วในเวลานี้คงไม่เรื่องไหนที่จะอยู่ในความสนใจของคนไทยมากไปกว่าเรื่องการวิ่งจากใต้สู่เหนือของพี่ตูนที่ขนาดเริ่มต้นได้แค่สัปดาห์เดียวจากแผนการวิ่งร่วมสองเดือนก็มีเรื่องราว มีประเด็นแง่มุมต่างๆมากมายให้ได้กล่าวถึง ผมเป็นคนหนึ่งที่เอาใจช่เจ โบทรอยด์วยให้การวิ่งครั้งนี้ประสบความสำเร็จและตั้งใจไว้ว่าจะร่วมวิ่งด้วยในช่วงสุดท้ายที่จังหวัดเชียงรายนะครับ

ความเสี่ยงถึงตายในสนามกีฬา

ส่วนเรื่องที่จะหยิบเอามาเขียนวันนี้จะขอออกนอกเรื่องราวการติดตามการวิ่งของพี่ตูนมาเป็นเรื่องเกี่ยวกับ”ความเป็นความตายในสนามกีฬา”ครับ เพราะหากใครเป็นแฟนกีฬาโดยเฉพาะฟุตบอลน่าจะเห็นข่าวที่น่าตกใจข่าวหนึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคือนักฟุตบอลอาชีพชื่อว่า เจ โบทรอยด์ หรือชื่อที่เราเรียกกันติดปากว่า เจโบ เพื่อนร่วมทีมฟุตบอลเจลีกของเมสซี่ เจ นักฟุตบอลขวัญใจชาวไทย มีอาการวูบหมดสติคาสนามซ้อม แต่โชคดีที่เกิดเหตุการณ์ในประเทศญี่ปุ่นที่ถือว่ามีการเตรียมความพร้อมทางการแพทย์อย่างพร้อมเพรียงครบถ้วนแม้กระทั่งในสนามซ้อมจึงทำให้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจึงมีการช่วยเหลือได้ทันท่วงทีครับ

หลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นผมมีโอกาสได้พูดคุยกับนักข่าวที่ถูกส่งไปติดตามทำข่าวของเมสซี่ เจ ที่ญี่ปุ่นซึ่งได้นั่งดูการซ้อมของทีมในวันนั้นด้วย เล่าว่า

เจโบ

“ขณะกำลังซ้อมกันตามปกตินั้น อยู่ๆ เจโบ ก็ล้มลงกับพื้นสนามหมดสติท่ามกลางความตกใจของทุกคนในสนาม ในขณะนั้นเองแพทย์ประจำทีมพร้อมทั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตในกระเป๋าพร้อมทั้งเครื่องกระตุกหัวใจอัตโนมัติ (AED) ได้ถูกนำมาใช้ทันที มีการช่วยเหลือที่รวดเร็วมากๆในเวลาน่าจะประมาณแค่นาทีเดียวจากเวลาที่หมดสติจนถึงการนำอุปกรณ์ช่วยชีวิตมาใช้งานท่ามกลางการยืนมุงของเพื่อนร่วมทีม”

ในหลายๆกรณีที่เคยเห็น หากมีการช่วยเหลือนักกีฬาที่บาดเจ็บหนักๆ จะมีเพื่อนร่วมทีมหรือทีมงานมายืนล้อมไว้ซึ่งเขาไม่ได้มายืนมุงแบบไทยมุงนะครับ แต่เขายืนล้อมเพื่อป้องกันไม่ให้ภาพของเพื่อนร่วมทีมที่ดูน่ากลัวหรือดูไม่ดีหลุดไปในการถ่ายทอดโทรทัศน์หรือภาพถ่ายของช่างภาพที่อยู่ข้างสนามครับ

มาที่เรื่องสำคัญคือการช่วยชีวิตคนนั้นประเด็นที่ต้องคำนึงถึงหลักๆจะมี 3 อย่างครับ ได้แก่ การช่วยเหลือที่ถูกต้องนเวลาที่ทันท่วงที และมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตโดยเฉพาะ AED ที่มีความสำคัญมากครับ

ADE

มีข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจคือหากมีการช่วยชีวิตที่ถูกต้องและใช้เครื่อง AED มากระตุ้นหัวใจอย่างทันท่วงทีภายในเวลา 2 นาทีนั้น จะทำให้มีโอกาสรอดชีวิตถึงร้อยละ 60-85 ทีเดียว

แต่น่าตกใจคือหากไม่มีการนำ AED มาใช้ภายในเวลา 2 นาทีนั้น ทุกๆเวลาที่ผ่านไปนั้นโอกาสรอดชีวิตจะลดลงนาทีละ 10 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าหากไม่ได้ใช้ AED ในการช่วยกระตุ้นหัวใจเพียงแค่ 5-7 นาทีนั้นโอกาสรอดชีวิตเท่ากับ 0 เลยครับ

มีข้อแม้อีกอย่างคือการช่วยชีวิตนั้นต้องทำอย่างถูกวิธีด้วยนะครับถึงจะมีโอกาสรอดชีวิตตามที่บอกนะครับ

ในกรณีของ เจโบ นั้นมีการช่วยอย่างถูกวิธี ใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือทันเวลาและมีการส่งต่อเข้ารับการรักษาต่อในโรงพยาบาลหลังได้รับการช่วยชีวิตขั้นต้นแล้ว เพื่อตรวจให้ละเอียดหาสาเหตุเพื่อการรักษาอย่างทันท่วงทีครับ เขาจึงรอดปลอดภัยไม่มีข่าวเศร้าในวงการฟุตบอลขึ้นมาครับ

เจย์ โบธรอยด์

ลองมาคิดถึงสภาพความเป็นจริงในบ้านเราล่ะครับ ในสนามซ้อมของสโมสรไหนบ้างครับที่มีการเตรียมการในกรณีฉุกเฉินเหมือนที่ญี่ปุ่นทำเพราะแม้กระทั่งในสนามแข่งนั้นฝ่ายผู้ควบคุมการแข่งขันดูแค่ว่ามีรถพยาบาลและทีมงานครบตามเกณฑ์หรือไม่เท่านั้นโดยไม่ได้ดูในรายละเอียดเรื่องบุคลากรมีความชำนาญหรือไม่และอุปกรณ์ช่วยชีวิตมีครบหรือไม่

มีกี่สนามครับที่มีแพทย์ประจำอยู่ข้างสนามครับ เพราะจริงๆแล้วถึงแม้เจ้าหน้าที่ทีมส่วนหนึ่งจะผ่านการอบรมการช่วยชีวิตมาบ้างแล้วก็ตามแต่เมื่อเจอเหตุการณ์จริงนั้นการช่วยชีวิตมีเรื่องของเวลาเป็นปัจจัยสำคัญ ความชำนาญในสถานการณ์ฉุกเฉินจะทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเรียบร้อยและรวดเร็วครับ

ผมจึงย้ำเสมอว่า  ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะทำหน้าที่แพทย์ข้างสนามได้ เพราะทุกชีวิตมีความสำคัญครับ นอกจากสนามฟุตบอลแล้ว การจัดการแข่งขันวิ่งที่มีจัดกันแทบทุกสัปดาห์หรืองานแข่งจักรยาน มีใครสนใจสังเกตเรื่องมาตรฐานความพร้อมในการช่วยชีวิตบ้างครับ

แพทย์ข้างสนาม

นี่แค่เรื่องการช่วยชีวิตอย่างเดียวนะครับ ไหนจะเรื่องที่เบาลงมาหน่อยแต่ก็หนักได้ถ้าประเมินไม่ถูกต้องคือเรื่องการบาดเจ็บที่ศีรษะ หรือจะอีกเรื่องที่สำคัญเหมือนกันเพราะถ้าหากช่วยไม่ถูกต้องก็อาจทำให้นักกีฬาพิการได้เลยคือเรื่องกระดูกหักครับ

อย่ารอให้เกิดเรื่องเศร้าในแวดวงการแข่งขันกีฬาของเราก่อนแล้วค่อยมาล้อมคอกกันเลยครับ เตรียมให้พร้อมตามมาตรฐานที่ถูกต้องเถอะครับ

ชมสด!! ศึกไทยลีก พร้อมติดตามข่าวสารทีมชาติไทย ได้ที่ Trueid App และ เว็บไซต์ Sport Trueid หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line@Trueid