แม้โปรแกรมการแข่งขันของ ลีกลูกหนังอันดับ 1 ของประเทศยังไม่จบลงเหลือคิวให้ฟาดฟันกันอีก 2 เกม แต่แทบทุกตำแหน่งสำคัญต่างได้บทสรุปไปแล้ว ทั้งทีมตกชั้น ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง อันดับ 16, ศรีสะเกษ เอฟซี อันดับ 17 และซุปเปอร์พาวเวอร์ สมุทรปราการ เอฟซี ในลำดับสุดท้าย สวนทางกับชัยนาท ฮอร์นบิล แชมป์, แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี รองแชมป์ และ พีที ประจวบ เอฟซี อันดับสาม ที่เลื่อนชั้นขึ้นมา

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

เช่นเดียวกับหัวตารางที่สุดท้าย เคมเปญที่ประกาศเอาไว้ก่อนเริ่มฤดูกาลของทีม “เซาะกราว” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด อย่าง Strike Back!  ก็ Complete ในท้ายที่สุด แม้จะไม่เบ็ดเสร็จดังใจตามที่เอ่ยวาจาไว้ว่า 3 แชมป์ แต่เอาเถอะ ติดมือมาด้วยแชมป์ลีกถือเป็นผลงานโบว์แดงที่น่าพอใจอยู่แล้ว กับการทวงความยิ่งใหญ่

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ขอบคุณภาพ : บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

สมการที่ลงตัว

ว่าไปแล้ว เส้นทางการคว้าแชมป์ลีกในครั้งนี้ของ บุรีรัมย์ ดูลงตัวไม่น้อย ในการเสริมทัพ อาจไม่หวือหวามากนักเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มาโดยเฉพาะตัวนักเตะไทย ไม่มีประเภทชื่อใหญ่ไตรรงค์ติดอกการันตีคุณภาพ โดยมากเป็นผู้เล่นดาวรุ่งทีมชาติชุดเล็ก รวมทั้งกองหลังร่างยักษ์ที่แฟนไทยลีกไม่คุ้นเคยอย่าง พรรษา เหมวิบูลย์ ที่หอบเสื้อผ้ามาแจ้งเกิด ณ อำเภอ ไอโมบาย สเตเดี้ยม เซ็นชื่อรับรองโดยนายอำเภอ เนวิน ชิดชอบ

ส่วนตัวนอกไม่หวือหวาร้องว้าว ทั้ง โรเจริโอ คูตินโญ่ (อดีตแข้งต่างชาติยอดเยี่ยมของ เอเอฟซี 2012) ปราการหลัง ไอซ์แลนด์ โซลวี่ อ๊อตเตเซ่น และ แจ็คสัน อเวลิโน่ โคเอลโญ่ ซึ่งสุดท้ายก็มีเพียง แจ็คสัน หรือ “จาจ้า” เท่านั้นที่อยู่จนจบฤดูกาล ด้วยการเสริมทีมแบบนี้ประกอบกับนักเตะเก่าที่มี บุรีรัมย์ ก็ยังคงเป็นทีมเต็งอยู่ดี

ทว่าปัญหาอาการบาดเจ็บของนักเตะตัวหลักอย่าง ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต ประกอบกันกับแนวรับที่ไม่ลงตัวนักแม้จะมีเพชรเม็ดงามอย่าง พรรษา เหมวิบูลย์ รวมถึงฟอร์มการออกสตาร์ทไม่แพ้ใคร 11 เกมรวด แต่นั่นยังถือว่าไม่ดีพอ เพราะหลังจากที่ผ่าน 17 เกมแรกของฤดูกาล เชื่อหรือไม่ บุรีรัมย์ ไม่เคยขึ้นจ่าฝูงแม้แต่นาทีเดียว

เหตุเพราะ แชมป์เก่า เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ที่ระดมนักเตะทีมชาติเอาไว้ขนาดแบ่งลงได้เกือบสองทีม โชว์ฟอร์มมหาเทพกิเลนคู่ เล่นเอาคู่แข่ง มองตาปริบๆ กับผลงาน 10 เกมแรกแบบเหนือเมฆ ชนะ 8 เสมอ 1 แพ้ 1 ใน 10 เกมแรก นำไกลชนิดไม่เห็นฝุ่น เกมริมเส้นของ ธีราธร บุญมาทัน กับ ทริสตอง โด ได้รับคำยกย่องว่าอยู่ในระดับเอเชียอย่างไม่ต้องสงสัย

เช่นกันกับความคมของ ธีรศิลป์ แดงดา, ซิสโก้ ฆิมิเนซ ท่ำได้ดีจากการปั้นเกมที่เร้าใจของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ รวมทั้ง สารัช อยู่เย็น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ เมืองทองจะนำสวยๆ จนแฟนๆ มั่นใจว่าเรื่องป้องกันแชมป์ไม่ใช่ปัญหา พวกเขาจบครึ่งทางของลีกในตำแหน่งจ่าฝูง  ชนะ 12 เสมอ 1 แพ้ 4 มี 37 แต้มจาก 17 เกม แต่เค้าลางไม่ดีคือฟอร์มช่วงปลายเลกของ “กิเลนผยอง” ที่แพ้ 3 จากสี่เกมหลังสุด

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ขอบคุณภาพ : บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

จุดเปลี่ยน ณ ครึ่งฤดูกาล

แต่แล้วความเปลี่ยนแปลงในช่วงกลางฤดูกาลนี่เอง ที่ทำมห้ เมืองทอง ยูไนเต็ด ดูสะดุด การเสียตัวหลักไปอย่าง สารัช ที่เจ็บยาว วัฒนา พลายนุ่ม ที่ขึ้นมาแทนก็เจ็บซ้ำ เช่นกันกับ อี โฮ ที่หลุดจากสารบบทีม แถม ชนาธิป ก็ตัดสินใจโยกไปค้าแข้งที่ญี่ปุ่นอีก ทำให้กลางของพวกเขาบางลงไปผิดตา หน้าก็ไม่มีแล้วทั้ง ซิสโก้ หรือ คลีตัน ซิลวา แม้เลกที่ 2 จะเติมตัวอย่างบ้าคลั่ง (เชื่อหรือไม่พวกเขามีนักเตะย้ายเข้า ออกไม่ว่าซื้อขาดหรือยืมตัวรวมแล้ว 43 ราย)  เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส,เลอันโดร อัสซัมเซา, ประกิต ดีพร้อม หรือ ปีโป้ สิโรจน์ ฉัตรทอง แต่ดูแล้วไม่โดนใจเท่าไหร่ เพราะร้อยร้าวในแดนกลางไม่ตอบโจทย์

การหายไปของตัวรับอย่าง สารัช เติมเต็มด้วย ชาริล ชัปปุยส์ หลายเกมผลงานออกมายันว่ามันไม่ใช่ จนทาง โค้ช ต้องปรับกันมากมายทั้งใช้ ตัวรุกลงมาอุดแทนที่ หรือปรับใหม่เพื่อให้สมดุลที่สุด หวยมาออกที่ ธีราทร มายืนยึดหาดในตำแหน่งกองกลาง ถามว่าเล่นได้ไหม ได้สิ ฝีเท้าและประสบการณ์ไม่ใช่เรื่องคาใจ แต่ความสมดุล และอาวุธร้ายที่หายไปต่างหากที่ส่งผล

บอลกราบซ้ายที่สร้างโอกาส และกดดันคู่แข่งจนเป็นประตูมากมายในปีก่อนจนเลกแรกของ ธีราทร หายไป อุ้ม แทบไม่มีโอกาสขึ้นมาเล่นเพลย์แบบนี้เมื่อสตาร์ทเป็นกองกลางเต็มที่ก็วางมันลึกๆ กองหลังก็เห็นๆ สกัดไม่ยากนัก ไหนความสัมพันธ์ในแดนหน้าที่ไม่ลงตัวแม้ 2 บราซิลที่มาใหม่จะยิงเป็นกอบเป็นกำก็ตามที

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ขอบคุณภาพ : บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

เมื่อรอยร้าวเพียงน้อยนิดไม่ได้รับการแก้ไข กลายเป็นลุกลาม วันไหนเกมเป็นใจ เกมรุกความคมที่เหนือกว่าเกมรับคู่แข่งก็เอาตัวรอดไปได้ แต่ถ้าไม่ไม่ฟิตไม่เฟิร์มมีการเข้าทำเคอะเขินก็ลุ้นกันเหนื่อย ยิ่งโปรแกรมบ้านเราเล่นนัดพักครึ่งเดือนความต่อเนื่องหายาก

ย้อนกลับไปทาง บุรีรัมย์ พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากนัก แก้ปัญหาเกมรับที่ไว้ใจไม่ค่อยได้มาใช้บริการคนคุ้นเคย อันเดรส ตูเญซ คือคำตอบที่ใช่ นอกนั้นก็เติมเล็กๆ น้อยๆ ด้วยจรวดทางเรียบอย่าง “เจ้าพี” ศศลักษณ์ ไหประโคน แข้งดีกรีแชมป์ซีเกมส์ 2017 มารวมพลังกับรุ่นพี่ และเพื่อนๆ ดาวรุ่งในทีมชาติชุดเล็ก ล้วนสอดประสานกันได้ดี

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ขอบคุณภาพ : บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

17th Match Day วันจ่าฝูงเปลี่ยนมือ

เมื่อทีมนำเป๋ ทีมตามยังสม่ำเสมอ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ จ่าฝูงจะเปลี่ยนไป จบเกมนัดที่ 17 ของทุกทีม เป็นครั้งแรกในปีนี้ที่ บุรีรัมย์ ขึ้นนำเป็นจ่าฝูง และมันก็เป็นครั้งสุดท้ายที่ ตำแหน่งผู้นำเปลี่ยนมือในฤดูกาลนี้ 15 เกมในเลกที่ 2 พวกเขาชนะไป 14 พลาดเสมอเพียงแค่เกมเดียวในการเยือน เมืองทอง จึงไม่แปลกที่แต้มจะห่างไปเรื่อยๆ’เมื่อคู่แข่งโดยตรงยังต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแทบทุกนัด

ถามว่าแปลกใจไหมกับผลงานที่ดหดร้ายเหลือกำลังในเลก 2 ของทีมดังแดนอีสานใต้ ส่วนตัวแล้วไม่เลย อย่างแรกคือ สไตล์ที่เปลี่ยนไปของทั้งทีมเองและ ท่านประธาน เนวิน จากเดิมที่เป็นทีมบ้าระห่ำกดดันไม่หยุดวิ่งไล่เป็นบ้าเป็นหลังกลับยินดีแลกด้วยความเร็วแทนที่ความแน่นอน แม้สถานการณ์จะสูสีชี้เป็นชี้ตายก็ตาม ดังนั้นความผิดพลาดก็คู่กันตามมา

ทว่าปีนี้คำว่า สุขุมคัมภีรภาพ น่าจะเหมาะสม หลายครั้งเราเห็น พวกเขาปิดเกมแม้สกอร์ที่นำยังจุ๋มจิ๋มเล่นมีสั้นยาวหนักเบาในจังหวะการขึ้นเกม สิ่งที่รู้สึก และคิดไปเองตอนพากย์ก็คือไม่อยากให้พวกเขานำ เพราะแทบนึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะพลาดให้คู่แข่งยังไงซึ่งผลก็ตามนั้น แน่นอนปัจจัยเรื่องผู้เล่นสำคัญมาก

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ขอบคุณภาพ : บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

Mr. Thai League

เรื่องดีที่สุดของ บุรีรัมย์  ในปีนี้คือผู้เล่นหลักในทีมแทบไม่เจอปัญหาเจ็บยาวๆเลย กองหน้าทั้ง แจ็กสัน และ ดิโอโก้ ยิงรวมกันเป็นกอบหลายกำนับนิ้วได้กว่าครึ่งร้อย ตูเนส ทำให้หลังแน่นปึ้ก แต่นั่นหรือคือประเด็นหลัก

อืม………………………………………………………………….

ก็พอเหมาได้นะ แต่ที่สำคัญไม่แพ้กันนั่นคือบทบาทของแกนหลักนักเตะไทย ที่ทำให้เกมแน่นปึ้ก เดินกันอย่างเป็ฯระบบ ทั้งแนวรับ นฤบดินทร์ ด้านขวาเล่นอย่างหิวกระหายเพื่อพิสูจน์ตนเองหลังจากเสียตำแหน่งในทีมชาติจนเกือบถาวร พร้อมคำแซะว่า “ต้นหมดแล้ว” ชิติพัทธ์ แทนกลาง ไม่ว่าใครจะปรามาส หยามเหยียด กองหลังคนนี้ ว่าได้ลงสนามด้วยเหตุผลใด แต่สุดท้ายปฏิเสธไม่ได้หรอกว่านี่คือตัวหลัก ที่ บุรีรัมย์เลือกแล้วว่าตอบโจทย์ทีม

เช่นกันกับหัวใจหลักนั่นคือกองกลางที่มาคอยเชื่อมเกมรวมทั้งการสื่อสารระหว่างผู้เล่นทุกคนอย่าง  Mr. Thai League

จักรพันธ์ แก้วพรหม กองกลางรุ่นใหญ่วัย 29 ปี เลือดเนื้อเชื้อไข บุรีรัมย์แท้ๆ ที่เป็นทุกอย่างในแดนกลางของ บุรีรัมย์ ทั้งตัวสร้างเกมแนวลึกด้วยบอลยาว สวมบทกลางไดนาโม วิ่งขึ้นลงจากหน้าประตูตัวเองถึงแดนสุดท้ายของคู่แข่ง รวมทั้งการตัดเกมหนักๆอย่างมีชั้นเชิงยามจำเป็น

จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมชื่อของเขาจึงถูกส่งผ่านไปให้ มิโลวาน ราเยวัช ผ่านทาง แฟนฟุตบอลจำนวนมากให้ไปยึดหัวหาดช้างศึกให้จงได้ แม้สุดท้ายฟ้าฝนฟอร์มคนจะไม่เป็นใจนักก็ตาม

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

ขอบคุณภาพ : บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

 

อย่างไรก็ตามแชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาล 2017 ของบุรีรัมย์ส่งให้ จักรพันธ์ แก้วพรหม คว้าแชมป์ไทยลีก เป็นสมัยที่ 6 แน่นอนว่ามาก มากที่สุดเท่าที่นักคนไหนเคยทำได้ในรายการนี้ โดย 5 สมัยก่อนหน้าจักรพันธ์ ได้แชมป์กับ เมืองทอง ปี 2010 และ บุรีรัมย์ 2011, 2013, 2014, 2015

ทิ้งแกงค์ FAV Five ทั้ง ธีราทร บุญมาทัน พิชิตพงษ์ เฉยฉิว รังสรรค์ วิวัฒน์ชัยโชค และ สุรัตน์ สุขะ ส่วนสุเชาว์ นุชนุ่ม ก็เป็นสมัยที่ 5 ในฤดูกาลนี้

เชื่อเหลือเกินว่าในช่วง 2-3 ฤดูกาลที่จะมาถึงหากไม่ฟ้าผ่าเจ็บหนักหรือเร่งย้ายไปหาความท้าทายใหม่ จักรพันธ์ ยังมีโอกาสลุ้นแชมป์สมัยที่ 7, 8 และ 9 แน่นอน

 

 

“ต็อกตั้ม”

 

ชมสด!! ศึกไทยลีก พร้อมติดตามข่าวสารทีมชาติไทย ได้ที่ Trueid App และ เว็บไซต์ Sport Trueid หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line@Trueid

 

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด