TRUE OPINIONS : ย้อนหลังไป 10 ปีพอดิบพอดี หรือก่อนที่ “บัลลง ดอร์” จะถูกบันทึกเป็นสมบัติผลัดกันชมของ “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” และ “ลีโอเนล เมสซี่” โลกทั้งใบต้องสยบอยู่ภายใต้ฝีเท้าของ “ริคาร์โด้ กาก้า”

 

กาก้า

 

ณ เวลานั้น “กาก้า” มีพร้อมทุกอย่างกับการเป็นนักเตะอันดับหนึ่งของโลก มีความเร็ว และความฟิตในตัวคนเดียว, เล่นได้ทั้งสองเท้า, สัมผัสบอลที่ไม่เป็นรองใคร, มันสมองอันชาญฉลาด รวมไปถึงการยิงประตูที่คมกริบ และรุนแรงไม่แพ้กองหน้าอาชีพ

จอมทัพชาวบราซิลเลี่ยนมีช่วงเวลาที่สุดยอดกับ เอซี มิลาน หลังอยู่กับทีมตั้งแต่ปี 2003 และสร้างชื่อเป็นหนึ่งในกองกลางที่ดีที่สุดในโลก การันตีด้วยรางวัลส่วนตัวมากมาย ก่อนจะคว้าจุดสูงสุดของอาชีพตนเองในปี 2007

แต่ไม่ว่าอย่างไร สำหรับผมแล้วคำเดียวที่นึกขึ้นมาในหัวสำหรับช่วงเวลาการค้าแข้งฟุตบอลอาชีพกว่า 17 ปีของจอมทัพชาวบราซิเลี่ยนจะเป็นคำอื่นไปไม่ได้ นอกจากคำว่า “น่าเสียดาย”

 

กาก้า

 

จุดเริ่มต้นของ กาก้า กับ ปีศาจแดงดำ เกิดขึ้นในฤดูกาล 2003/04 หลังเจ้าตัวย้ายมาร่วมทัพรอสโซเนรี่ด้วยค่าตัว 8.5 ล้านยูโร ก่อนจะยึดตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ตัวจริงของสโมสรได้แทบจะในทันที แม้ว่าตอนนั้นจะมีตำนานทีมชาติโปรตุเกสอย่าง รุย คอสต้า ยืนขวางทางอยู่ก็ตาม

ในฤดูกาลนั้น กาก้า ลงเล่นในลีกไป 30 นัด ซัดไป 10 ประตู คว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมของลีกมาครองตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่เท้าสัมผัสดินแดนอิตาลี

ฤดูกาล 2006/07 คือปีที่ “กาก้า” ประสบความสำเร็จขั้นสุดยอดกับ “ปีศาจแดงดำ” หลังพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปเป็นครั้งแรก พร้อมรางวัลดาวซัลโวของรายการ ก่อนที่จะใช้สิทธิความเป็นเจ้ายุโรปก้าวขึ้นไปสอยทั้ง “ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ” และ “ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ” ในปีเดียวกัน

ผลงานที่ทุก ๆ คนคงจำได้ คือฟอร์มการเล่นระดับสิบเต็มสิบในเกมรอบรองชนะเลิศ UCL กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตอนนั้น ปีศาจแดงจากเกาะอังกฤษ ฟอร์มกำลังเข้าฝักจากการนำทัพของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ แต่กลายเป็น “ริคาร์โด้ กาก้า” ที่เป็นพระเอกของโชว์ หลังซัดคนเดียว 3 ประตู ดับฝันปีศาจแดงไปด้วยสกอร์รวม 5-3

สุดท้ายแล้ว กาก้า ก็ได้สัมผัสกับ “ลูกบอลทองคำ” ในปี 2007 หลังได้รับการโหวตทิ้งห่างทั้ง โรนัลโด้ และเมสซี่ ด้วยคะแนนที่มากกว่ากันเกือบเท่าตัว

ด้วยสถานะซูเปอร์สตาร์ และความสามารถของของ กาก้า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ “ราชันชุดขาว” ตัดสินใจเคาะประตูซาน ซิโร่ ในปี 2009 พร้อมเปย์ค่าตัวสูงลิบเหยียบ 70 ล้านยูโร

ถามว่า ณ เวลานั้นคือเวลาที่เหมาะสมมั้ย ใคร ๆ หลายคนก็คงยอมรับแหละว่าเหมาะสม หลังเจ้าตัวในวัยกำลังพีคก็รับใช้ เอซี มิลาน มาระยะหนึ่งจนสมควรที่จะก้าวหน้าไปหาความท้าทายที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และด้วยค่าตัวระดับนั้น ปีศาจแดงดำ ก็น่าจะยินดี

แต่สำหรับ “กาก้า” แล้ว น่าเสียดายที่ต้องยอมรับว่าเขาไม่สามารถขึ้นไปแตะระดับสูงสุดได้อีกเลย

หลังจากสวมชุดสีขาวลงวาดลวดลายในสนาม ซานติอาโก้ เบร์นาเบว ได้ระยะหนึ่ง กาก้า กลับเริ่มต้องเผชิญหน้ากับอาการบาดเจ็บทั้งระยะสั้น และระยะยาว

 

กาก้า

 

อาการบาดเจ็บที่หัวเข่าเริ่มส่งผลต่อสมรรถภาพทางร่างกาย และเมื่อเขากลับลงสู่สนามโดยมันไม่หายสนิท ปัญหาก็เริ่มลุกลามไปบริเวณสะโพก ทำให้เจ้าตัวต้องเสียเวลาช่วงพีคของตนเองไปกับการรักษาอาการบาดเจ็บ

ทุก ๆ ครั้งที่ กาก้า กลับมา มันเหมือนว่าเขาไม่เคยฟิตสมบูรณ์ 100% ได้อีกเลย ทำให้ความเร็วและความฟิตที่เคยเป็นอาวุธไม้ตายในการฉีกแนวรับของคู่แข่ง ถูกลดทอนพลังของมันลงไป

สุดท้าย 4 ปีกับ “ราชันชุดขาว” กลายเป็นรอบปีที่น่าผิดหวัง ทำให้ กาก้า ตัดสินใจย้ายกลับทีมที่เคยสร้างชื่อให้เขาอย่าง เอซี มิลาน ด้วยสัญญา 2 ปี ก่อนที่จะข้ามฟากไปใช้ช่วงเวลาปลายอาชีพค้าแข้งกับ “ออร์แลนโด้ ซิตี้” ในฐานะผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

 

กาก้า

 

อาชีพการค้าแข้งของ “ริคาร์โด้ กาก้า” อาจจะเต็มไปด้วยความ “น่าเสียดาย” ที่เจ้าตัวพุ่งถึงจุดสูงสุดได้อย่างรวดเร็ว แต่กลับต้องพบกับความผิดหวังต่อเนื่อง ทำให้เจ้าตัวได้รับการยอมรับน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม การที่เขาได้เป็นผู้ชายคนสุดท้ายที่ได้รับรางวัล “บัลลง ดอร์” ก่อนจะเข้าสู่ยุค “โด้-เมส” ย่อมเป็นการการันตีคุณภาพที่ควรค่าแก่การจดจำในพงศาวดารลูกหนัง

เจ้าตัวได้กล่าวถึงเรื่องนี้แบบติดตลกว่า “มันน่ายินดีที่ คริสเตียโน่ หรือ เมสซี่ ได้รางวัลนี้ เพราะหลังจากที่พวกเขาได้บัลลง ดอร์ ทุก ๆ คนก็จะนึกถึงผม!!”

 

กาก้า

 

สุดท้ายแม้การเกิดขึ้นและดับไปของ “ริคาร์โด้ กาก้า” จะเปรียบเหมือนดอกไม้ไฟที่สว่างขึ้น และดับลงภายในเวลาเพียงชั่วพริบตา

แต่สำหรับผมแล้ว สิ่งที่ผู้ชายคนนี้ฝากไว้ มันคือความสวยงามที่คุ้มค่า และคู่ควรกับการบันทึกไว้ในความทรงจำครับ

 

“BEAM”

กาก้า

 

ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเว็บที่นี่ และติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports