TRUE OPINIONS : หากจะให้กล่าวถึงตำนาน “ปีศาจแดง” และ “พรีเมียร์ลีก” ขึ้นมาซักคน ร้อยละร้อยย่อมต้องชี้นิ้วรับประกันว่า “ไรอัน กิ๊กส์” ต้องเป็นหนึ่งในนั้น

 

ไรอัน กิ๊กส์

 

ปีกซ้ายทีมชาติเวลส์ คือหนึ่งในที่สุดแห่งวงการลูกหนังเกาะอังกฤษ หลังพาทีมคว้าแชมป์ พรีเมียร์ ลีก มากกว่าใคร ถึง 13 สมัย

ช่วงเวลาที่เขาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือช่วงเวลาที่เป็นเหมือนความฝัน ด้วยการลงเล่น 963 นัด พาทีมคว้าถ้วยแชมป์ไปทั้งสิ้น 34 โทรฟี่ การันตีคุณภาพ และอิทธิพลในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ของ “ปีกพ่อมด” รายนี้ได้เป็นอย่างดี

 

ไรอัน กิ๊กส์

 

หากใครได้ตามข่าวกีฬาในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เราคงได้เห็นชื่อของ “กิ๊กส์ซี่” ตามหน้าฟีดข่าวของสื่อสังคมออนไลน์กันบ้างไม่มากก็น้อย หลังเจ้าตัวถูกสัมภาษณ์์โดยสื่อใหญ่อย่าง “เดอะ ไทม์” ถึงประเด็นต่าง ๆ ทั้งสมัยเป็นผู้เล่นและช่วงเวลาหลังการแขวนสตั๊ด

ไม่รู้ว่าฟ้าสั่งหรืออะไรดลบันดาล เมื่อ “ปีศาจแดง” ต้นสังกัดเก่าของเขาเข้าสู่ช่วงลุ่ม ๆ ดอน ๆ พอดี หลังมีฟอร์มการเล่นแบบทรง ๆ ทรุด ๆ ก่อนจะมาโดนทีมที่ต่ำดิวิชั่นกว่าอย่าง “บริสตอล ซิตี้” เขี่ยตกรอบ ลีก คัพ รวมถึงถูก “เลสเตอร์ ซิตี้” ที่เหลือผู้เล่นแค่ 10 คน ตามตีเสมอวินาทีสุดท้าย แบบต้องตามหาคนรับผิดชอบกันให้วุ่น

(อนึ่ง บทความนี้ผมเขียนไว้ก่อนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดบ้านลงสนามฟาดแข้งกับ เบิร์นลี่ย์ ซึ่งพลพรรคปีศาจแดงควรจะเอาชนะได้แบบสบาย ๆ แต่หากไม่ใช่ตามนั้นก็ตัวใครตัวมันละกันครับ)

แน่นอนว่าด้วยดีกรีและความสำเร็จในระดับตำนานสโมสร ชื่อของ “ไรอัน กิ๊กส์” กับ “แมนฯ ยูฯ” ไม่พลาดที่จะได้รับการเรียกร้องจากแฟน ๆ เรด อาร์มี่ ว่ามันถึงเวลาหรือยัง ที่ “ปีกพ่อมด” จะมาประทับทรงยืนหล่อ ๆ ข้างสนามกับตำแหน่ง “ผู้จัดการทีม” ของหนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

 

ไรอัน กิ๊กส์

 

ขอเท้าความซักเล็กน้อย หากใครจำได้ “กิ๊กส์ซี่” เคยมีโอกาสได้นั่งแท่นบนตำแหน่งหัวเรือใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาแล้วในปี 2014 หลังจากสโมสรจัดการทิ้ง “เดวิด มอยส์” ไว้กลางทาง ก่อนจะแต่งตั้งปีกชาวเวลส์ควบตำแหน่ง “ผู้เล่น-ผู้จัดการทีมชั่วคราว”

ไรอัน มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองทั้งสิ้น 4 เกม ก่อนจะทำผลงานได้ในระดับความชั่วไม่มีความดีไม่ปรากฏ หลังพาทีมปีศาจแดงยุคตกต่ำในเวลานั้นชนะ 2 เสมอ 1 แพ้ 1 ซึ่งก็ไม่ได้ดีกว่า มอยส์ ในเวลาก่อนหน้าซักเท่าไหร่

หลังจากฤดูกาลนั้นผ่านพ้น กิ๊กส์ ก็ได้ทำการแขวนสตั๊ดและร่วมงานกับผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง หลุยส์ ฟาน กัล ในฐานะสต๊าฟโค้ชของทีมเป็นเวลาทั้งสิ้นอีกสองฤดูกาลเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์เต็มๆ

แต่ใครจะรู้ว่าในวันสุดท้ายของ “อาจารย์หลุยส์” หลังเสร็จศึก เอฟเอ คัพ นัดชิง ปี 2016 ที่จบลงด้วยชัยชนะของพลพรรคปีศาจแดง ก็เป็นจุดสิ้นสุดของ “ไรอัน กิ๊กส์” กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เช่นกัน

“ผมทราบดีว่าเวลาของผมกับสโมสรหมดลงแล้ว” ไรอัน กิ๊กส์ กล่าวกับ เดอะ ไทม์

“ในเวลานั้นสโมสรต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก แม้ โชเซ่ จะไม่ใช่ผู้จัดการทีมในแบบที่ ยูไนเต็ด อยากได้ แต่เราอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องการความสำเร็จให้เร็วที่สุด”

“ผมเข้าใจความจำเป็นข้อนั้น แต่ผมก็รู้สึกว่าผมควรจะได้ทำงานที่นั่นต่อ ผมรู้จักผู้เล่นดี และผมรู้ว่าผู้เล่นในแบบของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นอย่างไร”

 

ไรอัน กิ๊กส์

 

ในมุมมองของผมเอง ผมมองว่าสิ่งที่ กิ๊กส์ซี่ กล่าวอ้างมาก็ถูก แต่ความจำเป็นของสโมสรก็ไม่ได้ผิดเช่นกัน

สิ่งที่เราต้องเข้าใจคือ ณ เวลานี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีผู้ติดตามจำนวนมหาศาล และส่วนหนึ่งที่ทำให้ “ปีศาจแดง” มาถึงจุดนี้ได้คือสิ่งที่เรียกว่า “ความสำเร็จ”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับ ว่าตอนนี้ทีมขวัญใจมหาชนไม่ได้แชมป์ลีกมาแล้ว 4 ฤดูกาลติดต่อกัน (และหากไม่ฟ้าถล่มก็เตรียมนับรวบเป็น 5 ฤดูกาลได้เลย)

โชเซ่ มูรินโญ่ ใช้เวลาช่วงฤดูกาลก่อนในการซ่อมแซมความเสียหายที่ เดวิด มอยส์ และหลุยส์ ฟาน กัล ทิ้งไว้ให้เขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวผู้เล่นหรือสไตล์ของทีม

หากมองว่าปีนี้กุนซือชาวโปรตุกีสกำลังเร่งสร้างทีมใหม่ ผมมองว่าปีหน้าเป้าหมายของ โชเซ่ คือแชมป์ลีกสถานเดียว มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะต้องถึงเวลาแยกทางอีกครั้ง เพราะความสำเร็จมันรอไม่ได้ โดยเฉพาะกับแฟนบอลใจร้อนอย่าง เรด อาร์มี่

อย่าลืมว่าแฟนผีส่วนใหญ่ไม่เคยห่างความสำเร็จยาวนานขนาดนี้ เอาอย่างมากสุดก็คือช่วงปี 2003-2006 ที่ป๋าเฟอร์กี้มีหลุดเรื่องความผิดพลาดในการลงตลาดนักเตะไปบ้าง โชคดีที่ โรนัลโด้ กับ รูนี่ย์ มาระเบิดฟอร์มพอดีในฤดูกาล 2006/07 ทำให้ทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่กลับมาได้

มามองตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงผลการแข่งขันว่าชนะหรือแพ้ เอาแค่ถ้าเล่นไม่ถูกใจซัก 2 นัดติดกัน แฟนบอลก็บ่นให้ขรมแล้ว

แล้วพวกที่บอกว่า “เล่นสนุกก็พอ ไม่เน้นผลการแข่งขัน” พอถึงเวลาจริง ๆ โดนเด็กหงส์ล้อซักหน่อย ดีไม่ดีจะเปลี่ยนใจแทบไม่ทัน

มันเป็นความจำเป็น ณ เวลานั้น ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้อง “รีเซ็ท” ให้เร็วไม่พอ ยังต้อง “รีบู๊ท” เครื่องให้กลับมาใช้ได้โดยไวด้วย “โชเซ่ มูรินโญ่” จึงเป็นผู้ที่ตอบโจทย์มากที่สุด จากประวัติเรื่อง “ผลการแข่งขัน” และ “ถ้วยรางวัล”

 

ไรอัน กิ๊กส์

 

แต่หากถามว่าเวลาของ “ไรอัน กิ๊กส์” จะมาถึงในซักวันไหม ผมยังมองว่ามีโอกาสสูง

โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่จะประจำอยู่ที่ไหนนาน ๆ และด้วยการที่ พรีเมียร์ ลีก มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ เราคงยากที่จะเห็นผู้จัดการทีมอยู่ยงคงกระพันเหมือนในอดีต

ประเด็นคือตัว กิ๊กส์ เอง ก็ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับวันนั้น

การที่เจ้าตัวมีเป้าหมายชัดเจนก็เป็นเรื่องดี แต่เมื่อโอกาสยังมาไม่ถึง มันก็อาจจะต้องใช้เวลาในการสะสมประสบการณ์

สวอนซี ซิตี้ เคยมาเคาะประตูบ้านเขาถึงสองครั้งสองครา แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สุดท้าย กิ๊กส์ ก็ไม่มีโอกาสได้คุมทีมจากประเทศบ้านเกิดทั้งสองวาระ

และในเมื่อฟุตบอลในระดับสโมสรอาจจะไม่ใช่คำตอบ ผมกำลังมองว่า กิ๊กส์ อาจจะมองถึงการเป็นกุนซือทีมชาติเวลส์เลยรึเปล่า ซึ่งจุดนี้ผมค่อนข้างหนุนแกเต็มที่

ในช่วงเวลานี้ หลังการลงจากตำแหน่งของ คริส โคลแมน ทีมชาติเวลส์กำลังขาดผู้ทำหน้าที่ “เฮดโค้ช” ที่จะพาทีมลงเล่นในรอบคัดเลือกฟุตบอลยูโร 2020

แม้ “เนื้องาน” ของฟุตบอลทีมชาติกับสโมสรจะมีความแตกต่างกันมาก แต่การได้คุมทีมชาติเวลส์ มันน่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดี รวมถึงการสร้างความ “น่าเชื่อถือ” ในกรณีที่ กิ๊กส์ สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ตามเป้า

การรับงานคุมทีมจะมีความเสี่ยง แต่ในยุคปัจจุบันเราต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ที่ทีมระดับหัวตารางพรีเมียร์ลีกจะแต่งตั้งผู้จัดการทีมที่ไม่มีประสบการณ์ระดับหัวเรือใหญ่เลยเข้ามากุมบังเหียน

สุดท้ายแล้ว ไรอัน ควรรีบเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และแสดงผลงานให้เร็วที่สุด หากมิฉะนั้นแล้ว เมื่อวันที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ลงจากตำแหน่งจริง ๆ อาจจะไม่มีชื่อของ “กิ๊กส์ซี่” ในสารบบผู้สืบทอดอำนาจอีกครั้งก็เป็นได้…

 

“BEAM”

ไรอัน กิ๊กส์

 

ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเว็บที่นี่ และติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports