กระแสการเสริมทัพของแต่ละทีมในไทยลีก มีข่าวของนักเตะในอาเซียนไม่เว้นวัน แน่นอนว่ามันเป็นเพราะไทยลีก 2018 จะเป็นครั้งแรกที่มีการเพิ่มโควต้านักเตะอาเซียน เปิดตลาดนักเตะเพื่อนบ้านในลีกของไทย

 

ไทยลีก

 

เราได้เห็นการเปิดตัวของนักเตะเหล่านี้ ฮิคารุ มิเนกิชิ (ฟิลิปปินส์ / พัทยา ยูไนเต็ด), เทเรนส์ ปูหิริ (อินโดนีเซีย / การท่าเรือ เอฟซี), อ่อง ธู (เมียนมา / โปลิศ เทโร เอฟซี), จอ โค โค (เมียนมา / เชียงราย ยูไนเต็ด), ซุลฟะห์มี อารีฟีน (สิงคโปร์ / ชลบุรี เอฟซี) และ พัดทะนา พรมมะเทพ (ลาว / ชลบุรี เอฟซี) ไปแล้ว ซึ่งยังมีนักเตะในอาเซียนอีกมากมายพร้อมล่าฝันในไทยลีก

ในบ้านเรามีนักเตะต่างชาติในอาเซียนที่มาค้าแข้งมากมาย ทั้งระดับ ไทยลีก 1 ไทยลีก 2 และ ไทยลีก 3 มาดูกันว่า 5 ดีลสุดเซอร์ไพรส์ของนักเตะอาเซียนที่เคยมาเล่นไทยลีก 1 ก่อนจะมีโควต้าอาเซียน เป็นใครกันบ้าง

 

***********

 

 

 

อันดับที่ 5 จอห์น วิลกินสัน (สิงคโปร์ / อินทรีเพื่อนตำรวจ)

จอห์น วิลกินสัน

ฤดูกาล 2011 เป็นช่วงที่นักเตะต่างชาติหลั่งไหลเข้ามามากกว่าปีก่อนๆ เพราะมีการเพิ่มโควต้านักเตะต่างชาติจากเดิมแต่ละทีมส่งชื่อได้ 5 คน กลายเป็นส่งชื่อได้ 7 คน แต่ลงสนามได้ 5 คน ช่วงนี้นับเป็นยุคทองของนักเตะจากแอฟริกาครองไทยลีก ขณะที่บราซิลเริ่มมาเบียดพื้นที่โควต้าต่างชาติมากขึ้น จึงไม่ง่ายเลยที่นักเตะในอาเซียนจะแทรกเข้ามาได้

แต่ว่าด้วยนโยบายของ “อินทรีเพื่อนตํารวจ” เน้นใช้บริการนักเตะต่างชาติที่เป็นเอเชีย จึงเอื้อต่อนักเตะอาเซียนด้วย อิมพอร์ตผู้เล่นเกาหลีใต้ถึง 4 คน ขณะที่ จอห์น วิลกินสัน เป็นนักเตะอาเซียนหนึ่งเดียวในทีม

ขวบปีนั้นของไทยลีก มีผู้เล่นอาเซียนเพียง 4 คน จอห์น วิลกินสัน คลาสดีกว่านักเตะคนอื่นๆที่มาจาก กัมพูชา และลาว อีกทั้งเรื่องของศักดิ์ศรีของทีมชาติ ไทย กับ สิงคโปร์ นับว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาตั้งแต่การแข่งขันซูซูกิ คัพ 2007 จึงทำให้ “วิลโก้” ถูกแฟนบอลไทยจับตาไม่น้อย

สุดท้ายกลายเป็นดีลแห่งความผิดหวังของ “เดอะ โปลิศ” โดยมีการเปิดเผยจาก วสุ ชิวปรีชา ผู้บริหารสโมสร ว่ามีปัญหาเรื่องวินัย ขาดการฝึกซ้อมบ่อย อีกทั้งเคยสร้างวีรกรรมที่ไม่น่าจดจำในการแข่งขันเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2554 เกมที่เสมอ สมุทรสงคราม 1-1 ที่สนาม อบจ.สมุทรสงคราม “วิลโก้” ลงสนามไปแทน ชาคริต บัวทอง นาทีที่ 86 ถัดมาเพียง 2 นาที เขาต้องถูกใบแดงไล่ออกเมื่อไปทำฟาวล์ เซซินันโด้ เป็นเหตุให้มีปากเสียงกับ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล เฮดโค้ชอินทรีเพื่อนตำรวจ จนสโมสรต้องฉีกสัญญา และปล่อยตัวให้ โฮม ยูไนเต็ด ทีมดังในเอสลีกแบบฟรีๆ

อินทรีเพื่อนตำรวจ พร้อมจ่ายค่าชดเชยการฉีกสัญญาให้กับมิดฟิลด์ทีมชาติสิงคโปร์ แต่ว่า จอห์น วิลกินสัน เลือกที่จะไปฟ้องร้องต่อฟีฟ่าที่ถูกยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด เรียกว่าเคสนี้จบแบบไม่เผาผีกันเลย

 

***********

 

ไทยลีก

 

อันดับที่ 4 เซอร์จิโอ ฟาน ไดจ์ค (อินโดนีเซีย / สุพรรณบุรี เอฟซี)

พูดถึงตำแหน่งกองหน้าแล้ว เรามักจะคิดถึงผู้เล่นบราซิลที่เป็นตัวหลักให้กับหลายๆ สโมสร แต่ไม่ใช่กับ สุพรรณบุรี เอฟซี ที่ตัดสินใจเซ็นสัญญากับกองหน้าทีมชาติอินโดนีเซีย ที่แฟนคลับตั้งฉายาว่า “หลวงพี่” (เป็นคำแซวน่ารักๆ เพราะหัวโล้น) และนั่นคือการตัดสินใจที่ถูกของ “ช้างศึกยุทธหัตถี”

ฟาน ไดจ์ค มีดีกรีเป็นดาวซัลโวเอลีก ฤดูกาล 2010/11 จากการยิงไป 16 ประตูให้กับ แอดิเลด ยูไนเต็ด ได้ความแข็งแกร่งด้วยสรีระของชาวยุโรป เนื่องจากเป็นลูกครึ่งเนเธอร์แลนด์ โดยในฤดูกาล 2014 ฟอร์มไม่ดีนัก จนเกิดคำถามว่าควรจะได้ไปต่อหรือไม่ ? ทว่าปีต่อมาเขาเป็นผู้ทำประตูสูงสุดของ สุพรรณบุรี เอฟซี ในฤดูกาล 2015 จากการทำไป 14 ประตู นั่นทำให้ “หลวงพี่” กลายเป็นนักเตะอาเซียนที่ยิงได้เยอะที่สุดในปีนั้น และหากยังจำกันได้ในฤดูกาล 2015 คือฤดูกาลที่ สุพรรณบุรี เอฟซี จบอันดับที่ 3 ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร

การที่ไม่มีนักเตะไทยคนไหนที่ยิงเยอะกว่าเขาเลย เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า ฟาน ไดจ์ค ฝีเท้าเกินอาเซียนไปแล้ว ส่วนหนึ่งก็อย่างที่บอกไปว่าเขาไม่ใช่อินโดนีเซียแท้ๆ แถมเริ่มเล่นบอลในเนเธอร์แลนด์ ได้ความเป็นมืออาชีพมาตั้งแต่เด็กๆ ก่อนจะโยกมาหากินในเอเชีย ซึ่งบอกได้เลยว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้เล่นอาเซียนที่มีโปรไฟล์ดีที่สุดในช่วงนั้นเลยทีเดียว

 

***********

 

ไทยลีก

 

อันดับที่ 3 อิรฟาน บัชดิม (อินโดนีเซีย / ชลบุรี เอฟซี)

เริ่มเป็นที่รู้จักของชาวไทยในการแข่งขัน ซูซูกิ คัพ 2010 ทีมชาติอินโดนีเซีย ของ บัชดิม ที่ตอนนั้นอายุ 22 ปี เป็นฝ่ายชนะทีมชาติไทย 2-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม พร้อมทั้งส่งทีมชาติไทยร่วงรอบแรกแบบสุดช็อค  อีกทั้งการที่ บัชดิม เป็นลูกครึ่งเนเธอร์แลนด์ แฟนบอลในไทยมองว่าเกรดเหนือว่านักเตะอาเซียนแท้ๆ นอกจากนี้ยังมีการประโคมข่าวมาเป็นระยะจากสื่อหลายค่าย จึงทำให้แฟนบอลไทยต่างใจจดใจจ่อรอการมาของปีกขวารูปหล่อรายนี้เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับ ชลบุรี เอฟซี

เปรียบเทียบบิ๊กทีมในตอนนั้น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ผู้เล่นสเปนฝีเท้าคุณภาพเข้ามายกระดับทีม และ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็มีผู้เล่นจากเกาหลีใต้ และเกาหลีเหนือ เข้ามาหลายคน ขณะที่ ชลบุรี เอฟซี ที่เป็นรองแชมป์ฤดูกาล 2012 จึงต้องเล็งหานักเตะต่างชาติเข้ามาเสริมศักยภาพในฤดูกาล 2013 ในการแย่งแชมป์กับ 2 ทีมดังกล่าว นับว่าเซอร์ไพรส์ไม่น้อยที่ปิดดีลกับนักเตะในอาเซียน ที่ดูแล้วยังห่างจากนักเตะต่างชาติของคู่แข่งสำคัญ

“โค้ชเฮง” เผยถึงการตัดสินใจคว้านักเตะจาก เปอร์ซิม่า มาลัง เป็นเพราะเป็นตัวรุกที่สามารถเล่นเกมรับได้ดี คุณสมบัติตรงนี้ยังหาได้ยากสำหรับนักเตะไทย แต่สุดท้ายกระแสฮือฮาค่อยๆเงียบไปเมื่อ บัชดิม ไม่สามารถเล่นในแบบที่ “ฉลามชล” และแฟนคลับคาดหวัง ลงสนามไปเพียง 8 นัด และยิงไป 1 ประตูเท่านั้น

 

***********

อันดับที่ 2 ลำเนา สิงโต (ลาว / การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค)

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทีมแชมป์ไทยลีก ฤดูกาล 2008 พวกเขาต้องเจอคู่แข่งที่แข็งแกร่งขึ้นหลายขุมในฤดูกาล 2009 โดยมี ชลบุรี เอฟซี รองแชมป์เก่าที่มีแกนหลักของทีมชาติไทยในยุคนั้นหลายคน บางกอกกล๊าส เอฟซี ที่ได้สิทธิ์การทำทีมมาจาก ธนาคารกรุงไทย หรือ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมน้องใหม่ที่กว้านซื้อนักเตะเกรดเอเป็นว่าเล่น

ดังนั้นในฐานะแชมป์เก่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ต้องการผู้เล่นหน้าใหม่ที่จะเข้ามารักษามาตรฐานของทีมเอาไว้ให้ได้

นั่นแหละที่ว่าทำไมถึงจัดให้อยู่อันดับที่ 2 ของดีลสุดเซอร์ไพรส์ ลำเนา สิงโต นักเตะที่ทำผลงานได้ดีกับทีมชาติลาว ในการแข่งขันซูซูกิ คัพ 2008 หากย้ายมาอยู่กับทีมกลางตารางหรือทีมเล็ก คงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่สตาร์จาก โยธา เอฟซี รายนี้ ย้ายมาอยู่กับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทีมแชมป์เก่า ที่ตั้งเป้าหมายต้องป้องกันแชมป์ให้ได้ แน่นอนว่ามีคำถามจากแฟนบอลว่า ต่างชาติจากลาวจะช่วยจะทีมแข็งแกร่งได้จริงหรือ ? สุดท้าย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จากแชมป์ในฤดูกาล 2008 ต้องมาจบฤดูกาล 2009 ด้วยอันดับที่ 9 เท่านั้น สิ่งที่แฟนบอลส่วนใหญ่คาดคิดก็ถูกต้อง ลำเนา คลาสยังไม่ถึงขั้น แต่อย่างน้อย ลำเนา ก็เบิกทางให้นักเตะลาวรุ่นน้องอีกหลายคนได้เข้ามาหาความท้ายทายกับสโมสรไทย

หากจะเปรียบเทียบ ลำเนา สิงโต กับ เมียว อเลง วิน กองหน้าตำนานทีมชาติเมียนมา ที่เคยมาเล่นให้กับ สิงห์ธำรงไทย ในฤดูกาล 1996/97 ก็ยังมองว่าเคสของ ลำเนา สร้างความประหลาดใจให้กับแฟนบอลได้มากกว่า เพราะว่าในยุคของ เมียว อเลง วิน กำลังท็อปฟอร์ม ทีมชาติเมียนมา คือคู่แข่งเบอร์ 1 ของไทยในอาเซียน อีกทั้งดาวเตะหม่องก็ย้ายมาอยู่กับทีมเต็งที่ถูกมองว่าจะต้องตกชั้นอย่าง สิงห์ธำรงไทย ผิดกับ ลำเนา ที่ย้ายมาอยู่กับทีมที่หวังจะป้องกันแชมป์ อีกทั้งระดับของทีมชาติลาว ก็เทียบไม่ได้กับทีมชาติเมียนมาในยุคของ เมียว อเลง วิน

 

***********

 

 

อันดับที่ 1 ฆาเบียร์ ปาตินโญ่ (ฟิลิปปินส์ / บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด)

นอนมาเลยสำหรับอันดับที่ 1 ฆาเบียร์ ปาตินโญ่ กองหน้าลูกครึ่งฟิลิปปินส์-สเปน ฝีเท้าไปไกลเกินอาเซียนเป็นโขเลยทีเดียว บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คว้าตัวมาร่วมทีมในฤดูกาล 2013 เริ่มต้นปีแรกทำไป 14 ประตู ปีต่อมาเป็นรองดาวซัลโว ทำไป 21 ประตู ปาตินโญ่ คว้าแชมป์ไทยลีก 2 สมัย พร้อมกับผลงานลงสนาม 67 นัด ยิงรวม 41 ประตูในทุกรายการ

ปาตินโญ่ โชว์ให้เห็นว่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไม่ต้องมีตัวจบสกอร์ที่เป็นบราซิลเหมือนทีมอื่นๆ ก็สามารถยกระดับทีมได้ ที่สำคัญการมี ปาตินโญ่ อยู่ในทีมทำให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จัดตัวผู้เล่นง่ายในโควต้าต่างชาติที่ส่งลงสนาม 3+1 (ผู้เล่นต่างชาตินอกทวีปเอเชีย 3 คน และผู้เล่นต่างชาติในเอเชีย 1 คน) ไม่ว่าจะเป็นแข่งขันในไทย และ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก โดยในศึกชิงแชมป์เอเชีย 2013 บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทะลุไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย เป็นผลงานที่ดีที่สุดของทัพ “เซาะกราว” ในรายการนี้

ด้วยผลงานที่เรียกได้ว่าเป็นผู้เล่นต่างชาติในเอเชีย และอาเซียน ที่มีผลงานยอดเยี่ยมที่สุดในไทยลีก คงไม่มีใครคิดว่า เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะปล่อยตัว ปาตินโญ่ ออกจากทีม สุดท้ายกลายเป็น เหอหนาน เจียนเย ทีมใน ไซนีส ซุปเปอร์ลีก ได้เป็นต้นสังกัดใหม่ของเขา ส่วนสิ่งที่ยอดทีมจากแดนอีสานได้รับนั่นค่าคือค่าตัวราว 40 ล้านบาท เป็นสถิติสูงสุดของการขายนักเตะในไทยลีกในตอนนั้น

 

ไทยลีก

 

แม้ว่จะมีนักเตะอาเซียนอีกหลายคนที่เคยมาหาความท้าทายในลีกสูงสุดของไทย เช่น เมียว อเลง วิน ที่กล่าวไว้ข้างต้น ฮัสซัน ซันนี่ ที่ถูกยกให้เป็นผู้รักษาประตูที่เหนียวหนึบที่สุดในฤดูกาล 2015 กับ อาร์มี่ ยูไนเต็ด, วิคเตอร์ อิกโบเนโฟ่ กำลังสำคัญของ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ในฤดูกาล 2017 หรือ คำแพง สายวุฒิ นักเตะลาวที่เคยเล่นให้ ขอนแก่น เอฟซี แต่นี่คือ 5 ดีลสุดเซอร์ไพรส์ของนักเตะอาเซียนที่เล่นไทยลีก

 

เป็นที่น่าลุ้นว่าไทยลีก 2018 มีนักเตะต่างชาติจากอาเซียนหลั่งไหลเข้ามามากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทยลีก  ใครจะรุ่ง ใครจะร่วง ให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

 

“ตรู่ เชียร์ไทย”

ไทยลีก

 

ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเว็บที่นี่ และติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports