TRUE OPINIONS : หลังจบศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก นัดบ็อกซิ่ง เดย์ ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าแต่ละคู่เล่นกันได้สนุก ห้ำหั่นชิงแต้มกันแบบไฟแลบ ทีมใหญ่หัวตารางต่างไม่พลาดเก็บ 3 แต้มกันได้อย่างถ้วนหน้า เว้นแต่เพียง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มาได้ เจสซี่ ลินการ์ด (หลังแฟนๆ ผีเรียก เมสซี่ ลินการ์ด) เป็นฮีโร่ซัดประตูตีเสมอ 2-2 ในช่วงทดเวลา ช่วยเซฟไม่ให้ “ปีศาจแดง” ต้องพบกับความอับอายพ่ายคารังต่อ เบิร์นลีย์

 

เบิร์นลีย์

 

ใช่ครับหากเทียบศักยภาพผู้เล่น และความได้เปรียบในการเล่นในรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แมนฯยูไนเต็ด น่าจะเก็บ 3 แต้มในเกมนี้ได้ไม่ยาก แต่หากย้อนดูผลงานในซีซั่นนี้ของ เบิร์นลี่ย์ ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ทีมที่จะเก็บคะแนนจากพวกเค้าได้ง่ายๆ มาถึงตรงนี้ผ่านไป 20 นัด พวกเค้าทำอันดับรั้งอยู่ที่อันดับ 7 ของตาราง มีลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรปในปีหน้าอีกด้วย ทั้งที่ดูศักยภาพของที่แทบจะไม่เปลี่ยนจากฤดูกาลที่แล้ว ในขณะที่ทีมอื่นทุ่มเงินซื้อนักเตะกันบ้าคลั่ง แต่ “เดอะคลาเรตส์” ใช้เงินจับจ่ายใช้สอยไปเพียง 30.64 ล้านปอนด์ ในช่วงหน้าร้อนนี้เท่านั้น

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกเค้าบินสูงได้ขนาดนี้ ? ผมขอแจกแจงให้ดูกันแบบคร่าวๆประมาณนี้แล้วกันครับ

 

เบิร์นลีย์

 

กุนซือมีของ

ฌอน ไดช์ กุนซือมาดดุเข้ามารับตำแหน่งกุนซือของทีมในปี 2012 ก่อนใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ พาสโมสรขึ้นมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก ด้วยตำแหน่งรองแชมป์ลีกรอง แต่ขึ้นมาได้ปีเดียวก็มีอันต้องกระเด็นตกชั้นกลับไป แต่เจ้าตัวยังไม่ไปไหน รวมพลังนักเตะพาทีมกลับขึ้นลีกสูงสุดอีกครั้งด้วยผลงานที่ดีกว่าเดิมจากการคว้าแชมป์เดอะแชมเปี้ยนชิพ ในฤดูกาล 2015-16 ปีแรกของการกลับมาของพวกเค้าต้องกระเสือกกระสนพอสมควร ก่อนสุดท้ายจบอันดับที่ 16 รอดตกชั้นไปอย่างหวุดหวิด

มาในฤดูกาลนี้ ในขณะที่ทีมอื่นทุ่มเงินเป็นว่าเล่น ฌอน ไดช์ ยังเชื่อมั่นในขุนพลแกนหลักชุดเดิม ส่งผลให้สื่อหลายสำนักใส่ชื่อ เบิร์นลีย์ เป็นทีมเต็งหล่นชั้นลำดับต้นๆ แต่กุนซือผมน้อยก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทีมเวิร์ค และมันสมองของเค้าคือของจริง แค่เกมเปิดสนามพวกเค้าก็สร้างความฮือฮาด้วยการบุกตบ เชลซี แชมป์เก่าถึงถิ่น 3-2 จากนั้นยังบุกไปแบ่งแต้มกับทีมใหญ่อย่าง สเปอร์ส, ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ส่วนเกมในบ้านแม้ส่วนใหญ่จะเอาชนะคู่แข่งแค่ 1-0 แต่มันก็ไม่สำคัญเท่ากับการคว้า 3 แต้ม จนสุดท้ายทีมขึ้นมารั้งอันดับ 7 ได้สำเร็จ จากผลงานดังกล่าวคงต้องยกเครดิตให้ ฌอน ไดช์ ไปเต็มๆ ฟันธงได้เลยว่ามีโอกาสได้เห็นกุนซือวัย 46 ปีได้ไปคุมทีมใหญ่ของลีกในอนาคตอย่างแน่นอน

 

***********

 

ผู้รักษาประตูไว้ใจได้

หลังจากผ่านไป 4 เกม เบิร์นลีย์ ต้องได้รับข่าวร้าย เมื่อต้องเสีย ทอม ฮีตัน นายทวารกัปตันทีม ดีกรีอังกฤษ ที่ได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ ทำให้ทีมต้องหันใช้บริการของ นิค โป๊ป ผู้รักษาประตูที่ไม่เคยมีประสบการณ์บนลีกสูงสุดมาก่อน แต่เจ้าตัวก็ตอบแทนความไว้วางใจ ด้วยการโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ทดแทนการขาดหายไปของ ฮีตัน ได้แบบไม่มีปัญหา

 

***********

 

กองหลังแข็งโป๊ก

ฌอน ไดช์ มีกองหลังใช้เพียง 7 รายเท่านั้น โชคดีที่ตัวหลักต่างไม่เจอปัญหาบาดเจ็บกันซักเท่าไร แม้ทีมจะขาย ไมเคิ่ล คีน กองหลังเบอร์ 1 ให้กับ เอฟเวอร์ตัน ไป ทำให้ต้องดัน เจมส์ ทาคอฟสกี้ ขึ้นมาจับคู่กับ เบน มี แบบเต็มตัว

 

เบิร์นลีย์

 

ส่วนแบ็คขวา-ซ้ายยังเป็น แมทธิว โลวตัน กับ สตีเฟ่น วอร์ด เหมือนเช่นเดิม เพิ่มเติมคือความเหนียวแน่น, แข็งแกร่ง จนกลายเป็นแผงแบ็คโฟร์ที่ลงตัวสุดๆ ช่วยให้ทีมเสียประตูไปเพียง 17 ลูก ทำสถิติเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับ 4 ของลีกในขณะนี้

 

***********

 

กองกลางครองเกมเหนียวแน่น

ขยับมาที่แผงกลางของ เบิร์นลีย์ ที่ยังยึดผู้เล่นจากปีก่อนเป็นแกนหลักเช่นกัน โดยซีซั่นนี้ทีมได้ แจ็ค คอร์ก กองกลางจาก สวอนซี ที่เข้ามาช่วยคุมเกมตรงกลางได้ดี จนถูก แกเร็ธ เซาธ์เกต เรียกไปติดธงสิงโตคำรามเป็นที่เรียบร้อย โดยเข้ามาจับคู่กับ สตีเฟ่น เดฟูร์ (ทีมชาติเบลเยี่ยม) ได้อย่างเข้าขา ขยับขึ้นมามี เจฟฟ์ เฮนดริค (ทีมชาติไอร์แลนด์) คอยทำเกมตรงกลาง ขนาบข้างด้วย สกอตต์ อาร์ฟิลด์ (ทีมชาติแคนาดา) และ โยฮัน กุดมุนด์สัน (ทีมชาติไอซ์แลนด์) ที่ทำไปแล้ว 5 แอสซิสต์ คอยทำเกมริมเส้น

 

เบิร์นลีย์

 

เรียกว่าเล่นกันได้เข้าขารู้ใจ คุมเกมกลางสนามได้อยู่หมัด ดูได้จากสถิติการครองบอลที่ เบิร์นลีย์ ปีนี้ที่พัฒนาขึ้นมาก ถือเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญในซีซั่นนี้

 

***********

 

กองหน้ายิงไม่เยอะแต่สำคัญ

แดนหน้าอาจถือเป็นจุดด้อยของ เบิร์นลีย์ เลยก็ว่าได้ สถิติยิงเพียง 18 ประตู ถือว่าศักยภาพแนวรุกไม่ต่างจากทีมท้ายตารางมากนัก โดยช่วงเปิดตลาดนักเตะช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมา ทีมทุ่มสถิติสโมสรคว้า คริส วู๊ด ศูนย์หน้าทีมชาตินิวซีแลนด์ เข้ามาเสริมแนวรุกด้วยราคา 15 ล้านปอนด์ ทดแทนการขาดหายไปของ อังเดร เกรย์ ศูนย์หน้าตัวเก่งที่ขายไปให้กับวัตฟอร์ด หากเทียบค่าตัวกับผลงานที่ซัดไป 4 ประตู จาก 15 นัด อาจยังดูน้อยไปหน่อย แต่ที่ยิงได้ก็ถือเป็นลูกสำคัญๆทั้งสิ้น

ส่วนเจ้าเก่าอย่าง แซม โวกส์ และ แอชลี่ย์ บาร์นส์ ก็พึ่งซัดไปคนละ 3 เท่านั้น นี่คือจุดที่ ฌอน ไดช์ อาจต้องปรับหากหวังลุ้นทำอันดับไปเล่นฟุตบอลยุโรปแบบยาวๆ ในซีซั่นนี้

 

เบิร์นลีย์

 

แนวรับแข็งแกร่ง กองกลางครองบอลเหนียวแน่น แนวรุกโอกาสไม่เยอะแต่จบได้ รวมถึงกุนซือฝีมือเยี่ยม นี่คือ เบิร์นลีย์ ที่เราเห็นในฤดูกาลนี้ แม้แข้ง “เดอะคลาเรตส์” อาจยังไม่กล้าฝันไกลในตอนนี้ แต่บรรดาเหล่ากุนซือทีมใหญ่ที่เคยปะทะแข้งมาแล้วในช่วงครึ่งแรกของซีซั่นอย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่, เยอร์เก้น คล็อปป์ หรือ โชเซ่ มูรินโญ่ ต่างออกมาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เบิร์นลีย์ ชุดนี้มองไปถึงการเล่นฟุตบอลยุโรปในซีซั่นหน้ากันได้เลย

 

เบิร์นลีย์

 

ด้วยฟอร์มแบบนี้ทำให้ผมนึกถึง เลสเตอร์ ซิตี้ ชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก 2015-16 ที่หลายคนคาดการณ์ว่าน่าจะแผ่ว แต่สุดท้ายยืนหยัดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้แบบหักปากกาเซียน เบิร์นลี่ย์ อาจจะไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่สิ่งเหมือนกันคือ ความมุ่งมั่น ทุ่มเท และมีหัวใจนักสู้ หากทีมคู่แข่งอยากได้คะแนน ก็ต้องสู้กันลากเลือดจนครบ 90 นาที…

ทีมแบบนี้แหละที่น่าเชียร์ และเอาใจช่วยครับ

 

“เต้ BlackPearl”

เบิร์นลีย์

 

ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเว็บที่นี่ และติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports