เพราะ “ความฝัน” คือพลังในการขับเคลื่อนชีวิต
เพราะ “ความฝัน” คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดสิ่งต่างๆ มากมาย
เพราะ “ความฝัน” คือความจริงที่ถูกเนรมิตขึ้นมาด้วยการกระทำ

และ “ความฝัน” นี่แหละ ที่ทำให้ “กวินทร์” ได้เข้าใจ และได้สัมผัสกับคำว่า “รางวัลชีวิต” ที่แท้จริง …

 

กวินทร์

 

บก.เก้น : แม้ว่าสายฝนจะโปรยลงมาตั้งแต่ช่วงตี 5 จนทำให้บรรยากาศภาพรวมของกรุงเทพฯ ในวันนี้ แลดูครึ้มๆ มืดมนผิดจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ จนทำเอาเด็กต่างจังหวัดอย่างผมแอบรู้สึกราวกับถูกจองจำในความหม่นหมองบนเตียงนอน และนอนฝันต่อไป…

แต่ความหม่นหมองของฟ้าฝนนั้น ช่างสวนทางกับวงการฟุตบอลไทยที่กำลังส่องแสงโชติช่วงชัชวาลราวกับดวงตะวันที่กำลังโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำกลางอ่าวไทย โดยเฉพาะวันนี้…

10 มกราคม 2561 ได้ถูกจารึกให้เป็นอีกหนึ่งวันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกวันหนึ่งของวงการลูกหนังไทย และในชีวิตของผู้ชายที่เปี่ยมไปด้วยแพสชั่น ความมุ่งมั่น ระเบียบวินัย ความตั้งใจ และความรักในทั้งหมด ทุกอย่างได้สะท้อนให้แฟนบอลชาวไทยเห็นว่า “กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์” เหมาะสมกับโอกาสอันยิ่งใหญ่ในวันนี้จริงๆ

แม้ผมจะเองจะได้มีโอกาสเจอ ได้ติดตามฟอร์มการเล่นของตองในสนามหลายต่อหลายครั้ง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกว่า เออ… วันนี้ “ตอง” ดูมีความสุขมากๆ หลายๆ อิริยาบทที่ตองแสดงออกมาทั้งตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจนั้นมันดูมีความสุขจริงๆ ราวคนที่ “พิชิตฝัน” ของตัวเองได้

ผมเปิดฉากการสนทนากับเจ้าตัวด้วยคำถามคลาสสิคว่า “ตอง” รู้สึกภาคภูมิใจแค่ไหนกับการที่หลายๆ คนมองว่าการตัดสินใจไปค้าแข้งไกลถึง เบลเยี่ยม ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญไม่เพียงแต่ตัวของ กวินทร์ เองเท่านั้น หากแต่หมายถึงการไปเปิดทางให้กับนักเตะรุ่นไทยต่อๆ ไปที่เราเชื่อว่าน่าจะได้ตาม “ตอง” ไปอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งนายด่านดีกรีกัปตันทีม “ทีมชาติไทย” รายนี้ยืนยันกับผมด้วยน้ำเสียง และสายตาแห่งความปลื้มปิติว่า เขารู้สึกภูมิใจมากๆ กับโอกาสในครั้งนี้

“ภูมิใจครับ ภูมิใจ… ตองยิ้มพร้อมกับเงียบไปสักพัก …”

“คือ… การได้โอกาสในครั้งนี้ ผมภูมิใจมากๆ ครับ คือเราเองก็ฝันมาตั้งแต่เริ่มเล่นฟุตบอลอาชีพว่าเราอยากไป คือการที่เราได้ไปเบลเยี่ยมในวันนี้ ผมไม่ได้ไปเล่นในฐานะชื่อเสียงของผมเพียงอย่างเดียว แต่ผมไปในฐานะตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศ ผมนำคำว่า ประเทศไทย นำคำว่าคนไทยไปกับผมด้วย ผมต้องพยายามทำตัวเองให้ดีที่สุดเพื่อที่จะให้ทุกคนได้เห็นว่าคนไทยก็ทำได้ ผมจะทำให้เต็มที่ ทำให้ดีที่สุด”

แม้ทุกคนจะรู้ว่า กวินทร์ คือแข้งที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น และฝีมือทางศาสตร์ลูกหนังอันเก่งกาจตั้งแต่อายุยังน้อย กระทั่งก้าวมาเป็นผู้รักษาประตูที่ดีที่สุดในอาเซียน แต่ด้วยคำว่า “ตัวแทนประเทศไทย” ติดหลังไปกับการโบยบินในครั้งนี้จะเป็น “ความกดดัน” ที่หนักเกินไปสำหรับเจ้าตัวหรือไม่ ?

“ผมไม่ได้กดดันอะไรนะกับคำว่าการเป็นตัวแทนของชาติ ผมเชื่อว่าแค่เราทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ทำสิ่งที่ถูกต้อง ทำสิ่งที่ควรทำ แค่นั้นครับ” ตองย้ำกับผมด้วยสายตาที่มุ่งมั่น ซึ่งจริงๆ แล้ว ผมคิดว่าตลอดเส้นทางลูกหนังของเจ้าตัวนั้น ล้วนแต่ได้ผ่านบทพิสูจน์หนักๆ มาแล้วมากมายไม่ว่าจะเป็นความผิดหวัง ความพ่ายแพ้ เสียงด่าจากแฟนบอล ปัญหาการบาดเจ็บหนักหลายต่อหลายครั้งทั้งข้อมือ และหน้าแข้ง จนกูรูหลายๆ คนในวงการลูกหนังบ้านเราถึงกับส่ายหัวพร้อมกับบอกว่า โอกาสที่ “ตอง” จะกลับมาเดินต่อในการค้าแข้งอาชีพนั้นอาจจะจบลงไปแล้ว… ไม่ต้องถามต่อเลยว่า กวินทร์ หรือ กวิน (ในชื่อเดิม) นั้นจะกลับมาเป็น “กวินทร์บินได้” อย่างไร

แต่อุปสรรค และคำดูถูกเหยียดหยามทั้งหมดที่กล่าวมานั้น “KAWIN” ล้วนแต่ผ่านมาได้ แม้อาจจะไม่ได้รวดเร็วในสามวัน – เจ็ดวัน หรืออาจจะยาวนานหลายปี แต่ “ตอง” ก็ผ่านมันมาได้ ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน และความฝันที่แน่วแน่

… แพ้เป็นถ่าน ผ่านเป็นเพชร
และ “ตอง” คือเพชร… 

อีกหนึ่งสิ่งที่ผมเชื่อว่าหลายๆ คนอยากรู้… ขึ้นชื่อการเล่นเป็นผู้รักษาประตู แน่นอนว่า “การสื่อสาร” ถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งยวด แถม เบลเยี่ยม นั้นยังเป็นประเทศที่มีการใช้ภาษาที่หลากหลาย ตรงนี้ “ตอง” บอกกับผมว่าก็มีการศึกษาเหมือนกัน แต่หลักๆ แล้วคงเน้นที่การใช้ภาษาอังกฤษให้ดี เพราะนี่คือภาษากลางของทีม

“ตอนแรกผมเองก็มีการศึกษาหาข้อมูลเหมือนกัน ก็ตกใจว่าทำไมที่นู่นถึงใช้ทั้งภาษาดัตช์ เยอรมัน ทั้งฝรั่งเศส ผมเองก็ไปถามพี่ๆ หลายๆ คนสุดท้ายก็จบที่ภาษาอังกฤษนี่แหละครับที่เป็นภาษากลาง เพราะเฮดโค้ชอย่าง ไนเจล เพียร์สัน เองก็เป็นชาวอังกฤษ ก็คงต้องไปดูแหละครับว่าทีมเค้าพูดกันแบบไหน สื่อสารกันแบบไหน สำคัญสุดคือการเรียนรู้ และปรับตัว”

“ถึงแม้ว่าถ้าทีมจะไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษ หรือผมจะต้องไปพูดอีกภาษาหนึ่ง ผมเองก็ไม่ได้กังวลครับ เพราะทุกอย่างคือการเรียนรู้ อีกอย่าง ภาษาฟุตบอลมันเป็นภาษาสากลอยู่แล้วครับ คิดว่าจุดนี้ไม่ใช่ปัญหากับการไปเล่นใน เบลเยี่ยม อย่างแน่นอน”

การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป การขวนขวายหาความรู้ และการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา คือสิ่งที่ กวินทร์ ทำได้อย่างยอดเยี่ยม และคงเส้นคงวามาโดยตลอดจนไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แต่จากปากของคนเบื้องหลังที่สำคัญที่สุดในชีวิตของตองอย่าง คุณแม่สุนทรีย์ ธรรมสัจจานันท์ ที่ผมเองมีโอกาสได้คุยก่อนพบกับตองนั้น คุณแม่สุนทรีย์กล่าวว่า แม่ไม่ห่วงตองเลยสักนิด เพราะมั่นใจในความแน่วแน่ของลูกชายหัวแก้วหัวแหวนรายนี้ ยกเว้นเรื่องเดียว…

“ปัญหาอาการบาดเจ็บ”

“ก็รู้ครับว่าเราเองคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปะทะกับนักเตะที่เบลเยี่ยมได้ ก็เตือนตัวเองครับว่าเราต้องดูจังหวะดีๆ ไม่ได้ใช้คำว่าต้องระวังตัวเอง แต่เราต้องอ่านจังหวะดีๆ มากกว่า ว่าจังหวะไหนที่เล่นแล้วจะส่งผลยังไงต่อตัวเรา จะดีหรือไม่ดี เจ็บหรือไม่เจ็บอยู่ที่การอ่านจังหวะครับ”

 

กวินทร์

 

9,237 กิโลเมตร
5,739 ไมล์
4,987 ไมล์ทะเล

คือระยะทางที่ กวินทร์ เองจะต้องห่างจากบ้านเกิดเมืองนอนอันเป็นที่รัก…

พอพูดถึงระยะทางอันแสนไกลกับนักฟุตบอลแบบนี้ คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวผมเลยก็คือ “โฮมซิก”

แน่นอนครับ “โฮมซิก” คืออีกหนึ่งปัญหาคลาสสิคที่เคยแผลงฤทธิ์จนทำให้ชีวิตการค้าแข้งในยุโรปของเหล่าบรรดาซูเปอร์สตาร์จากเอเชียหลายๆ คนต้องล้มลงไม่เป็นท่า ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงทั้งภาษา อาหาร วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งสภาพอากาศที่ลูเวิน (อุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี 10.5 ํC) ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่มีผลให้เกิด “โฮมซิก” ราวกับเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุอยู่ทุกเมื่อ

“ในช่วงแรกผมเองจะไป เบลเยี่ยม กับพี่เต้ย (คนที่ไปจะดูแลตองที่ เบลเยี่ยม) ผมก็คงจะไปดูก่อนครับว่าบ้านพักเป็นยังไง หนทาง หรือลู่ทางที่จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปจะเป็นยังไง”

“ปัจจุบันนี้การสื่อสารถือว่าสะดวกสบายขึ้นมากๆ ครับ ทั้งโซเชี่ยล ทั้งวิดีโอ-คอล ตรงนี้ผมว่ามันก็ช่วยได้เยอะ คือผมคิดว่าการไปเล่นฟุตบอลต่างประเทศนั้นมันไม่ใช่การย้ายไปอยู่ตลอดชีวิต มันก็ยังพอมีช่วงเวลาที่ผมจะได้กลับมาที่ไทยอย่างเช่นช่วงพักเบรค ทุกอย่างมันต้องปรับตัว”

 

กวินทร์

 

คำว่า “การปรับตัว” ที่ตองได้ย้ำกับผมนักหนา มันทำให้ผมได้นึกถึงคลิปที่นายด่านมือ 1 ทีมชาติไทยรายนี้ลงฝึกซ้อมทักษะผู้รักษาประตูอยู่ที่ริมหาดแห่งหนึ่งช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา เพราะถึงแม้ว่า ณ ตอนนี้วงการลูกหนังบ้านเราจะเป็นช่วงปิดซีซั่น แต่สิ่งที่ตองได้ทำให้ทุกคนได้เห็นก็คือ “การเตรียมตัว” เป็นการสร้างต้นทุนเพื่อที่ตองจะได้ฟิตอยู่ในระดับเดียวกับเพื่อนร่วมทีมที่ โอเอช ลูเวิน ทันที เพราะถ้าหากตองสามารถปรับตัวกับ โอเอช ลูเวิน ได้อย่างรวดเร็ว โอกาสที่ตองจะได้พิชิตเป้าหมายต่อไปของตัวเองนั่นคือ การยึดตำแหน่งมือหนึ่งของทีมให้ได้

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเงาสะท้อนให้แฟนบอลอย่างเราๆ ได้เห็นถึงทัศนคติอันยอดเยี่ยม และความเป็นมืออาชีพของ กวินทร์ อีกครั้ง

“ช่วงนี้บ้านเรากำลังอยู่ในช่วงปรีซีซั่น ผมเองยอมรับว่าก็เพิ่งเริ่มซ้อมได้ไม่กี่อาทิตย์ครับ สภาพร่างกายโดยรวมในตอนนี้น่าจะฟิตอยู่ที่ 70 ถึง 80 % ตอนนี้ก็เร่งความฟิตอย่างเต็มที่ครับเพื่อให้ตัวเองพร้อมที่สุดกับโอกาสที่ได้รับ และจะได้พร้อมลุยกับต้นสังกัดใหม่ทันที”

“หากผมสามารถเริ่มนับหนึ่งได้เร็วแค่ไหน โอกาสที่ผมจะได้ต่อสู้เพื่อยึดตำแหน่งมือหนึ่งของทีมก็มีมากขึ้นครับ เพราะขึ้นชื่อว่านักฟุตบอลอาชีพ ไม่ว่าจะไปที่ไหน ผมก็อยากจะลงเล่นอยู่แล้ว ตรงนั้นมันคืออีกหนึ่งเป้าหมายที่ผมต้องทำให้ได้ แต่อย่างแรกเลยตัวผมเองต้องไปปรับตัวก่อน และต้องพยายามปรับตัวให้ได้เร็วที่สุด”

“ผมต้องไปสู้ ผมพร้อมสู้อยู่แล้ว ไม่ว่าตรงนั้นจะมีผู้รักษาประตูอยู่กี่คนก็ตาม”

ก่อนจะปิดฉากการสนทนาระหว่างเราสองคน ตองได้บอกประโยคสั้นๆ กับผม ถึงสิ่งที่ตองต้องการพกติดตัวไปก่อนบินลัดฟ้าไปไกลถึงประเทศเบลเยี่ยม

มันไม่ใช่สิ่งของหรูหรา
มันไม่ใช่เงินตรามากมาย
มันอาจจะมองไม่เห็นในรูปแบบของสสาร
แต่มันสามารถสัมผัสได้ด้วย “หัวใจ” ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์

สิ่งๆ นั้นคือ “กำลังใจ” จากแฟนบอลไทยทุกคนนั่นเอง… 

 

“ขอบคุณครับ ขอบคุณแฟนบอลทุกๆ คนที่คอยสนับสนุนผมมาโดยตลอด ยังไงก็ช่วยเป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ผมเองมีโอกาสได้ไปค้าแข้งต่างประเทศแบบจริงจัง มันเหมือนกับการไปเริ่มต้นใหม่ ไปผจญภัยใหม่ ผมเองก็ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้ามันจะเป็นยังไง มันจะเจออุปสรรคมากน้อยแค่ไหน คือมันต้องเจออยู่แล้ว ฉะนั้นสิ่งที่จะทำให้ผมผ่านตรงนั้นไปได้ก็คือกำลังใจจากคนรอบข้าง และจากแฟนบอลทุกคน”

 

กวินทร์

 

อย่างที่ตองบอกครับ ไม่มีใครสามารถหยั่งรู้อนาคตข้างหน้าได้ หากแต่ถ้าเรามีความมุ่งมั่น มีความเชื่อ กับความฝัน กับเส้นทางที่คุณเลือก มั่นใจได้ครับว่าสักวันหนึ่งผลตอบแทนที่คุณจะได้รับนั้นมันคุ้มค่าพอที่จะทำให้คุณหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเลยหล่ะ

เหมือนดั่งโอกาสในการไปค้าแข้งในยุโรปครั้งนี้ของ กวินทร์ คือผลตอบแทนที่ธรรมชาติได้มอบให้กับคนที่ศรัทธาในความฝัน และศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่… ในฐานะแฟนบอลชาวไทย คนในวงการกีฬา และเพื่อนร่วมชาติ ผมอยากจะบอกว่า ผมตื่นเต้น และยินดีกับบิ๊กมูฟของตองจริงๆ

เพราะนี่คือ “รางวัลแด่คนช่างฝัน” … อย่างแท้จริง

 

มีดวงตะวันส่องเป็นแสงสีทอง
กระจ่างครรลอง ให้ใฝ่ปอง และสร้างสรรค์
เมื่อดอกไม้แย้มบาน ให้คนหาญสู้ไม่หวั่น
คือ “รางวัล” แด่ “ความฝันอันยิ่งใหญ่”

ให้เธอ…

 

 

“บก.เก้น”

กวินทร์

 

ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเว็บที่นี่ และติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports