บก.เก้น : ท่ามกลางความอลหม่านของตลาดซื้อขายนักเตะไทยลีก 2018 ที่เพิ่งรูดม่านปิดฉากไปได้ไม่กี่วัน รวมถึงการขับเคี่ยวกันของทั้ง 18 ทีมในไทยลีกทั้งใน และนอกสนาม วันนี้ผมมีโอกาสดีที่ได้มาพูดคุยกับกุนซือที่ว่ากันว่าสร้าง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ให้ขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งทีมระดับแถวหน้าของประเทศไทย

ด้วยเกมรุกอันตื่นตาตื่นใจ บวกกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กลายเป็นคอนเซปต์ของทีมอย่าง “Change” … วันนี้ มาโน่ โพลกิ้ง จะมาเปิดเผยถึงความพร้อมล่าสุดก่อนเกมนัดเปิดสนาม การปรับโฉมโควต้านักเตะต่างชาติ เกมรับที่ต้องดีขึ้นกว่าเดิม และเหตุผลสำคัญที่ตัดสินใจดึงตัว วานเดอร์ หลุยส์ มาเติมเต็มเกมรุก “แข้งเทพ” ในวันที่ไร้ ดราแกน บอสโควิช

 

มาโน่ โพลกิ้ง

 

“ตลอดสองฤดูกาลที่ผ่านมา ทุกคนต่างรู้ดีว่าพวกเรา (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด) พยายามอย่างเต็มที่ในทุกๆ แมตช์ และทุกรายการ เรามีโอกาสที่ผมคงต้องใช้คำว่า ใกล้เคียง เอามากๆ กับการคว้าแชมป์ไทยลีก (2016 : รองแชมป์) รวมถึงช้าง เอฟเอ คัพ (2017 : รองแชมป์)” กุนซือเลือดบราซิเลี่ยน เริ่มต้นบทสนทนา

“ปีนี้เรามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเยอะตามคอนเซปต์ของทีม (Change) ไม่ว่าจะเป็นนักเตะ หรือสต๊าฟ แต่แน่นอนครับ เรายันยืนยันเป้าหมายเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน เราถึงจำเป็นที่จะต้องเติมความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น เพื่อนำ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ประสบความสำเร็จให้ได้”

นอกจากโลโก้ ชื่อทีม ที่ถือเป็นการ “Change” อย่างเห็นได้ชัดแล้ว โควต้านักเตะต่างชาติของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ก็ถือเป็นอีกหนึ่งการยกเครื่องที่น่าประหลาดใจไม่น้อย โดยเฉพาะการหันมาให้ความสำคัญกับแนวรับด้วยการดึง ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด อดีตนายทวารทีมชาติเดนมาร์กรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี รวมถึง เอเวอร์ตัน อดีตปราการหลังตัวแกร่งที่ตัดสินใจโยกข้ามมาจากเหนือสุดแดนสยาม สู่การเป็นปราการหลังตัวหลังของ “แข้งเทพ” ในฤดูกาลนี้ เช่นเดียวกับแนวรุกที่หลายๆ คนสงสัยว่าทำไม มาโน่ ถึงตัดสินใจปล่อยตัวศูนย์หน้าที่ยิงประตูได้มากที่สุดใน ไทยลีก อย่าง ดราแกน บอสโควิช

 

มาโน่

 

“ทีมงานของเราทำงานกันหนักมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว เราลงมือวิเคราะห์ถึงจุด หรือความเป็นไปได้ที่จะทำให้ทีมเราดีขึ้น ซีซั่นที่ผ่านมาเรามีแค่ โยฮัน ตาวาเรส คนเดียวที่เป็นตัวต่างชาติในแนวรับ แต่เราเองไม่หยุดที่จะทำให้ทีมนั้นดีขึ้น เราอยากจะเซ็ตแนวรับชุดใหม่ขึ้นมาไล่ตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตู – เซนเตอร์ฮาล์ฟ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะพาทีมประสบความสำเร็จ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด จึงตัดสินใจดึงทั้ง ไมเคิ่ล (ฟาลเคสการ์ด) และเอเวอร์ตัน เข้ามา”

“ส่วนการเสีย โบเล่ ไปให้กับ การท่าเรือ ผมไม่รู้สึกกังวลครับ ผมมองว่าทีม (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด) เราโฟกัสกับการเล่นเป็นทีมมากกว่า… โอเคจริงอยู่ที่ โบเล่ (บอสโควิช) ทำผลงานในฤดูกาลที่ผ่านมาได้อย่างสุดยอด เขาพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าเขามีความสำคัญกับทีมมากขนาดไหน โบเล่ สามารถเปลี่ยนโอกาสจากการสร้างสรรค์เกมสู่การจบสกอร์ที่เด็ดขาด ทุกประตูที่เขาทำได้คือคำตอบชั้นดีว่าเขาคือหนึ่งในศูนย์หน้าที่ดีที่สุดในไทยลีก แต่…”

“…ฤดูกาลนี้เราต้องเล่นฟุตบอลด้วยความละเอียดมากขึ้น แน่นอนเกมรุกคืออาวุธเด็ดของเรา เรายังคงกระหายในการล่าประตูอยู่เหมือนเดิม แต่เกมรับก็คือสิ่งที่เราต้องโฟกัสเหมือนกัน นั่นคือสมดุลที่เราจะทำให้ดีขึ้น ดังนั้นการขาด โบเล่ (บอสโควิช) ไป ผมยืนยันได้ว่าไม่รู้สึกกังวล”

แต่ด้วยธรรมชาติของ มาโน่ ที่หลงใหลในเกมรุกมากกว่าสิ่งอื่นใด การที่ “บียูเอฟซี” กล้าปล่อย “โบเล่” ออกจากทีมไป แน่นอนผมคิดว่าเฮดโค้ชรายนี้น่าจะต้องมีแผนอะไรในใจแน่ๆ !!!

ร็อบสัน – คาร์ลอส ซาลอม คือสองหัวหอกที่ถูกดึงตัวเข้ามาเติมเต็มความเด็ดขาดในแดนหน้า แต่ผมมองว่า จิ๊กซอว์ ชิ้นสำคัญที่ มาโน่ คาดหวังเอามากๆ น่าจะเป็นเพลย์เมคเกอร์อย่าง วานเดอร์ หลุยส์ มากกว่า หลังเจ้าตัวโชว์ความมหัศจรรย์ พร้อมกับร่ายมนต์บนผืนฟลอร์หญ้าในศึกช้าง เอฟเอ คัพ 2017 นัดชิงชนะเลิศ จนทำให้ มาโน่ และพลพรรค “แข้งเทพ” ต้องอกหักพลาดตีตั๋วไปลุ้นเพลย์ออฟ ACL 2018 มาแล้ว

ซึ่ง มาโน่ ยอมรับกับผมว่า วานเดอร์ หลุยส์ คือคนที่ “ใช่”

“ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งครับ เพราะจริงๆ แล้วต้องบอกว่า วานเดอร์ (หลุยส์) เป็นนักเตะที่ตัวผมเองชอบอยู่แล้ว ทีมงานเราได้เฝ้าจับตามองฟอร์มการเล่นของเค้ามาโดยตลอดตั้งแต่เริ่มต้นฤดูกาล ผมได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับเขาตั้งแต่อยู่บราซิล เพราะเขาเองก็ได้ค้าแข้งกับทีมใหญ่ๆ ที่นั่น และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอด”

“แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด รู้สึกว่า วานเดอร์ (หลุยส์) คือนักเตะที่ใช่สำหรับเราก็คือ เค้าคือนักเตะที่ดีที่สุดในสนามในเกมนัดชิงช้าง เอฟเอ คัพ ที่ผ่านมา นั่นช่วยตอกย้ำความมั่นใจในการดึงตัวเขามาร่วมทีมจริงๆ”

 

มาโน่

 

“การเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างของเราในปีนี้ ผมคิดว่านี่เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วที่เราจะได้พิสูจน์ตัวเองกับทีมอย่าง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ตั้งแต่นัดเปิดสนาม ผมไม่รู้สึกกังวลเลยแม้แต่น้อย เพราะเรามีการเตรียมทีมที่เข้มข้น และจริงจังเอามากๆ เพราะเรามุ่งมั่นที่จะทำผลงานให้ดีที่สุดในทุกๆ เกม”

“เรารู้ถึงความคาดหวังจากแฟนบอล เราสัมผัสได้ถึงความกดดันที่ค่อยๆ ถาโถมเข้ามา แต่เราจะเปลี่ยนทั้งหมดนี้เป็นพลังเพื่อพาทีมก้าวไปถึงเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ให้ได้ และเพื่อบอกให้ทุกคนได้รู้ว่าเราคือใคร” มาโน่ ย้ำกับผมด้วยความหนักแน่น

 

มาโน่

 

ก่อนจะจากกัน มาโน่ ได้พูดกับผมถึงความคลั่งใคล้ในฟุตบอลของท่านประธานฯ รวมถึงความมหัศจรรย์ในการสร้างแรงบันดาลใจ ภาวะความเป็นผู้นำ และความรักใน ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

“ตลอดสามปีครึ่งที่ผมได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ผมคิดว่าตัวเองโชคดีมากๆ ที่ได้ร่วมงานกับประธานสโมสรอย่างคุณขจร เจียรวนนท์ เพราะคุณขจรคือคนที่รัก และทุ่มเทให้กับฟุตบอลจริงๆ”

“คุณขจรช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผมเสมอ และทำให้ผมได้สัมผัสกับคำว่า ความเป็นผู้นำ อย่างแท้จริง ดังนั้นสิ่งที่ผมอยากจะช่วยคุณขจรเท่าที่ผมทำได้ในฐานะเฮดโค้ชก็คือ ผมจะทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุด เพื่อตอบแทนคุณขจรที่คอยช่วยเหลือผมมาโดยตลอด” มาโน่ โพลกิ้ง ทิ้งท้าย

ต้องคอยดูครับว่าผลงานของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ในซีซั่นนี้จะเป็นอย่างไร ผลการแข่งขันในเกมนัดเปิดสนามจะเป็นใจกับ มาโน่ โพลกิ้ง และลูกทีมมากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่เหล่าสาวก “แข้งเทพ” คงต้องคอยเอาใจช่วย และส่งพลังเชียร์ให้กับทีมตลอดทั้งฤดูกาล

แล้วเราจะมาดูกันครับว่าการ “Change” ของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และมาโน่ โพลกิ้ง ครั้งนี้จะเติมเต็มฝันของแฟนบอลได้หรือไม่

 

“Change for the Future”

 

“บก.เก้น”

มาโน่

 

ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเว็บที่นี่ และติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports