จอน : เข้าสู่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากจะเป็นเทศกาลส่งต่อความรักแล้ว ยังเป็นช่วงที่ฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม อุบัติขึ้นอีกด้วย ซึ่งปีนี้ ตัวแทนจากไทยลีก มีเพียง 1 ทีมเท่านั้น นั่นคือ “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” ทีมแชมป์ไทยลีก 2017

 

ปราสาทสายฟ้า

 

ย้อนไปเมื่อนานมาแล้ว “บิ๊กเน” เนวิน ชิดชอบ นายใหญ่วังปราสาทสายฟ้า เคยประกาศไว้ จะขอพาทีมจากอีสานใต้ ให้กลายเป็น “ท็อปเทน” ตามด้วยเป็น “ท็อปไฟว์” ของวงการลูกหนังเอเชียให้ได้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะ และเสียงงุนงงสงสัยจากทั่วสารทิศ ไม่ใช่อะไร นั่นเพราะสิ่งที่เขาประกาศ มันเป็นเรื่องยากถึงยากมากในสมัยนี้

แต่ที่ไหนได้ บุรีรัมย์ ใช้เวลาทำความรู้จักกับ เอซีแอล รอบแบ่งกลุ่ม ครั้งแรก เมื่อปี 2012 ก่อนสร้างปรากฎการณ์เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายได้ทันที เมื่อปี 2013 จนมีคะแนนติดท็อปเทนของสโมสรในทวีปเอเชียจากการจัดอันดับของ สหพันธ์ประวัติศาสตร์ และสถิติฟุตบอลระหว่างประเทศ (IFFHS) ในปี 2013

“ประวัติศาสตร์ถูกสร้างได้รวดเร็ว ทำให้พวกเขาเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน และตั้งเป้าหมายต่อไปทันที นั่นคือ ท็อปไฟว์ของเอเชีย หรือการผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ เอซีแอล เป็นอย่างน้อย นั่นเอง”

ทว่า ไม่เคยมีอะไรง่ายดายบนกระดานโลกลูกหนัง… บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ปรากฏกายอีก 3 ปีติดต่อกัน (2014, 2015, 2016) ผลกลับจบลงด้วยการตกรอบแบ่งกลุ่มล้วนๆ ซึ่งครั้งสุดท้ายของ “เซราะกราว” ในถ้วยใบนี้ มีบาดแผลรอยใหญ่ ถูกปาดสร้างขึ้นไว้ จากการคว้าได้เพียง 1 แต้ม ยิงได้แค่ 1 และเสียไปถึง 16 ประตูจาก 6 เกม

บาดแผลมันลึกถึงขนาดที่สปิริตในทีมสูญเสียไม่มีชิ้นดี จนเกิดการปล่อยตัวซูเปอร์สตาร์ดาวดังของทีมออกไป และถึงขั้นไม่ติดอันดับโควตาศึกเอซีแอลของไทยลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี เลยทีเดียว

 

แต่แผลนั้น มันไม่ใช่แผลเป็น มันถูกเยียวยา รักษาจนหายสนิทแล้ว
แม้จะต้องเปลืองยาที่มีชื่อทางเคมีว่า “ไทม์” (เวลา) ไปถึง 2 ปี ก็ตามที

 

ปี 2018 พวกเขากลับมาอีกครั้งในฐานะหนึ่งเดียวของไทยลีก โดยพกความฝันเดิม ที่ลอยล่องมานาน ที่พวกเขาพร้อมจะสานต่อฝันแสนไกล และยังไปไม่ถึง นั่นคือการผ่านเข้าถึงรอบตัดเชือก เพื่อเป็น ท็อปไฟว์ ของเอเชียให้จงได้

 

ปราสาทสายฟ้า

 

ทั้งนี้ ผลการจับสลากแบ่งสายออกมา ก็ถือว่า เอาแค่ผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ให้ได้ ก็โคตรยากแล้ว มันยากมากถึงมากที่สุด เพราะต้องอยู่ร่วมกลุ่มกับมหาหินของเอเชียอย่าง กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ แชมป์ ไชนีส ซูเปอร์ ลีก 2017 และเป็นอดีตแชมป์รายการนี้สองสมัยเมื่อปี 2013 กับ 2015 นอกจากนี้ ยังมี เซเรโซ่ โอซาก้า แชมป์ฟุตบอลถ้วยจากญี่ปุ่น และ เจจู ยูไนเต็ด รองแชมป์ฟุตบอลลีกจากเกาหลีใต้ เป็นอีกสองก้างชิ้นใหญ่คอยขวางลำคอ

“โหดจริงๆ กลุ่มนี้ เรียกได้ว่า โหดเหนือคำบรรยาย”

และยิ่งปีนี้ บุรีรัมย์ ตัดสินใจส่งชื่อแข้งดาวรุ่งไทย ขึ้นมาสู่ทีมชุดลงเล่นเอซีแอลเยอะมาก หากเทียบกับปีก่อนๆ โดยมีนักเตะไทย ที่อายุไม่เกิน 23 ปี ถึง 14 คน จากรายชื่อทั้งทีม 28 นักเตะทั้งหมด (รวมต่างชาติแล้ว) อาทิเช่น ศุภชัย ใจเด็ด, สุภโชค สารชาติ, ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา, รัตนากร ใหม่คามิ, อานนท์ อมรเลิศศักดิ์, ศศลักษณ์ ไหประโคน, คีรอน อ้อนชัยภูมิ, กฤษณะ ดาวกระจาย, เมธี สาระคำ, เควิน สังสมานันท์ ฯลฯ

เรียกได้ว่า กล้าได้กล้าเสียสุดๆ กับการตัดสินใจครั้งนี้ของพวกเขา เพราะนักเตะบางราย ยังไม่เคยลงเล่นในเกมไทยลีกด้วยซ้ำ เพียงแค่เพิ่งได้แชมป์ ยู-19 ชิงแชมป์ประเทศไทย “โค้กคัพ 2017” ที่ผ่านมาเท่านั้น

รอดูกันว่า การเดิมพันเด็กหนุ่ม กับการล่าฝันสูงลิบครั้งนี้
พวกเขาจะไปได้ไกลเหมือนปี 2013 หรือ พังพาบไม่เป็นท่าดังเช่นปี 2016 กันแน่….

 

“จอน”

ปราสาทสายฟ้า

 

โปรแกรมฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018 ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
วันพุธที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 พบ กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ (เยือน)
วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 พบ เจจู ยูไนเต็ด (เหย้า)
วันอังคารที่ 6 มีนาคม 2561 พบ เซเรโซ่ โอซาก้า (เหย้า)
วันพุธที่ 14 มีนาคม 2561 พบ เซเรโซ่ โอซาก้า (เยือน)
วันอังคารที่ 3 เมษายน 2561 พบ กว่างโจว เอเวอร์แกรนด์ (เหย้า)
วันอังคารที่ 17 เมษายน 2561 พบ เจจู ยูไนเต็ด (เยือน)

 

ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเว็บที่นี่ และติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports