Mr.BOSTON : มิลาน เมืองมหาอำนาจลูกหนังที่ตั้งอยู่ที่ตอนเหนือของ อิตาลี ไม่ได้คึกคัก และเปี่ยมไปด้วยความหวังขนาดนี้มาหลายปีแล้ว ค่าด้วยที่ “สีแดงดำ” ถูกทาทับด้วย “สีน้ำเงินดำ” มาตลอดนับตั้งแต่ปี 2009 ทำให้เมืองแห่งนี้กลาย “เนรัซซูรี่ ทาวน์” อยู่เกือบทศวรรษ

 

มิลาน

 

นี่เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 ที่ มิลาน ไม่แพ้ใครติดต่อกันยาวนานขนาดนี้ 13 นัด ถือเป็นผลงานที่น่าเหลือเชื่อหากเทียบกับช่วงครึ่งแรกของฤดูกาล

นับตั้งแต่ขึ้นปีปฏิทินใหม่ ปี 2018 เป็นต้นมา พวกเขาไร้พ่าย ยิงไป 18 เสีย 6 คลีนชีต 9 นัด ชนะติดต่อกันมา 6 พูดได้เต็มปากเต็มคำว่า “ยอดเยี่ยม” และผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น คงต้องยกให้ เจนนาโร่ “ริโน่” กัตตูโซ่ หรือ “ไอ้รถถัง” วันแอนด์ โอนลี่ คนนี้

อันที่จริงแล้ว ความเปลี่ยนแปลง ในด้านแผนการเล่นของ กัตตูโซ่ เมื่อเทียบกับ ยุคของ วินเซนโซ่ มอนเตลล่า อาจจะมีไม่มากนัก เพราะ “เจ้าเครื่องบิน” ได้ลองผิดลองถูก อยู่หลายแผนก่อนโดนปลดออกจากตำแหน่ง และแผนที่น่าจะดีที่สุดคือ 4-3-3 ซึ่ง กัตตูโซ่ เอง ก็ออกมายอมรับว่า เขาต้องให้เครดิต มอนเตลล่า ที่หาแผนลงตัวจริงนี้เจอ ไม่เช่นนั้นสถานการณ์ของเขาคงไม่ดีเช่นนี้ หากต้องเสียเวลามาลองแผนการเล่นกันใหม่ แต่ถ้าไม่ใช่ที่แผน แล้วคืออะไร ที่ กุนซือวัย 40 ปีคนนี้เปลี่ยนแปลงมิลาน ?

 

มิลาน

 

“ผมต้องการพูดเรื่องนี้ให้กระจ่างก่อน ผมไม่ใช่โค้ชที่ยิ่งใหญ่อะไร ผมยังเพิ่งเข้ามารับงาน  ผมไม่ใช่ผู้เชียวชาญ และผมยังไม่ประสบความสำเร็จอะไรเลย ในเวลาเดียวกัน ผมก็ไม่ใช่คนที่ทุกคนคิดว่าผมเป็นอีกแล้ว  ผู้คนมักลืมว่า ผมทำงานนี้ไปแล้วกว่า 5 ปี ผมคว้าแชมป์ลีกได้ ในเลก้า โปร ผมมีประสบการณ์ไม่น้อย จากการทำงานในต่างประเทศ คุณไม่ได้เรียนรู้ความเป็นมือโปรจากหนังสือ คุณเรียนมันผ่านการถูกทุบ ถูกเคี่ยวกรำอย่างหนัก ผมเคยผ่านมาแล้ว และผมน่าจะต้องผ่านอีกเยอะ”

 

การสัมภาษณ์ครั้งล่าสุด หลังพาทีมบุกเอาชนะ ลาซิโอ ในการดวลลูกที่จุดโทษ และพาทีมเข้าไปชิงแชมป์ฟุตบอล โคปปา อิตาเลีย กับ ยูเวนตุส แทบจะบอกเราหมดแล้ว ว่าสิ่งที่เขาทำให้มิลานคืออะไร หากไม่ชัดพอ ลองไปดูที่นักเตะแต่ละคน พูดถึงโค้ชของเขากันดู

ฮาคาน ชัลฮาโนกลู ผู้ที่เปลี่ยนจาก มิดฟิลด์ เก้ๆ กังๆ กลายมาเป็นแม่ทัพในสนามตัวจริง กล่าวว่า “โค้ชคุยกับผมเยอะมาก และบอกให้ผมเล่นอย่างเต็มที่ ตามใจ และไม่ต้องกังวลที่จะเล่น ผมว่าเขาเป็นนักจิตวิทยากว่าโค้ชฟุตบอลเสียอีก”

อเลสซิโอ โรมันโญลี่ จากกองหลังไร้ความมั่นใจ กลายเป็นโชว์ฟอร์มได้ดุจเป็น “นิว เนสต้า” และยิงจุดโทษปลิดชีพทีมโปรดอย่าง ลาซิโอ พา “รอสโซเนรี่” เข้าชิง โคปปา อิตาเลีย กล่าวว่า “โค้ช ส่งต่อความรู้สึกอยากชนะมาให้เรา และพวกเราทุกคนรู้สึกได้”

จากปีกขี้เลี้ยงจนแฟนรำคาญ กลายเป็นตัวทำเกมที่หวือหวา และมีประโยชน์ จน ซูโซ่ ต้องออกมาเปิดเผยว่า “โค้ชไม่ได้เสนอแทคติกใหม่เลย แต่โค้ชเข้าถึงจิตใจของเราได้ กระตุ้นพวกเราได้ และทำให้เราอยากออกไปเล่นเพื่อเขาได้”

จากทั้งหมดนี้ ที่ว่ามา สิ่งที่ กัตตูโซ่ เปลี่ยนแปลงมิลาน หลักๆ แล้วเป็นเรื่องของจิตใจ หาใช่แผนการเล่น ซึ่งมันเพียงพอที่จะทำให้ มิลาน ชุดนี้ เดินหน้า และทำผลงานได้อย่างที่เขาต้องการ

กัตตูโซ่ รู้ดีว่าต้องกระตุ้นใคร-ยังไง เพราะมันเป็นสิ่งที่เขาทำแทบจะตลอดอาชีพการค้าแข้ง กระตุ้นเพื่อน รวมไปถึงคนดู และบางทีถึงกับไปกระตุ้นโค้ชอย่าง อันเชล็อตติ ก็มีภาพให้เห็นมาแล้ว

 

มิลาน

 

นอกจากนี้ เขายังเน้นไปที่การซ้อมที่หนักหนวง แบบถึงพริกถึงขิง เพื่อให้นักเตะทุกคนแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เขาให้สัมภาษณ์หลังชนะ ซามพ์โดเรีย ว่า การมาคุม มิลาน ของเขา คือฝันร้ายของเหล่านักเตะ โดยบอกว่า เขาแค่ต้องการให้นักเตะ “วิ่ง” และจำเป็นวิ่ง แม้ไม่มีโค้ชอยู่ข้างสนาม ซึ่งมันแสดงออกผ่านเกม “เพรสซิ่ง” ที่เป็นปัจจัยหลักให้ทีมไม่เสียประตูเลยในเกม 6 นัดหลังสุดนั่นเอง

ผลงานชนะรัวๆ ของมิลาน ทำให้พวกเขา กลับมาอยู่ในพื้นที่การลุ้นไป ยูโรป้า ลีก เต็มตัว โดยมีคะแนนเท่ากับทีมอันดับ 6 อย่าง ซามพ์โดเรีย และกลับมามีลุ้นพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง โดยมีคะแนนตามหลัง ทีมอันดับ 4 อย่าง อินเตอร์ อยู่ 7 คะแนน และเหลือการแข่งขันอยู่ถึง 12 นัด

 

มิลาน

 

สุดท้ายแล้ว ไม่รู้ว่า มิลาน จะไปได้ไกลแค่ไหนในฤดูกาลนี้ แล้ว กัตตูโซ่ จะยังได้คุม “รอสโซเนรี่” ต่อในฤดูกาลหน้าตามที่เขาหวังไหม แต่สิ่งที่รู้แน่ๆ ตอนนี้คือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “ปีศาจแดงดำ” ในตอนนี้ เป็นฝีมือของเขาอย่าไม่ต้องสงสัยเลย และนั่นก็เพียงพอ ที่จะจุดเปลวไฟ “สีแดงดำ” ในใจแฟนบอลให้กลับมามีความหวัง

…อย่างโชติช่วงอีกครั้ง

 

Mr. BOSTON

มิลาน

 

ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเว็บที่นี่ และติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports