พี่หมอเอก : ชั่วโมงนี้คงไม่มีนักกีฬาไทยคนไหนที่จะฮอตฮิตติดลมจนเป็นที่กล่าวขวัญถึงไปมากกว่านักมวยแชมป์โลกสองสถาบันคนล่าสุดของไทย “เจ้าแหลม” ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชัน เป็นแน่แท้ครับ

 

ศรีสะเกษ

 

ด้วยความที่เป็นนักมวยแชมป์โลกตัวจริงเสียงจริงที่ไปสร้างชื่อกระฉ่อนโลกจากการจัดการกับนักมวยซูเปอร์สตาร์ของรุ่นซูเปอร์ฟลายเวทต่อเนื่องไปแล้วสองคน ต่อหน้าแฟนหมัดมวยที่อยู่ขอบเวทีใหญ่ใน สหรัฐอเมริกา และผู้ที่ติดตามชมการชกผ่านการถ่ายทอดสดทั่วโลก

เจ้าตัวเปลี่ยนจากเสียงโห่ฮาของแฟนมวยเจ้าถิ่นกลายเป็นเสียงชื่นชมว่า “เจ้าแหลม” คือแชมป์โลกตัวจริงของจริง เก่งจริง หมัดหนักจริง รวมถึงคนไทยที่เราไม่ได้มีแชมป์โลกตัวจริงเสียงจริงขวัญใจชาวไทยแบบนี้มานานมากๆ

ไม่รู้ว่ากี่ปีแล้วที่วงการมวยของเราอยู่ในยุคที่ “ตกต่ำ” เพราะเน้นจัดชกแบบ “ทุนต่ำ” จนคนดูเสื่อมความศรัทธา ยากที่จะกู้ความนิยมคืนมา จนกระทั่งมาได้ “เจ้าแหลม” นี่แหละครับที่ถือเป็นผู้จุดประกายให้วงการมวยในบ้านเราให้คึกคักเป็นที่สนใจอีกครั้ง

จากไฟต์ล่าสุดเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา หากใครได้ติดตามเชียร์ก็น่าจะมีความรู้สึกแบบเดียวกันคือ ตื่นเต้น และลุ้นระทึกตลอดทุกวินาทีของการชกทั้งสิบสองยก เพราะเป็นการชกที่คู่คี่สูสีมากเบียดกันไปเบียดกันมา มีหมัดเด็ดๆ ที่ต่อยออกมาแล้วทำให้อีกฝ่ายมีอาการอยู่ตลอดแบบที่ว่าถ้าใครพลาดโดนต่อยต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเพลี่ยงพล้ำถูกน็อคกันได้เลยทีเดียว แถมด้วยยกสุดท้ายทั้งคู่ต่างปักหลักแลกหมัดกันแบบไม่มีใครกลัวใครจนระฆังดังหมดยก

และเป็นแชมป์โลกขวัญใจชาวไทยที่เป็นฝ่ายป้องกันแชมป์ไว้ได้อย่างประทับใจ

 

 

มีประเด็นที่พูดถึงกันอยู่บ้างคือการรีดน้ำหนักอย่างมากของเราในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนขึ้นชก  โดยเฉพาะวันสุดท้ายก่อนขึ้นชั่งน้ำหนัก และขึ้นชก ซึ่งเราพอจะเห็นจากการถ่ายทอดแล้วว่า ช่วงยกปลายๆ เจ้าแหลม มีอาการอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด !!!

ประเด็นนี้ผมจะยังไม่กล่าวถึงในบทความวันนี้นะครับ ถ้าหากผู้อ่านท่านใดมีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องการลดน้ำหนักของนักมวยที่นักมวยชาวไทยเราทำกันลักษณะนี้มานานแล้ว สามารถให้ความเห็นแลกเปลี่ยนกันใน Comment ได้เลยครับ

ส่วนบทความในวันนี้ ผมจะขอเขียนถึงเรื่องการน็อคเอ้าท์ในกีฬามวย แบบที่ให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายๆ ใช้ศัพท์แสงที่มนุษย์โลกธรรมดาใช้กัน เผื่อว่าจะทำให้การดูกีฬามีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น และบางครั้งหลายๆ ท่านอาจมีโอกาสไปประสบพบเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กับที่ผมเขียนไว้ก็อาจสามารถเอาไปใช้กับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ครับ

 

 

ถ้าหากได้เคยติดตามดูการชกมวยมาบ้างก็น่าจะเคยสังเกตเห็นอาการของนักมวยที่ถูกชกแล้วมีอาการเซ ยืนไม่อยู่ ขาอ่อน เคลื่อนไหวช้า มึนงง หรือหนักจริงๆ ก็อาจเห็นหลับคาหมัดร่วงลงไปนอนกับพื้นเวทีก็มี อาการเหล่านี้เกิดมาจากการกระทบกระเทือนของสมองครับ หรือในกีฬาอื่นๆ โดยเฉพาะกีฬาที่มีการกระทบกระทั่งต่างๆ ก็มีให้เห็นอาการเหล่านี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล รักบี้ อเมริกันฟุตบอล บาสเกตบอล ฮ็อกกี้น้ำแข็ง เป็นต้น

มีการทำการศึกษาวิจัยโดยเทียบแรงที่กระแทกศีรษะจากการถูกชกในกีฬามวยกับถูกกระแทกจากการชนในอเมริกันฟุตบอลพบว่า ลักษณะของแรงที่กระทำต่อศีรษะ ต่างกันตรงที่หมัดที่ชกนั้นจะเป็นแรงที่เรียกว่าแรงหมุน และมีน้ำหนักที่เกิดจากการหมุนส่งแรงจากลำตัว และหัวไหล่ ในขณะที่อเมริกันฟุตบอลมีแรงกระแทกที่มากกว่าเนื่องจากเป็นแรงชนโดยตรง และมีน้ำหนักที่มาจากน้ำหนักร่างกายของนักกีฬาที่เข้ามาชนรวมกับความเร็วที่วิ่งเข้าชนกัน ทำให้อเมริกันฟุตบอลมีความรุนแรงต่อสมองมากกว่าการชกมวย

ในการกระแทกที่ศีรษะนั้นนอกจากจะมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากแรงกระแทก และการเคลื่อนไหวส่งผลให้สมองที่เปรียบเหมือนเต้าหู้ไข่ที่อยู่ในกล่อง ถ้าหากมีการเขย่าแรงๆ มากๆ และต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้เนื้อสมองได้รับบาดเจ็บได้ หรือเกิดมีเส้นเลือดในสมองฉีกขาด ส่งผลให้เกิดมีเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองอันเป็นต้นเหตุทำให้นักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงนั้นถึงขั้นเสียชีวิตได้

แต่ในกรณีที่แรงกระแทกไม่ได้มากขนาดนั้น จะส่งผลให้ในแต่ละครั้งที่ถูกกระแทก ประจุไฟฟ้าในระบบเซลล์ประสาทจะถูกทำให้เสียสมดุล ซึ่งร่างกายจะพยายามปรับสมดุลนั้นให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

โดยการปรับสมดุลนี้ต้องมีการใช้พลังงานเข้าช่วยด้วย กรณีนี้จึงสามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดเมื่อนักมวยถูกต่อยจนมีอาการมึนงง แข้งขาสั่นนั้น จะหมดแรงเร็วขึ้นด้วย และหากมีการถูกกระแทก ถูกต่อยอย่างต่อเนื่องจนถึงจุดที่ร่างกายปรับสมดุลต่อไปไม่ไหวแล้ว สมองจะถูกสั่งให้หยุดทำงานเพื่อให้มีการซ่อมแซมก่อนที่จะเกิดบาดเจ็บมากขึ้น

จึงเป็นที่มาว่า ถึงแม้นักมวยหมัดไม่หนักมาก แต่ถ้าชกได้แม่นยำ และต่อเนื่อง ก็สามารถน็อคคู่ต่อสู้ได้เช่นกัน

เมื่อย้อนกลับมาดูที่กรณีการชกไฟต์ล่าสุดของเจ้าแหลม เทียบกับประเด็นทางวิชาการที่ผมเขียนถึงนี้ ทุกท่านลองนึกดูนะครับว่าเราชนะแบบน่าหวาดเสียวขนาดไหน

เจ้าแหลมต้องลดน้ำหนักอย่างเต็มที่ในวันสุดท้ายก่อนขึ้นชั่งน้ำหนัก ก็อาจจะส่งผลให้ร่างกายอ่อนล้าเหมือนกับเพิ่งผ่านการแข่งขันกีฬามาใหม่ๆ ซึ่งต้องใช้เวลาฟื้นสภาพความฟิตให้กลับขึ้นมาเต็มร้อยเหมือนเดิมคือ 72 ชั่วโมง แต่เจ้าแหลมต้องขึ้นชกหลังผ่านการชั่งน้ำหนักเพียงแค่ประมาณ 24 ชั่วโมง ซึ่งพลังงานยังกลับคืนมาไม่เต็มร้อย

แถมในการชกวันนั้นต้องใช้พลังงานในการเป็นฝ่ายเดินไล่แล้วพยายามชิงออกหมัดก่อนกับคู่ต่อสู้ที่มีความเร็วจนทำให้เจ้าแหลมต้องใช้พลังงานไปเยอะ แม้ว่าจะฟิตซ้อมมาดีขนาดไหนก็ยังมีอาการอ่อนแรงให้เห็น

อีกทั้งคู่ชกในวันนั้นยังเป็นนักมวยที่มีพื้นฐานการชกที่ดีสามารถดักต่อยโดนเจ้าแหลมไปจังๆ หลายหมัดจนเจ้าแหลมมีอาการเซให้เห็นหลายครั้ง ยังดีที่สามารถฟื้นตัวได้ทัน แต่การฟื้นตัวนั้นก็ต้องมีการใช้พลังงานเพื่อการฟื้นตัวไปด้วยเช่นกัน

ในยกที่ 11 และที่สำคัญคือยกสุดท้าย ยกที่ 12 ผมต้องเชียร์แบบลุ้นตัวโก่ง ภาวนาว่าอย่าให้เราพลาดถูกหมัดสวนจังๆ ในจังหวะแลกหมัดกัน เพราะถ้าโดนแล้วอาจมีโอกาสที่จะถูกน็อคได้

 

 

หลังจากได้ดูการชกครั้งนี้แล้ว ผมเชื่อเลยว่าเจ้าแหลมมีการฝึกซ้อม และดูแลร่างกายมาเป็นอย่างดี เพราะถ้าไม่มีการเตรียมตัวที่ดีพอจริงๆ ก็คงจะยืนระยะแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ

อยากให้ชาวไทยช่วยกันเชียร์แชมป์โลกของเราคนนี้กันต่อไปให้ได้ครองแชมป์กันไปยาวๆ ครับ

 

“พี่หมอเอก”

ศรีสะเกษ

 

ดูบอลสดออนไลน์ผ่านเว็บที่นี่ และติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports