เสร็จภารกิจไปอีกเกมสำหรับเหล่านักเตะไทย ในศึก เจ ลีก 2018 จำนวนสามคน ทั้ง “ชนาคุง” , “บุญจัง” และ “มุ้ยซัง” ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เอาจริงๆ อย่างกับหนังชีวิตเรื่องหนึ่งเลยนะ นักเตะที่ถูกตั้งคำถามที่สุดเมื่อวีกที่แล้ว กลับสร้างประวัติศาสตร์ได้จากลูกโหม่ง ส่วนยอดแข้งแบ็คซ้ายของทีมชาติไทย ที่คาดว่าน่าจะได้ลงสนาม เพราะฟอร์มดีจากแมตช์ก่อนในช่วงที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมา กลับไม่ได้สัมผัสสนามแม้แต่วินาทีเดียว และคนสุดท้าย หัวหอกขวัญใจชาวไทยที่เพิ่งลงแข่งขันจบลงไป ก็มีหลายมุมให้เขียนมากมาย

และนี่คือ สิ่งที่ผมเห็นจากผลงานของพวกเขาทั้งสาม ในศึก เจ ลีก 2018 นัดที่สอง….

8 เดือนที่รอคอย ของ “ชนาคุง”

ชนาธิป สรงกระสินธ์ นักเตะไทยผู้เบิกร่องการค้าแข้งในศึกเจลีก ก่อนหน้ารุ่นพี่ทั้งสองถึง 6 เดือน และคำถามหนึ่งที่เขาถูกตั้งมากที่สุดคือ เมื่อไรจะทำประตูได้สักที??

ชนาธิป สรงกระสินธ์ มีสถิติการลงเล่นทั้งหมด 16 เกม เป็นตัวจริง 15 นัด เมื่อซีซั่นที่แล้ว และตลอด 1304 นาที ที่เขามีโอกาสได้ลงสนาม เขาไม่สามารถทำประตูได้เลย แม้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ทีมหนีตกชั้นได้สำเร็จก็ตาม

เขาเริ่มต้นซีซั่น 2018 ด้วยความกดดัน และเพิ่งผ่านพ้นมรสุมชีวิตรักชนิดขึ้นหน้าหนึ่งของฝั่งสื่อมายาทุกวันนับสัปดาห์
เขาเริ่มต้นนัดแรกด้วยฟอร์มที่ฝืดเคืองเล็กน้อย แม้จะได้ลงเล่นในตำแหน่งหน้าต่ำที่ถนัด จากการคุมทีมของ มิไฮโล เปโตรวิช แต่ดูเหมือนว่า เจ้าหนู โคจิ มิโยชิ ดาวโรจน์วัย 20 ปี เจ้าของเบอร์ 41 จะโดดเด่นกว่าเขาด้วยซ้ำ

เกมแรกของชนาธิป จบลงด้วยการพ่ายแพ้ ทีมของ “พี่มุ้ย” 0-1 เขาต้องหลีกทางความเป็นพระเอกให้กับ ธีรศิลป์

ก่อนจะกลับมาคว้าบทพระเอกอีกครั้ง ในละครลูกหนังสัปดาห์ที่สอง

คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ของ ชนาธิป จบเกมนัดที่สองด้วยการคว้า 1 แต้มจากการบุกเสมอ เซเรโซ่ โอซาก้า 3-3 ทั้งที่โดนนำไปก่อน 2-0 และปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลูกโขกไล่มา 1-2 ของ “เจ้าเจ” ในนาทีที่ 62 นี่แหละ คือจังหวะจุดประกายให้ทีมกลับมาได้แต้มไปแบบสุดมันส์

– มัน คือ ลูกโหม่งลูกแรกในรอบกว่า 6 ปี ของเจ้าตัว หลังจากศึกชิงแชมป์เอเชีย ยู-22 รอบคัดเลือก ที่ประเทศลาว ในเกมเสมอกับ จีน 1-1 (เกมนั้น ชนาธิป โดนไล่ออก)
– มัน คือ ลูกยิงประวัติศาสตร์ลูกแรกของชนาธิป ในเจลีก และเขาคือนักเตะคนแรกที่สามารถทำได้ครับทั้ง ประตู และ แอสซิสต์ ในศึก เจ ลีก
– มัน คือ การรอคอย 8 เดือนที่คุ้มค่าจากการทำงานหนัก การแบกรับความกดดัน การเหยียดหยาม (จากเหตุการณ์ความรัก) และอะไรอีกต่อมิอะไรมากมายที่เขาต้องอดทน ก้าวข้ามมันมา

เกือบ 1,500 นาที บนสนามหญ้าในแผ่นดินอาทิตย์อุทัย ในที่สุดเขาก็ทำได้สำเร็จ
นั่นเป็นเพราะเขาไม่เคยหมดศรัทธาในตัวเอง อย่างที่เขาเคยบอกไว้
แม้คนอื่นจะเริ่มหมดศรัทธาในตัวเขาไปแล้วบ้างก็ตาม…..

Image :J.League(เจลีก-ลีกฟุตบอลอาชีพแห่งประเทศญี่ปุ่น)

ในวันที่ “บุญจัง” ไม่ได้ลงสนาม

เกมต่อมาที่ผมจะพูดถึง นั่นคือ เกมที่ไม่มีนักเตะไทยลงสนาม เพราะ ธีราทร บุญมาทัน ไม่ได้โอกาสลงสนามนัดที่ วิสเซิ่ล โกเบ เปิดบ้านแพ้ ชิมิสุ เอสพัลส์ 2-4 และนั่นก็ทำให้เขาต้องรอคอยโอกาสโชว์ฟอร์มต่อหน้าแฟนๆ ทีมตัวเองต่อไป

ความพ่ายแพ้ของ “โกเบ” ในแบบที่ “บุญจัง” ไม่ได้ลงสนาม ก็ได้ทำให้โลกนอกสนามที่เรียกว่า “โลกไซเบอร์” ของแฟนบอลไทย ถึงกับลุกเป็นไฟเลยทีเดียว

บ้างก็ต่อว่าเฮ้ดโค้ชว่าเปลี่ยนตัวผิด (เพราะไม่ได้ส่งเจ้าอุ้มลง)
บ้างก็ต่อว่าผู้บริหารว่า ดึงตัวเอาไปเพราะการตลาด
บ้างก็ต่อว่าสโมสรแบบไม่มีหลักเหตุผลมารองรับ

นี่คือสิ่งที่น่ากลัว กลัวว่าเราอาจจะได้เห็นภาพแบบที่เคยเกิดขึ้นกับ ธีรศิลป์ แดงดา เมื่อครั้งไปค้าแข้งกับ อัลเมเรีย ใน ลา ลีกา สเปน อีกครั้ง

สังคมโซเชี่ยลน่ากลัวครับ ธีราทร ยังต้องอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังต้องทำงานกับเพื่อนนักฟุตบอล ยังต้องพบเจอกับแฟนบอลที่นั่น ยังต้องเจอกับเฮ้ดโค้ช ยังต้องอยู่ภายใต้ระบบของผู้บริหารทีม ฉะนั้น เราต้องเซฟสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับธีราทรไว้ให้มากที่สุด

ทุกอย่างเป็นไปตามหลักการของมืออาชีพ หากเขาพร้อม ผมเชื่อว่า เฮ้ดโค้ชจะส่งลงสนามอย่างแน่นอน

“นักเตะเก่งขึ้น มืออาชีพมากขึ้น แฟนบอลเราก็ต้องมืออาชีพตามนะครับ ด้วยความเคารพ”

Image :J.League(เจลีก-ลีกฟุตบอลอาชีพแห่งประเทศญี่ปุ่น)

ไม่มีอะไรง่ายที่ญี่ปุ่น สำหรับ ธีรศิลป์ แดงดา

นักเตะประวัติศาสตร์ของคนไทย ที่เป็นผู้ทำประตูแรกในศึก เจ ลีก เมื่อวีกที่แล้ว เริ่มต้นวีกที่สองด้วยการยึดตัวจริงต่อเนื่องในตำแหน่งกองหน้าของ ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า โดยคู่กับ แพทริค ดาวยิงชาวบราซิล ที่รับบทพาร์ทเนอร์กัน

ธีรศิลป์ เริ่มต้นเกมที่สองด้วยการคายพิษสงยากขึ้น เพราะกองหลังของ อุราวะ เร้ด ไดม่อนส์ ทีมระดับแชมป์ เอซีแอล เมื่อปีที่แล้ว หนักหน่วง และแน่นอนกว่า คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ยิ่งหนัก แต่เขาก็ทำได้ดีนะในช่วงแรกๆ เขาสามารถตัดบอลจากกองหลังบราซิลอย่าง เมาริซิโอ ได้สองครั้ง ก่อนจะโดนทำฟาวล์ในระยะอันตรายทั้งสองครั้งให้ทีมได้ลุ้นจากลูกฟรีคิก แถมยังเรียกใบเหลืองจาก เมาริซิโอ ได้ด้วย

แต่หลังจากนั้น ต้องยอมรับเลยว่า “เงียบหายไป” อย่างชัดเจน จนกระทั่งทีมมาโดนนำ 1-0 ช่วงท้ายครึ่งแรก และการเปิดตัวครึ่งหลังของมุ้ย ไม่มีอะไรดีขึ้น เขาได้บอลน้อยมาก และค่อนข้างเงียบจนแทบจะหายไปจากเกม

และนั่นก็ทำให้ ฮิโรชิ โจฟุกุ ตัดสินใจเปลี่ยนเขาออกจากสนาม ตั้งแต่สิบนาทีแรกของครึ่งหลัง และปรับระบบการเล่นจากหน้าคู่ เป็นหน้าเดี่ยว โดยส่งมิดฟิลด์อย่าง โคเซอิ ชิบาซากิ ลงมาเล่นแทน ซึ่งนั่นคือการคิดถูกของเฮ้ดโค้ชอย่างแท้จริง เพราะเพียง 10 นาทีให้หลัง ทีมก็ตามมาตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จจาก ชิบาซากิ เนี่ยแหละ

แถมยังมาได้ประตูชัยในนาที 79 ให้ทีมบุกชนะ อุราวะ 2-1 เก็บได้อีก 3 แต้ม เป็น 6 แต้มเต็มจาก 2 นัดแรก กลายเป็นอีกทีมที่ลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว

“มุ้ยซัง” คือ นักเตะที่น่าจะต้องแบกรับความคาดหวัง และอยู่ในทีมที่มีเป้าหมายสูงที่สุดแล้ว หากเทียบกับเพื่อนๆ แข้งชาวไทยรายอื่นๆ เพราะ ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า คือสโมสรดีกรี แชมป์ เจ ลีก 3 สมัยใน 6 ปี หลังสุด และเพิ่งได้อันดับสามของศึกชิงแชมป์สโมสรโลก เมื่อปี 2015 พวกเขาตั้งเป้าการเป็นแชมป์ในทุกปี แม้ปีที่แล้วจะได้อันดับ 15 ใน เจ ลีก ก็ตาม แต่มันคือ อุบัติเหตุทางฟุตบอลของสโมสร ซึ่งการหนีตกชั้นเมื่อปีกลาย ทำให้ทีมต้องเกิดการเปลี่ยนแปลง

“ธีรศิลป์ แดงดา คือ หนึ่งในการเปลี่ยนแปลง เพื่อการกลับมาเป็นแชมป์”

ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจ หากวันใดที่เขาฟอร์มฝืด หรือทีมตามหลัง เขาอาจจะถูกถอดออกจากสนาม นั่นเป็นเพราะทีมต้องการประตู ต้องการแต้มทุกนัด เพื่อลุ้นแชมป์

จาก 0 เป็น 3 แต้มในวันนี้ หลังเปลี่ยนตัวมุ้ยออก แสดงให้เห็นว่า แทคติกของ ฮิโรชิ โจฟุกุ ไม่ผิด เมื่องานของเขา คือ พาทีมเก็บชัยชนะ และใช้หมากที่มีอย่างไรให้เข้ารูปเข้ารอยที่สุด

การแข่งขันภายในทีมสูงมากเลยทีเดียว สำหรับ ซานเฟรซเซ่ ฮิโรชิม่า และนั่นจะเป็นประโยชน์กับตัวมุ้ยเอง ที่ต้องเจอการแข่งขันสูง แรงกดดันสูง ความคาดหวังสูง ซึ่งการออกสตาร์ทเป็นตัวจริง 2 เกมแรก ยิงได้ 1 ประตู ก็ไม่ได้ขี้เหร่นักหรอก

เพียงแต่สิ่งที่ได้เห็นคือ มุ้ยจะหยุดพัฒนาไม่ได้เลย เพราะตัวแหน่งตัวจริงไม่มีความถาวรแน่ๆ เพราะนี่คือ ฮิโรชิม่า หาใช่บ้านเกิดที่เมืองไทยไม่

การอยู่ในทีมลุ้นแชมป์ เจ ลีก มันคงเป็นความรู้สึกที่สุดๆ จริงๆ
ประตูเดียวไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้แน่นอน มันต้องมี 2, 3, 4 หรือ 5, 6, 7 ในไม่ช้า
ไม่เช่นนั้น นัดต่อๆ ไป เขาอาจจะไม่ได้สตาร์ทที่ตัวแหน่งตัวจริงก็เป็นได้ หากตัวสำรองที่ลงมา สามารถทำประตูได้แบบนี้

สู้ๆ ครับทั้งสามคน

“จอน”

ฉลามชล

ดูกีฬาสดออนไลน์ผ่านเว็บที่นี่ และติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports