Mr.BOSTON : ถึงจะไม่ใช่แฟนบอลของลีกอังกฤษ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เกม “ศึกวันแดงเดือด” เป็นเกมที่คนดูฟุตบอลจะต้องได้ยินชื่อ และให้ความสนใจตั้งแต่ไม่เกินขวบปีแรกของการดูบอล มันเต็มไปด้วยรสชาติที่เผ็ดร้อน ความหมายเหนือกว่าผลแพ้ชนะ และบรรยากาศที่ต่างออกไป แต่มันเป็นเพราะอะไรกัน ?

 

แดงเดือด

 

บอสตัน – นิวยอร์ก, เมลเบิร์น – ซิดนี่ย์, ออเบิร์น – อลาบาม่า, มาดริด – บาร์เซโลน่า, เซลติก – เรนเจอร์ และแมนฯ ยูไนเต็ด – ลิเวอร์พูล ถือเป็นคู่ปรับที่ว่ากันว่าเป็นที่สุดของโลกทั้งสิ้น ทั้งหมด มีเรื่องราว และประวัติศาสตร์ที่บาดหมางกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งเรื่องราวที่ว่านั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามกีฬา มันยังมีเรื่องนอกสนามเกี่ยวกับ สังคม, เศรษฐกิจ รวมไปถึงความริษยา และความโกรธแค้นปนอยู่ในนั้นนับไม่ถ้วน

หากคุณขับรถจาก แอนฟิลด์ ไป โอลด์ แทรฟฟอร์ด (หรือจะขับจาก โอลด์ แทรฟฟอร์ด ไป แอนฟิลด์ ก็ได้) คุณจะใช้เวลาบนทางหลวงหมายเลข M62 ราว 1 ชั่วโมงเท่านั้น (สั้นกว่าขับรถไปทำงานในกรุงเทพฯ อีกใช่ไหมครับ ?) โดยระยะทางระหว่างสองสนามนั้น ห่างกันเพียง 54 กิโลเมตร หรือถ้าพูดให้เห็นภาพกว่านั้น คือ คนสมัยก่อนสามารถเดินเท้าเปล่าระหว่าสองสนามนี้ได้ภายในเวลาไม่ถึง 12 ชั่วโมงด้วยซ้ำ

แล้วอะไรที่ทำให้เมืองใกล้เรือนเคียงถึงกลายมาเป็นศัตรูคู่แค้นกันได้ยาวนานนับศตวรรษ ?

 

 

ตามการจดบันทึกผ่านหนังสือ “เรด แอนด์ รอว์” ของ อีวาน พอนติ้ง รวมไปถึงคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่อาศัยใน 2 เมืองนี้ ระบุว่า ความบาดหมางของ ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ยากจะระบุ เหมือนคนทั้งสองเมืองจะ “หมั่น” กันมาอยู่แล้ว จนมาถึงจุดแตกหักในการสร้างคลอง แมนเชสเตอร์ ชิป ขึ้นในปี 1885 และแล้วเสร็จในปลายปี 1893 ซึ่งคลองขุดระยะ 58 กิโลเมตรนี้เอง ที่นำพาบรรดาพ่อค้าวานิช ออกไปจากเมืองลิเวอร์พูล และเข้าไปสั่งสินค้าโดยตรงกับแมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นเมืองอุตสาหกรรมได้โดยตรง

การที่บรรดาพ่อค้า แวะเอาเรือมาจอดกันที่ ลิเวอร์พูล ที่เป็นเมืองท่าน้อยลง ส่งผลโดยตรงกับความเป็นอยู่ของชาวเมือง จากที่เคยมั่งคั่งรุ่งเรือง กลับกลายเป็นเบียดเสียดขัดสน ตรงกันข้ามกับ แมนเชสเตอร์ ที่อู้ฟู่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากการขุดคลองเพียงสายเดียว

จากความ “หมั่น” กันในแง่ของเศรษฐกิจ มันลามไปในแง่ของสังคม และเข้าสู่สนามฟุตบอลในที่สุด เมืองทั้ง 2 ทีม ต่างมีตัวแทนสโมสรฟุตบอล เปรียบเสมือนตัวแทนของเมือง ความรู้สึกของชาวเมือง จึงถูกฝากไว้กับทีมของพวกเขา เกิดเป็นความยอมไม่ได้ และเกิดการทับถม แขวะ จิกกัดกันเกิดขึ้นเมื่อมีใครเป็นฝ่ายพ่ายแพ้นั่นเอง ที่ทำให้ไม่มีใครอยากปราชัยในการพบกัน

จากเซอร์ แมตต์ บัสบี้ ที่พายูไนเต็ด ครองความยิ่งใหญ่ กลายเป็นยุคของลิเวอร์พูล ภายใต้การนำของ บิลล์ แชงคลี่ย์ และกลับมาเป็นยุคของ แมนฯ ยู ภายใต้ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทั้งสองทีมผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ในวงการฟุตบอลของอังกฤษตามแต่ยุคสมัยของพวกเขา

เกมหยุดโลกนี้ ถูกฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างน้อยปีละ 2 แมตช์ และมีฉายกันเกือบทุกปีนับตั้งแต่ที่ ลิเวอร์พูล เอาชนะ นิวตัน ฮีธ ในเกมเพลย์ออฟ เพื่อหาทีมขึ้นสู่ดิวิชั่น 1 ในปี 1893

 

แดงเดือด

 

จาก 1 ถึง 199 บางนัดเพื่อ 3 คะแนน, บางนัดเพื่อ แชมป์, บางนัดเพื่อความอยู่รอด และบางนัดเพื่อถ้วยรางวัล แต่ความพิเศษมากว่านั้น คือทุกนัดที่ลงแข่ง ทั้งพลพรรค “ปีศาจแดง” และ เหล่า “หงส์แดง” ไม่เคยมีเดิมพันแค่บรรทัดแรกที่ว่ามา แต่มันคือการเดิมพันศักดิ์ศรี ของทั้งทีม ทั้งเมือง และแฟนบอลทั่วโลกเอาไว้ด้วย

แม้ศักดิ์ศรี จะกินไม่ได้ แต่มันก็มีความหมายอย่างมากมายสำหรับคนที่แบกมันอยู่ “แดงเดือด” จึงเป็นเกมที่มีความหมายที่สุดเกมหนึ่ง เพราะคนเกือบครึ่งหนึ่งบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ ร่วมลุ้นไปกันมัน พร้อมๆ กัน

 

***********

 

FYI
– เกม “แดงเดือด” ถูกเรียกขานครั้งแรกโดย ศิริ อัครลาภ คอลัมนิสต์ฟุตบอลระดับตำนาน
– ผลแพ้ชนะที่ขาดลอยที่สุด ของคู่นี้ เกิดขึ้นในวันที่ 12 ตุลาคม 1895 เกมนั้น ลิเวอร์พูล ถล่ม นิวตัน ฮีธไป 7-1
– 199 เกมที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ชนะ 65, เสมอ 55 และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ 79 ครั้ง
ไรอัน กิ๊กส์ เป็นนักบอลที่ลงเล่นเกมแดงเดือดมากที่สุด 48 เกม
– แซนดี้ เทิร์นบูลล์, จอร์จ วอลล์ และสตีเว่น เจอร์ราร์ด ยิงในเกมแดงเดือดมากที่สุด เท่ากันที่ คนละ 9 ประตู

 

“Mr. BOSTON”

แดงเดือด

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports