บก.เก้น : ท่ามกลางสถานการณ์ในออฟฟิศที่ตึงเครียด เนื่องจากน้องๆ ในทีม Sports ที่นั่งขนาบข้างผมทั้งสองข้างอย่าง ArmPhukrit และ Maxzio ต่างเล่นสงครามจิตวิทยาใส่ผมอย่างหนัก เกี่ยวกับประเด็นเดือดที่สุดในโลกลูกหนังอย่าง “The Red War” หรือ “ศึกแดงเดือด” ที่คนไทยเรารู้จักกัน

 

แดงเดือด

 

ด้วยความเครียดขั้นสุด บวกกับการท้าทายกันไปมา เราทั้งสามจึงตัดสินใจ พร้อมลงมติกันว่า แต่ละคนสามารถเนรมิตงานขึ้นมาได้คนละหนึ่งชิ้น โดยมีเงื่อนไขก็คือ “ปลดปล่อย” ความเป็นตัวคุณออกมาได้อย่างเต็มที่ !!!

เปิดหน้ามาเลยว่าคุณอยู่ฝั่งไหนว่างั้น !?!

แบบนี้ก็เข้าทาง “เดอะ ค็อป” อย่างผมสิครับ เพราะลึกๆ แล้ว ผมเองก็อยากจะปลดปล่อยความเป็น “เด็กหงส์” แบบสุดๆ อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสสักที ฉะนั้นวันนี้ ผมจะขออาสามาปลุกความเป็น “เด็กหงส์” ในตัวคุณละกัน

แฟนผีทั้งหลายโปรดอย่างถือโทษโกรธเคืองกันนะครับ (ฮา)

….

…..

แน่นอนครับ “ศึกแดงเดือด” ในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ถือเป็นการโคจรมาพบกันในช่วงเวลาที่ “สำคัญ” พอดิบพอดี เนื่องจากทั้งสองทีมต่างต้องการสามคะแนนเพื่อการันตีพื้นที่การเป็น “รองแชมป์”

ขออนุญาตมั่นใจว่า เป็ป กวาร์ดิโอล่า จะพา แมนฯ ซิตี้ ชูโทรฟี่ พรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้ได้อย่างแน่นอน (29 นัด 78 แต้ม)

กลับมาที่เรื่องของเราต่อ ถ้าเราอ้างอิงสิ่งที่เกิดขึ้นใน “ศึกแดงเดือด” ครั้งล่าสุด (เดือนตุลาคม) นั้นเป็นที่ชัดเจนว่า “อดีตแชมป์ยุโรป 5 สมัย” นั้นทำได้ดีกว่า แมนฯ ยู อย่างชัดเจน (โดยเฉพาะรูปเกม และสถิติต่างๆ) จะขาดเพียงแค่ประตูที่ตัดสินชัยชนะเท่านั้น

เพราะในเกมนัดดังกล่าว “หงส์แดง” มีโอกาสจบสกอร์มากถึง 19 ครั้ง พร้อมกับการครองบอลที่มากถึง 62.2 % แถมยังโชว์การผ่านบอลถึง 807 ครั้ง มากกว่าแข้ง “ผีแดง” ราวๆ สองร้อยกว่าครั้งได้

ถือว่าเยอะมากๆ นะ หากวัดจากทีมระดับแถวหน้าของเกาะอังกฤษเจอกัน

ฉะนั้น เหตุผลสำคัญที่ผมมองว่าจะช่วยให้ “หงส์แดง” มีโอกาสบุกมาคว้าชัยถึงรัง โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในสุดสัปดาห์นี้ได้นั่นก็คือ…

“โมฮาเหม็ด ซาลาห์”

ยอบรับตรงๆ ว่า ผมไม่เคยมีความมั่นอกมั่นใจอะไรขนาดนี้มาก่อนว่า มหาบุรุษลูกหลานฟาโรห์รายนี้จะเป็น “คีย์แมน” คนสำคัญที่นำทัพ “หงส์แดง” บุกมายัดเยียดความปราชัยได้ถึงแมนเชสเตอร์

ขออนุญาตย้อนกลับไปทำความรู้จักกับสตาร์อียิปต์รายนี้สักเล็กน้อย…

ก่อนหน้านี้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เกือบย้ายมาร่วมทีมหงส์แดงตั้งแต่ช่วงตลาดซื้อขายเดือนมกราคม ฤดูกาล 2013/2014 โดยในครั้งนั้น ซาลาห์ เลือกที่จะย้ายจาก เอฟซี บาเซิ่ล ไปซบกับ “สิงห์บลูส์” เชลซี ด้วยค่าตัว 11 ล้านปอนด์ แต่ ซาลาห์ ไม่ประสบความสำเร็จเลยสักกับชีวิตในพรีเมียร์ลีก

หลายๆ คนตราหน้าว่าชีวิตเจ้าตัวนั้นไม่ต่างอะไรไปจาก “ฟาโรห์ผู้บอบช้ำ”

ซาลาห์ กลับมาฮึดลุกขึ้นมาใหม่ เจ้าตัวค่อยๆ สร้างความมั่นใจในการเล่นขึ้นมาอีกครั้งหลังโยกตัวเองไปค้าแข้งกับ ฟิออเรนติน่า และโรม่า

จนมาถึงวันที่ “หงส์แดง” กลับมาแสดงความสนใจในตัวเขาอีกครั้ง… และครั้งนี้เขาเลือกที่จะหันมาซบทีมที่รักเขาไม่เปลี่ยนแปลงอย่าง ลิเวอร์พูล

ด้วยประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสโมสร พลังจากแฟนบอลที่เข้มข้นที่สุดทีมหนึ่งในโลกลูกหนัง คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ไม่ลังเลอีกต่อไป

“ผมจะทำทุกอย่างเพื่อ ลิเวอร์พูล และผมต้องการคว้าแชมป์กับสโมสรนี้” นี่คือวิวาทะเด็ดที่ ซาลาห์ เอ่ยปากมาตั้งแต่วันแรกที่ตบเท้ามายังถิ่นแอนฟิลด์

 

แดงเดือด

 

ด้วยค่าตัวที่ถูกเกินครึ่งหนึ่งของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค แฟนหงส์ทั้งโลกคงจะเป่าปากกันเป็นแถวที่ทีมไม่ต้องทุ่มเงินเกินความเป็นจริงในการซื้อใครสักคนที่ยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองในเวทีเคี่ยวๆ หรือเคยเผชิญบททดสอบเส้นทางลูกหนังที่เต็มไปด้วยความกดดัน ผิดกับอดีตแข้งของ โรม่า รายนี้ที่พกสถิติอันสุดยอดจากลีกแดนมักกะโรนีมายังถิ่นแอนฟิลด์ ด้วยการทำประตูได้ถึง 43 ลูก จากการลงเล่น 109 นัด ทั้งๆ ที่ยืนเป็นตัวริมเส้น

นอกจากนี้ แนวรุกฝีเท้าฉกาจหมายเลข 11 คนล่าสุดของ “หงส์แดง” ยังเป็นเจ้าของสถิตินักเตะที่ผ่านบอลให้เพื่อนทำประตูมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 ในลีก โดยทำไป 11 แอสซิสต์ จนทำให้เพื่อนร่วมทีมอย่าง เอดิน เชโก้ ผงาดคว้ารางวัลดาวซัลโวของศึกกัลโช่ เซเรีย อา ด้วยการทำไปถึง 29 ประตูด้วยกัน

และนั่นคือจุดกำเนิดของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ในสีเสื้อ “เครื่องจักรสีแดง”

 

***********

 

32 ประตูจากการลงสนามให้กับ ลิเวอร์พูล 39 นัดในทุกรายการ เป็นอะไรที่เหนือความคาดหมายเอามากๆ ในซีซั่นแรกกับยอดทีมแห่งเมอร์ซีย์ไซด์

18 ประตูจาก 20 นัดหลังสุดในทุกรายการ คือตัวเลขอันน่าสะพรึงกลัวของแนวรับทีมคู่แข่ง

หากเรานับผลงานเฉพาะในพรีเมียร์ลีก ซาลาห์ ก็ยังไม่ทำให้คุณผิดหวังหลังยิงรัวๆ มา 5 นัดติดแล้ว

 

***********

 

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือผลงานที่ชี้ชัดว่า ดาวเตะวัยเบญจเพสอย่าง ซาลาห์ คู่ควรอย่างยิ่งกับคำว่า”นักเตะที่ดีที่สุดของสโมสร” ในเวลานี้

นอกเหนือจากการทำประตูที่คมกริบดุจใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งแล้ว ซาลาห์ ยังมีทีเด็ดในการแอสซิสต์ถวายให้เพื่อนลั่นกระสุน โดยเจ้าตัวจัดไปถึง 8 ครั้งด้วยกัน

นี่คือความหลากหลายที่ ซาลาห์ เหนือกว่าแนวรุกหลายๆ คนของ “ปีศาจแดง” ขออนุญาตชี้ชัดไปเลยละกันครับ ว่าเหนือกว่า อเล็กซิส ซานเชซ + โรเมลู ลูกากู !!!

 

***********

 

113 ครั้งที่ ซาลาห์ ได้สับไกยิง ถูกเปลี่ยนเป็น 24 ประตูในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ คือสถิติที่น่าจะถูกต่อยอดออกไปได้อีกเยอะ และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ซาลาห์ น่าจะเอาตัวเองไปมีชื่อบนสกอร์บอร์ดในฐานะคนทำประตูใน “ศึกแดงเดือด” เสาร์นี้ ได้อย่างแน่นอน

ความผิดหวังจากขวบปีแรกในอังกฤษ (กับเชลซี) กลายเป็นแรงผลักดันจากหัวใจของเจ้าตัว รวมถึง พลังซัพพอร์ทจากเหล่า “เดอะ ค็อป” ทั่วโลก กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ ซาลาห์ พยายามทำทุกอย่างเพื่อนำ ลิเวอร์พูล กลับมาอยู่ในจุดที่เหนือกว่าคู่ปรับตลอดกาลทีมนี้

การเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ นอกเหนือจากสามคะแนน และโอกาสในการจบอันดับที่สองของตารางแล้ว สิ่งที่ได้มากกว่านั้นในสายตา “เดอะ ค็อป” ทั้งโลกก็คือ นี่อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ “เครื่องจักรสีแดง” ทีมนี้กลับมาทำงานไล่ล่าความสำเร็จอีกครั้ง จนเป็นโมเมนตั้มที่ส่งให้ ลิเวอร์พูล ทำผลงานได้ดีต่อเนื่องในทุกๆ รายการจนจบฤดูกาลก็เป็นได้

….

…..

 

แดงเดือด

 

สำหรับผม “ดรีม ซีซั่น” ในปีนี้คงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ “พาหงส์แดงเอาชนะผีในศึกแดงเดือด”“จบที่สอง” แล้วคว้าแชมป์ยุโรปครับ !!!

ปล. สุดท้ายเข้าไปเชียร์ทีมรักทีมชอบได้ในวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม โดยจะมีการวิเคราะห์โดยกูรู ฟุตบอลตั้งแต่ 19.00 น. เป็นต้นไป ทางช่อง BeIN Sports 1 &TrueID App

 

“บก.เก้น”

แดงเดือด

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports