บีม ภควิชญ์ : ทุกครั้งเมื่อถึงเวลาทำคลอดตารางแข่งฟุตบอลอังกฤษ ผมเชื่อว่าแมตช์ที่ “เด็กผี-เด็กหงส์” ส่ายสายตามองหาเป็นลำดับแรกๆ คงไม่พ้นการพบกันระหว่างคู่กัดแห่งยุคอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และลิเวอร์พูล หรือที่บ้านเราเรียกกันติดปากว่า “แดงเดือด”

 

แดงเดือด

 

ผมมีโอกาสได้ชมความเดือดกับคนหมู่มากเป็นครั้งแรกเมื่อฤดูกาล 2002/03 โดยในปีนั้น “ปีศาจแดง” เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ทั้งเยือน-เหย้า พร้อมด้วยเหตุการณ์ดราม่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นจังหวะ “ออกไข่” สุดคลาสสิคของ เจอร์ซี่ ดูเด็ค, การเบิ้ลสองประตูของกองหน้าขวัญใจแฟนบอลฝั่งตรงข้ามอย่าง “ดีเอโก้ ฟอร์ลัน” หรือ การที่ “เร้ดส์ เดวิลส์” ไล่ถล่มคู่แข่งตลอดกาลไปแบบไม่ไว้หน้า 4-0 จากวีรเวรของ “ซามี่ ฮูเปีย” ที่ดันไปดึง “รุด ฟาน นิสเตลรอย” ในจังหวะหลุดเดี่ยวตั้งแต่ 5 นาทีแรก สุดท้ายโดนใบแดง และทีมต้องพ่ายแพ้เละเทะไปตามระเบียบ

แต่ในปีนั้นใช่ว่าจะมีแต่วันชื่นคืนสุขของเหล่าพลพรรคเด็กผี เพราะเด็กหงส์ก็มีโอกาสได้เฮเหมือนกันในนัดชิง “ลีก คัพ” (ชื่อในตอนนั้นคือ เวิร์ทธิงตัน คัพ) ที่ ลิเวอร์พูล อาศัยความเหนียวของ เจอร์ซี่ ดูเด็ค ที่แก้ตัวได้สำเร็จ ก่อนเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไป 2-0 จากการยิงไกลของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด และประตูตอกฝาโลงของชายที่กลายมาเป็นตำนานปีศาจแดงในภายหลังอย่าง ไมเคิ่ล โอเว่น

ผมเชื่อว่าในใจของเด็กผี – เด็กหงส์ทุกหมู่เหล่าย่อมมีความทรงจำที่ดีของ “วันแดงเดือด” ในแบบฉบับของตนเอง เพราะในอดีตการพบกันของอดีตทีมยักษ์ใหญ่จากเกาะอังกฤษคู่นี้มีอะไรให้พูดถึงกันอยู่ตลอด ผิดกับปัจจุบันที่หลายปัจจัยมันเริ่มจะทำให้วันๆ นี้มันไม่เดือดดาลหัวร้อนเหมือนในอดีตอย่างที่ควรจะเป็น

 

แดงเดือด

 

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ว่าในช่วงสองปีหลังสุด ยามที่ทั้งสองทีมเผชิญหน้ากันในฟุตบอลลีก มีการซัดประตูรวมกันจุ๋มจิ๋มแค่ 3 ลูกเท่านั้นเอง

ในฤดูกาลที่ผ่านมา เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1987/88 หรือปีที่ผู้เขียนเพิ่งลืมตามาดูโลก ที่การพบกันในเกมเหย้า-เยือนของทั้งสองสโมสรนั้นจบลงแบบไม่มีผู้ชนะ

หนักข้อกว่าเดิม ผลเสมอ 0-0 เมื่อต้นฤดูกาล ทำให้เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1921 ที่ “เร้ด ไฟท์” เวอร์ชั่นบอลลีก จบลงด้วยผลเสมอสามเกมติด และหากนับรวมเกมเสมอ 1-1 ใน ยูโรป้า ลีก เข้าไว้ด้วย จะทำให้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองทีมเสมอสี่นัดติดต่อกัน

หลายคนโบ้ยความผิดไปให้การเซ็ทเกมของ ฟาน กัล และมูรินโญ่ ผู้กลายเป็นแพะรับบาปสำหรับความดุเดือดที่เหมือนไฟกำลังมอด จากที่เคยบุกแลกกันสนุก กลายเป็นฟุตบอลสไตล์ดูเชิง มีช่องทำก็ได้ ไม่ทำก็ไม่เป็นไร ไม่เสียบอลก็ไม่เสียประตู

แต่เอาจริง ๆ แล้วผมมองว่าที่ความสนุกมันแตกต่างจากในอดีต เพราะ “เดิมพัน” ที่สูงขึ้นมากกว่า

ในช่วงสองปีหลังต่องยอมรับว่า “หงส์แดง” มีการยกระดับเพื่อทวงความยิ่งใหญ่ดังเช่นในอดีต ในขณะที่ “ปีศาจแดง” ก็อยู่ในช่วงหนึ่งปีซ่อมหนึ่งปีสร้าง ทำให้ทั้งสองทีมเริ่มมีวรรณะที่ใกล้เคียงกันอีกครั้ง และผลการเสมอกันในช่วงหลังๆ คงบ่งบอกความเท่าเทียมกันในเรื่องคุณภาพได้เป็นอย่างดี

พอทั้งสองทีมมีเป้าหมายเดียวกัน มาควบรวมกับเหตุผลในเรื่องความเป็น “ธุรกิจ” ของฟุตบอลยุคปัจจุบัน เวลาเจอกันทุกแต้มจึงมีค่ามาก เพราะการพ่ายแพ้หมายถึงการมอบสามแต้มล้ำค่าให้คู่แข่ง และนั่นหมายถึงสามแต้มของตนเองที่ต้องอันตรธานหายไป

ไม่เพียงแต่เรื่องของแต้มเท่านั้น เรื่องของ “สภาพจิตใจ” ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะการต้องแพ้ให้กับคู่แข่งโดยตรงที่มีสภาพเป็น Rivalry ด้วยนั้น ย่อมส่งผลสะเทือนไปทั้งสโมสร ความเครียด และความเสียใจที่มากกว่าปกติ ควบรวมกับความเดือดดาลของแฟนบอล ส่งผลในเรื่องของ “เกมฟุตบอล” และ “การตลาด” ที่ต้องเป็นอัมพาตกันไปทั้งอาทิตย์

 

ศึกแดงเดือด

 

อย่างไรก็ตาม ผมยังหวังลึก ๆ ว่าวันเสาร์นี้จะเป็นวันที่ “แดง” กลับมา “เดือด” ในรอบหลาย ๆ ปี

กวาดตาดูตารางคะแนน หากตัดเรื่อง “ศักดิ์ศรี” ว่าใครจบอันดับสูงกว่า ทั้งสองทีมต่างอยู่ในสถานะที่ถือว่าปลอดภัยพอสมควร หากตั้งเป้าไว้ที่การจบฤดูกาลด้วย 4 อันดับแรก

“ปีศาจแดง” นำ เชลซี อันดับ 5 ของตารางอยู่ 9 คะแนน ในขณะที่ “หงส์แดง” ก็ยังมีคะแนนนำพลพรรคสิงห์บลูถึง 7 แต้ม

ต้องไม่ลืมว่าในฤดูกาลหน้าทีมจากอังกฤษไม่ต้องเล่นรอบเพลย์ออฟ UCL อีกต่อไป เนื่องจากทาง ยูฟ่า ปรับกฏให้ทุกทีมจาก พรีเมียร์ลีก เข้าไปรอในรอบแบ่งกลุ่มได้เลย ดังนั้นการจบอันดับ 1-4 นั้นไม่แตกต่างกันในแง่ของโควต้าฟุตบอลยุโรป จะมีแค่ในแง่ของ “เงินรางวัล” และ “ความรู้สึกของแฟนบอล” ที่เป็นสาเหตุหลักของการขับเขี้ยว

ด้วยสาเหตุนี้ หากทั้งสองทีมไม่มีทีมใดทีมหนึ่งใจมด หวังเอาแค่ 1 แต้มเพื่อเพลย์เซฟอันดับในตาราง งานนี้น่าจะมีการเปิดเกมแลกกันพอสมควร

จุดนึงที่น่าเป็นห่วงสำหรับแฟนบอลสายเอนเตอร์เทนคือการที่ “ปีศาจแดง” มีโปรแกรม UCL นัดสำคัญรออยู่ ผิดกับ “หงส์แดง” ที่ฉลุยเข้ารอบไปแล้ว แถมได้พักผู้เล่นหลักบางตัวในเกมที่ผ่านมาอีกด้วย

ต้องวัดใจแล้วว่าทางสโมสรจะเป็นห่วง “ความรู้สึกของแฟนบอล” หรือ “เป้าหมายประจำฤดูกาล” มากกว่ากัน เพราะถ้ามองในมุมของ “ความสำเร็จ” มันคงดูไม่จืดหากเอาชนะ “ลิเวอร์พูล” ได้ แต่ต้องตกรอบ UCL ด้วยน้ำมือ “เซบีย่า”

 

แดงเดือด

 

สุดท้ายแล้วฟุตบอลก็เป็นเรื่องของ 90 นาทีที่คาดเดาไม่ได้ เราคงไม่รู้ว่าเกมนี้อาจยิงกันสลุตจบลงด้วยความสะใจหรือปิดเกมด้วยผลเสมอ 0-0 แบบกร่อยๆ ไม่มีอะไรให้จดจำ

แต่ด้วยเรื่องของ “ศักดิ์ศรี” กับ “ความสำคัญ” ฟุตบอลนัดนี้ยังคงเป็นอะไรที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ…

ปล. สุดท้ายเข้าไปเชียร์ทีมรักทีมชอบได้ในวันเสาร์ที่ 10 มีนาคม โดยจะมีการวิเคราะห์โดยกูรู ฟุตบอลตั้งแต่ 19.00 น. เป็นต้นไป ทางช่อง BeIN Sports 1 &TrueID App

 

“บีม ภควิชญ์”

แดงเดือด

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports