ผ่านไปแล้ว 6 เกมแรก สำหรับไทยลีก 2018 ก่อนปิดพักเบรกระยะสั้นๆ ประมาณ 10 วัน หลีกทางให้กับโปรแกรมฟุตบอลทีมชาติ “ฟีฟ่าเดย์” ช่วงการอุ่นเครื่องเตรียมตัวสำหรับ เวิลด์คัพ 2018 ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่เกิน 100 วันข้างหน้า

6 นัดผ่านไป มี 18 แต้มเต็ม ให้ทุกทีมไขว่คว้า
ผลงานภาพรวมเป็นเช่นไร ใครบ้างที่ฟอร์มดี ใครบ้างที่แอสซิสต์เยอะ และมุมมองนอกสนามของผม ในเรื่องต่างๆ เป็นเช่นไร เชิญอ่านได้เลยครับ…

  • ตารางคะแนนไม่เคยหลอกใคร

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด คือ ทีมที่สมบูรณ์แบบที่สุดใน 6 เกมแรก พวกเขายังไม่แพ้ใครทีมเดียวในลีก พวกเขายิงได้ทุกเกม พวกเขาเก็บแต้มได้เยอะสุดในตอนนี้ (16 แต้ม) พวกเขาเสียประตูน้อยที่สุด (3 ประตู เท่ากับ สุพรรณบุรี เอฟซี) และมีประตูได้เสียบวกมากสุด (+9) อีกด้วย

“ปราสาทสายฟ้า” เหมาะสมกับตำแหน่งจ่าฝูงอย่างแท้จริง…

ไล่ลงมาในอันดับ 2-6 ถือว่าเซอร์ไพรส์พอสมควร เมื่อ สุโขทัย เอฟซี, พีที ประจวบ เอฟซี และ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี 3 สโมสรภาคภูธร หักปากกาเซียนด้วยการติดท็อปซิกซ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมในบ้านตัวเอง โดย ประจวบ และ โคราช ชนะรวดในรัง ส่วนสุโขทัยนั้น พลาดเสมอไปเกมเดียวกับทีมใหญ่อย่าง การท่าเรือ เอฟซี

“เป็นปีแห่งการสร้างเซอร์ไพรส์ของทีมภูธร”

ส่วนอีกสองทีมที่ติดท็อปซิกซ์ นั่นคือ การท่าเรือ เอฟซี และ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ซึ่งมีแต้มตามหลังจ่าฝูงไม่มากจนเกินกว่าจะแซงได้ แต่หากคิดจะเป็นนัมเบอร์วัน พวกเขาก็ต้องมีฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวากว่านี้หน่อย หลังจากกลับมาจากปิดเบรก ทว่าก็ต้องยอมรับว่า ห้ามกาชื่อสองทีมนี้ออกจากการลุ้นแชมป์เด็ดขาด

มากันที่กลุ่มกลางตาราง อันดับ 7-13 กลายเป็นว่ากลุ่มนี้ คือ กลุ่มของทีมใหญ่ และทีมขนาด B+ ที่ใครๆ ก็คิดว่าอาจจะแทรกขึ้นมาท้าชิงกับ “เซราะกราว” ได้ แต่พอถึงเวลาจริง แต่ละทีมก็มีปัญหาแตกต่างกันไป จนมากระจุกกันอยู่ตรงกลางตารางคะแนน ทั้ง เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด, บางกอกกล๊าส เอฟซี, ชลบุรี เอฟซี และ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี โดยมี สุพรรณบุรี เอฟซี และ พัทยา ยูไนเต็ด อยู่ในกลุ่มกลางตารางนี้ด้วย

ไทยลีก

“กิเลนผยอง” และ “ราชันมังกร” กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเฮ้ดโค้ช ส่วนชลบุรี เอฟซี, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด และ บางกอกกล๊าส เอฟซี สามทีมใหญ่ ที่กำลังหาฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวาในปีนี้

ทั้งหมด มีเวลาอีก 1 สัปดาห์เศษๆ ให้ค้นหาเฮ้ดโค้ชคนใหม่ ให้พูดคุยกัน ให้ทำความเข้าใจกัน ให้ปรับสมดุลของทีม

เวลากว่า 10 วัน มากพอ ก่อนลงสนามเกมนัดที่ 7 … เอาจริงๆ เลย ทั้ง 5 ทีมยังคงมีความหวังในการทะยานขึ้นไปเป็นรองแชมป์ ซึ่งเป็นอันดับที่ได้โควตา เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือแม้แต่การเป็นแชมป์ ก็ยังไม่ได้ถูกทิ้งห่างขาดลอยขนาดนั้น ฉะนั้น จะทำอะไร ก็ควรสะสางให้เสร็จสิ้นช่วงนี้แหละ

ไทยลีก

“ไทม์มิ่งสวยงาม ช่วงพักเบรกทีมชาติ ถ้าไม่แก้ตอนนี้ ก็ไม่รู้จะไปแก้ตอนไหนแล้ว”

มากันที่กลุ่มพื้นที่สีแดง 5 อันดับสุดท้าย โซนอันตรายที่ไม่มีใครอยากอยู่ เพราะเป็นอันดับของการตกชั้นสู่ลีกรองซีซั่นหน้า สำหรับ 5 ทีมอย่าง อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด, ราชนาวี, โปลิศ เทโร เอฟซี, ชัยนาท ฮอร์นบิล และ แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด

หากสำรวจจากรายชื่อนั้น จะพบว่า ช่างแตกต่างจาก 5 อันดับแรกของด้านบนจริงๆ ในเรื่องของความเป็นทีมจังหวัด โดยโซนด้านบน 5 อันดับแรก มีทีมภูธรถึง 4 ทีม ส่วนทีมที่อยู่ในโซนตกชั้นนั้น มีจำนวนทีมภูธร เพียง 2 ใน 5 เท่านั้น

โอเคหล่ะ ทฤษฎีความแข็งแกร่งของพลังสำนึกรักบ้านเกิดในระบบฟุตบอลลีกอาชีพนั้น อาจจะมีผลมากทีเดียว แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งทั้ง เทพอินทรี, ตะหานน้ำ, มังกรโล่เงิน, นกใหญ่พิฆาต และ ทัพฟ้า ต้องคลี่คลายปมปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องฟอร์มการเล่นของทีมให้ได้ ไม่เช่นนั้น สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเมื่อก่อนเปิดฤดูกาล อาจจะเกิดขึ้นก็ได้

  • ดาวยิงต่างชาติ, แข้งไทยจอมเซอร์ไพรส์ และ จ้าวแอสซิสต์ไทยลีก

ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ คือ สุดยอดดาวยิงแห่งไทยลีกยุคนี้จริงๆ เขาสร้างสถิติหลายอย่างไปแล้ว แม้จะเพิ่งแข่งมาแค่ 6 เกมเท่านั้น โดยเขากลายเป็นนักเตะที่ยิงติดต่อกันมากที่สุดถึง 10 นัด (นับตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว) ก่อนที่สถิติจะมาหยุดตรงที่นัดบุกเสมอ แบงค็อก ยูไนเต็ด 2-2

ตอนนี้ เขากดไปแล้ว 7 ลูกจาก 6 เกมแรก นำเป็นดาวซัลโว ซึ่ง ดิโอโก้ ถือว่ากลับมาซัดระเบิดอีกครั้ง หลังหลีกทางให้กับ ชาช่า โคเอลโญ่ เมื่อปีที่ผ่านมา โดยเขาต้องเปลี่ยนวิธีการเล่นไปเป็นการป้อนโอกาสให้ชาช่า มากกว่าจะยิงเอง แต่ปีนี้ “เขากลับมาเป็นยอดดาวยิงความหวังของทีมอีกครั้ง” และการยิงไป 7 ประตู นั้น ทำให้ประตูรวมของเขาอยู่ที่ 99 ลูกจาก 115 เกมที่ลงเล่นให้ปราสาทสายฟ้า ขาดอีกเพียง 1 ประตูเท่านั้น จะครบ 100 ตุงทันที

ถัดมาที่อันดับสองของตารางอันดับดาวซัลโว ปรากฏว่า มีสองคนที่ยิงได้ 6 ประตู นั่นคือ ลูเคี่ยน อัลเมย์ด้า จากพัทยา ยูไนเต็ด และ เนลสัน โบนีญ่า จาก สุโขทัย เอฟซี ซึ่งรายหลังนั้น ถือว่าเป็นดาวยิงที่มีส่วนสำคัญให้ “ค้างคาวไฟ” ก้าวขึ้นมาเป็นรองจ่าฝูงอย่างน่าภาคภูมิใจทั้งจังหวัด

ก็ถือว่า ยังอีกยาวไกลสำหรับตารางดาวซัลโว ที่ต้องขับเคี่ยวไปจนกว่าจะหมดฤดูกาล ส่วนอันดับตารางดาวซัลโว หากนับเฉพาะแค่คนไทย ในช่วงเวลาที่ “เทพมุ้ย” เดินทางไปโกยฝันที่เจ ลีก ญี่ปุ่น ก็ปรากฏว่า มีเซอร์ไพรส์พอสมควร เมื่อมี 2 แข้งไทย ยิงไปได้แล้ว 5 ประตู ซึ่งทั้งสองคน ไม่ใช่กองหน้า และไม่ติดทีมชาติไทย ในช่วงคิงส์คัพด้วย นั่นคือ “อมร ธรรมนาม” แก่แต่เก๋าจาก ประจวบ เอฟซี และ สุมัญญา ปุริสาย มิดฟิลด์ไฮคลาสจาก ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

ส่วนกองหน้าธรรมชาติชาวไทยนั้น มียิงมากที่สุดที่จำนวน 3 ประตู นั่นคือ เจนรบ สำเภาดี ซึ่งยิงแฮตทริคนัดแรกเกมเดียว และหายไปเลย เพราะอาการบาดเจ็บ และสิ่งนี้ก็กลายเป็นคำถามต่อไปว่า หากหมดยุค “มุ้ยซัง” แล้ว ใครจะก้าวขึ้นมาแทนที่ ในยุคที่ไทยลีกมีแต่กองหน้าต่างชาติแบบนี้

มากันที่ผลงานปัจเจกบุคคลในเรื่องของ การแอสซิสต์ กันบ้าง และแน่นอน ชั่วโมงนี้ ไม่มีใครเกินกว่าเขา สำหรับจรวดพริกขี้หนูจาก มาดากัสการ์ “จอห์น บาจโจ้”

บาจโจ้ คือ เจ้าของตำแหน่งแชมป์แอสซิสต์ เมื่อซีซั่น 2016 ก่อนจะเสียแชมป์ให้กับ นูรูล ศรียานเก็ม ในปีที่แล้ว แต่ปีนี้ เขากลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งได้สำเร็จ และนำโด่ง แอสซิสต์ไปแล้ว 5 ครั้ง นำห่างอันดับ 2 อย่าง ยู จุน ซู ของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ถึง 2 ประตูเลยทีเดียว

ไทยลีก

  • คุณภาพของเกมจากจำนวนแฟนบอลเฉลี่ย และ จำนวนประตูเฉลี่ย

4,604 คือ จำนวนคนดูเฉลี่ยต่อเกมของไทยลีก เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งไม่ถึง 5,000 คน ที่เป็นเกณฑ์การวัดคุณภาพลีกในเอเชียที่ “ผ่าน” ของ เอเอฟซี ซึ่งแม้จะมีเกมที่มีคนดูถึง 32,600 คน (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด – เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด) แต่ก็มีเกมที่มีคนดูแค่ 300 คน อย่าง ซุปเปอร์พาวเวอร์ กับ ไทยฮอนด้า ลาดกระบัง เอฟซี

“นั่นเป็นเพราะความห่างของแต่ละทีม คุณภาพของลีกจึงยังไม่ดี และทำให้มีประตูเฉลี่ยต่อเกมสูงถึง 3.39 ประตูต่อเกม”

แต่ในปีนี้ ผ่านไป 6 เกม จำนวนคนดูเฉลี่ยต่อเกม มีทั้งสิ้น 5,326 คน มากกว่าปีที่แล้วถึง 700 คนต่อเกม นั่นหมายความว่า หากเป็นเช่นนี้จนจบลีก จะมีคนดูในสนามมากขึ้นถึงราวๆ 214,200 คนตลอดทั้งซีซั่น เลยทีเดียว (ไทยลีก มีทั้งหมด 306 เกม) ทั้งที่แมตช์ที่มีคนดูสูงสุด ณ ขณะนี้ คือเกมที่ โคราช เปิดบ้านพบ สุโขทัย เอฟซี ซึ่งมีคนดูจำนวน 15,664 คน เท่านั้น ทว่าขอบเขตของจำนวนสูงสุดกับต่ำสุด ไม่ได้ห่างกันลิบลับเหมือนปีที่แล้ว จำนวนแฟนบอลโดยเฉลี่ยจึงมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญนั่นเอง

ส่วนเรื่องของจำนวนประตูเฉลี่ยนั้น ซีซั่นนี้ มีประตูเฉลี่ยทั้งหมด 2.7 ประตูต่อเกม ซึ่งน้อยที่สุดในรอบ 5 ปี เลยทีเดียว นั่นก็เพราะเหตุผลเดียวกัน เมื่อความห่างชั้นถูกบีบให้แคบขึ้น การถล่มกันก็ยากขึ้น ฟุตบอลที่ใช้แทคติกมากๆ ก็ถูกนำมาใช้งานในเกมที่บีบบังคับให้ต้องมีแต้ม และนั่นคือ “กำไรคนดู” ในความคิดของผม

  • ของใหม่ ที่ยังต้องใช้เวลา

ปีนี้ ฝ่ายจัดการแข่งขัน และสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศ ได้มีการใช้งานสิ่งใหม่ๆ หลายอย่าง เพื่อเข้ามาเติมเต็มให้ฟุตบอลไทยลีก มีความสนุก และเต็มไปด้วยควอลิตี้ที่สูงขึ้น ทัดเทียมกับชาติอื่นๆ ในเอเชีย

สามสิ่งที่ผมได้พูดถึงนั้น ก็คือ โควตาอาเซียน, ผู้ตัดสินที่ 5 และ 6 หลังประตู (Additional Assistant Referee : AAR) และ การใช้วิดีโอช่วยในการตัดสิน (Video Assistant Refrees : VAR)

เริ่มต้นกันที่ โควตาอาเซียน ซึ่งตอนแรกก็ฮือฮา แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็มีเพียงแค่ 3 นักเตะเท่านั้น ที่ได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง และโชว์ฟอร์มได้ดี นั่นคือ อ่อง ธู (เมียนมา) จาก โปลิศ เทโร เอฟซี, ซุลฟะห์มี อารีฟีน (สิงคโปร์) จาก ชลบุรี เอฟซี และ ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด (ฟิลิปปินส์) ผู้รักษาประตูของ แบงค็อก ยูไนเต็ด

ส่วนรายอื่นๆ อย่างเช่น คยอ โคโค (สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด), กิโก้ อันซ่า (บางกอกกล๊าส เอฟซี), มิชาล เหงียน (แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี), เทเรนส์ ปูหิริ (การท่าเรือ เอฟซี), ลิน จอ ชิต (ประจวบ เอฟซี) ฯลฯ นักเตะเหล่านี้ ยังไม่ได้รับโอกาสการเล่นเท่าที่ควร โดยที่หนักที่สุดคือ ฮอง วู แซมซั่น กองหน้าสัญชาติเวียดนามจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพราะถูกยกเลิกสัญญากลับไปเวียดนามเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ การได้ลงเล่นกันแบบจำกัดจำเขียดของเหล่านักเตะอาเซียน นั่นเกิดจากการที่ความสามารถของนักเตะอาเซียนนั้น ไม่ได้เหนือกว่านักเตะไทยอย่างชัดเจน แถมยังไปเบียดเบียนโควตาต่างชาติอีกต่างหาก ซึ่งการแก้ไขอาจจะปล่อยให้มีโควตาอาเซียนอย่างอิสระเลย 1 ตำแหน่งไหม เพื่อที่แต่ละทีมจะได้หานักเตะอาเซียนในตำแหน่งที่ดีกว่านักเตะไทยจริงๆ มาใช้งาน ไม่เช่นนั้น โควตานี้จะไม่เกิดประโยชน์ในแง่ผลงาน ไปมากกว่าการทำการตลาดเอาซะเลย

ส่วนในเรื่อง AAR และ VAR สองสิ่งนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี แม้จะยังมีบางจุดที่ไม่ 100% ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่มันก็คลายความเคลือบแคลงสงสัยที่อาจจะก่อให้เกิดความโกลาหลได้เป็นอย่างดี เช่น จุดโทษในเกมหนีตายเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่าง แอร์ฟอร์ซ กับ ชัยนาท การใช้ VAR เป็นการลดดีกรีความดุเดือดของแฟนบอลได้เป็นอย่างดี

แต่ด้วยความที่ยังไม่มีผลบังคับใช้จากฟีฟ่า นั่นทำให้ AAR และ VAR ถูกปรากฏให้เกิดขึ้นแค่เพียงบางคู่เท่านั้น ที่พร้อมจะลงทุน หรือเป็นคู่ที่สมาคมจัดผู้ตัดสินคนที่ 5 และ 6 ให้ ซึ่งสิ่งนี้ อาจจะเกิดความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้น หรือไม่อย่างไร เป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องนำไปขบคิดพอสมควร

เพราะหากมันยังไม่แฟร์กับทุกทีม (หมายถึงบังคับใช้ทั้งลีก) ก็ถือว่า เป็นของใหม่ที่ยังไม่ลงตัวเอาซะเลย!

“จอน”

ไทยลีก