บก.เก้น : ภาพที่ “มุ้ย” ลงมาล้วงบอลในแดนกลางอยู่บ่อยครั้ง จากเกมที่ทัพ “ช้างศึก” ดวลจุดโทษเอาชนะทีมชาติกาบองไป 4-2 อาจจะเป็นภาพที่ขัดใจแฟนบอลไทยอยู่ไม่น้อย หลังศูนย์หน้าที่ดีที่สุดของทีมในยุคนี้อย่าง ธีรศิลป์ แดงดา ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงพิษสงในการล่าตาข่ายได้มากเท่าไหร่

 

ธีรศิลป์ แดงดา

ขอบคุณภาพ : ApinyaRittipo

แม้ในเกมนัดต่อมา “มุ้ยซัง” จะสามารถฉกฉวยโอกาสจากความผิดพลาดของนายทวาร สโลวาเกีย ก่อนถวายพานให้ จักรพันธ์ แก้วพรม ซัดโล่งๆ เข้าไป แต่ไม่วายที่ ธีรศิลป์ จะโดนแฟนบอล (บางส่วน) ตามแซะว่ายังไม่สมราคากับศูนยหน้าของ ซานเฟรชเช่ ฮิโรชิม่า สักเท่าไหร่

ในฐานะที่เคยบุกไปตามสัมภาษณ์มุ้ยถึงญี่ปุ่นมา วันนี้เลยอยากจะพูดถึงควันหลง (จางๆ) ของหัวหอกเบอร์หนึ่งของทีมชาติไทยชุดนี้สักหน่อย ผมจะวิเคราะห์จากสิ่งที่ได้เห็นจากขอบสนามราชมังคลากีฬาสถานเป็นหลัก ซึ่งพอสรุปได้คร่าวๆ ดังนี้

….

…..

ครองบอลเหนียว บังบอลดี แต่จังหวะสับไกน้อยไปหน่อย

 

ธีรศิลป์

ขอบคุณภาพ : ApinyaRittipo

 

จริงอยู่ครับที่ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “คุณเป็นกองหน้า หน้าที่หลักก็ต้องยิงประตูสิ” โอเค จุดนี้เห็นด้วยว่าขึ้นชื่อว่าการลงเล่นในตำแหน่งนี้ สิ่งที่ทุกคนย่อมคาดหวังมากที่สุดคงหนีไม่พ้นจำนวนสกอร์ที่ทำได้ มุ้ย อาจจะสอบตกกับจำนวนประตู หรือโอกาสยิงใน คิงส์คัพ 2018 แต่หากเรามองในมุมฟุตบอลสมัยใหม่ (ที่มันเปลี่ยนไปแล้ว) ขอบอกเลยว่า ธีรศิลป์ ยังมีประโยชน์กับทีมมากๆ ในแง่ของการสร้างจังหวะให้เพื่อนร่วมทีม

ความเปลี่ยนแปลง (ในแง่ดี) ที่ชัดที่สุดนับตั้งแต่เจ้าตัวไปค้าแข้งในเจลีกมาก็คือ เซ้นส์ของการอ่านเกม สายตา และวิชั่นส์ของ มุ้ย ดูกว้างขึ้น การรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ดึงจังหวะช้าเร็วของเกมในสถานการณ์ที่ทีมเกือบจะเพลี่ยงพล้ำ เช่นเดียวกับความแข็งแกร่งในยามต้องลงเล่นกับนักเตะจากทีมระดับท็อป 30 ของโลก การเอาตัวรอดจากจังหวะตัวต่อตัว และการพักบอลยังเป็นสิ่งที่เพชรฆาตหมายเลข 10 รายนี้ทำได้ดี

เพียงแต่ด้วยสไตล์การเล่นของ มุ้ย โดยส่วนตัวผมคิดว่าเจ้าตัวยังขาด “พาร์ทเนอร์” ในแดนหน้ามากกว่า อาจจะด้วยแทคติกของ มิโลวาน ราเยวัช ที่ต้องการเพลย์เซฟไว้ก่อนยามต้องเจอกับทีมที่เหนือกว่าทั้ง กาบอง และสโลวาเกีย ทำให้ ธีรศิลป์ ต้องถอยลงมาเป็นตัวเชื่อมเกม เพื่อเปิดช่องให้ตัวรุกริมเส้นได้วิ่งสวนขึ้นไปบ่อยครั้ง แตกต่างกับยามที่ มุ้ย ลงเล่นกับ ซานเฟรชเช่ ฮิโรชิม่า ที่มี แพทริค คอยยืนสนับสนุนเคียงข้าง พร้อมๆ กับตัวปั้นที่พร้อมจะถวายพานให้ ธีรศิลป์ รอปิดบัญชีในกรอบเขตโทษ คือความแตกต่างที่เจ้าตัวต้องก้าวผ่านไปให้ได้

เพราะความคาดหวังจากแฟนบอลไทยนั้นช่างน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด (ฮา)

….

…..

ความเอนกประสงค์ = อันตราย ?

 

ธีรศิลป์

 

ด้วยความที่ มุ้ย เองเป็นนักเตะไทยที่มีเบสิคดี มีความเร็ว และมีสกิลของการลงมาล้วงบอลปั้นเกม จึงไม่แปลกที่เรามักจะเห็นเขาถูกโค้ชหลายๆ คนจับถอยลงมาเป็นตัวเชื่อมระหว่างแดนกลาง กับแดนหน้าไม่ต่างอะไรไปจาก “นักเตะสารพัดประโยชน์”

แต่ไอ้ความ “สารพัดประโยชน์” นี่แหละที่ผมกลัวนักกลัวหนาว่ามันอาจจะกลายเป็น “ดาบสองคม” ที่คอยย้อนกลับมาทำลายความเป็น “เพชรฆาต” ของหัวหอกรายนี้

เวย์น รูนี่ย์ คือตัวอย่างของความเอนกประสงค์มากที่สุดแล้ว การผ่านบอลแบบมันสมอง ทักษะการโฮลด์บอลที่ยอดเยี่ยม ฯลฯ ที่สื่อถึงความเป็นอัจฉริยะ ทำให้ “รูน” ถูกเปลี่ยนบทบาทจากศูนย์หน้าตัวเป้า มาเป็นแนวรุกที่คอยสนับสนุน บ้างก็โยกไปเล่นริมเส้นบ้าง จนสุดท้ายกลายมาเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง !!!

อายุ สภาพความฟิต และร่างกาย น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อดีตหัวหอกทีมชาติอังกฤษรายนี้ถูกปรับบทบาท แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ รูนี่ย์ ต้องสูญเสียไป (แบบหาทางเอากลับมายากมากๆ) นั่นคือค่าเฉลี่ยการทำประตูต่อซีซั่นที่ปกติต้องมีอย่างน้อย 20 เม็ดต่อฤดูกาล แต่ปัจจุบันกลับเหลือเพียงไม่ถึงสิบเม็ด…

ผมยังรัก ธีรศิลป์ ในเวอร์ชั่นศูนย์หน้าเต็มตัวมากกว่า ภาพของ มุ้ย ที่มักจะอยู่ถูกที่ถูกเวลาในกรอบเขตโทษ การรับบอลจาก จักรพันธ์ แก้วพรม ก่อนแปสวนตัว มาร์ค ชวาร์เซอร์ เข้าไปให้คนไทยทั้งโลกได้เฮ (คัดบอลโลก) หรือการโฉบเข้าไปเล่นในจังหวะชุลมุนก่อนหวดเต็มข้อใส่ตาข่ายทัพ “ซอคเกอร์รูลส์” ต่อหน้าต่อตาแฟนบอลทั้งเอเชีย จังหวะการแตะบอลสั้นๆ ก่อนตะบันด้วยขวาในเกมที่เจอกับ คาชิม่า อันท์เลอร์ส ใน ACL 2017 ยังคงติดตาตรึงใจผมอยู่เสมอ

เชื่อว่าบทบาทที่ใช่ที่สุดสำหรับเจ้าตัวยังคงเป็น “ศูนย์หน้า” อยู่ดี

….

…..

ธีรศิลป์ ยังเป็นของดีในสายตาโค้ชทีมระดับโลก

 

ธีรศิลป์

ขอบคุณภาพ : ApinyaRittipo

 

“ผมชอบนักฟุตบอลหมายเลข 18 (ชนาธิป สรงกระสินธ์) และ 10 (ธีรศิลป์ แดงดา) ของไทย เขาทั้งสองมีฝีเท้าที่ดี และผมคิดว่ามีอนาคตไกลในวงการฟุตบอล”

นี่คือวาทะสั้นๆ แต่เปี่ยมไปด้วยอิมแพ็คอย่างรุนแรง สะท้อนให้เห็นว่า ธีรศิลป์ ยังคงเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของไทยในสายตาของ แยน โคซัค กุนซือของ สโลวาเกีย ที่มองว่า มุ้ย ยังเต็มไปด้วยพิษสง และความอันตรายดุจจงอางศึก แม้ว่าจะทำประตูไม่ได้เลยก็ตามใน คิงส์คัพ 2018 (ไม่นับจุดโทษในเกมที่เจอกับ กาบอง)

คงไม่ต้องตีความอะไรมากมายจากคำพูดจาก แยน โคซัค นะครับ… โค้ชระดับนี้คงไม่จำเป็นต้องมาพูดเอาอกเอาใจใคร หรือเอาชื่อมาทิ้งไว้ต่อหน้าไมค์บนแผ่นดินสยาม ผมเห็นด้วยกับ โคซัค และเชื่อว่า ธีรศิลป์ จะยังเป็นกำลังหลักในการไล่ล่าตาข่ายของทีมชาติไทยไปอีกนาน

….

…..

 

หลังจากจบ คิงส์คัพ 2018 “มุ้ยซัง” ก็ตีตั๋วกลับญี่ปุ่นทันที เพื่อไปเตรียมตัวกับต้นสังกัดอย่าง ซานเฟรชเช่ ฮิโรชิม่า ก่อนจะทำศึกบิ๊กแมตช์แดนอาทิตย์อุทัยด้วยการบุกไปเยือนแชมป์เก่า และจ่าฝูงอย่าง คาวาซากิ ฟรอนทาเล่ ถึงถิ่นโทโดโรกิ (31 มีนาคม) ต่อด้วยโปรแกรม “เมษา มหาโหด” 6 นัดภายใน 1 เดือน ไล่มาตั้งแต่ คาชิว่า เรย์โซล (เยือน), โยโกฮาม่า เอฟ มารินอส (เหย้า), โชนัน เบลมาเร่ (เยือน), ซางัน โทสุ (เหย้า), เอฟซี โตเกียว (เยือน) และปิดท้ายเดือนแห่งความร้อนกับ วี-วาเรน นางาซากิ (เยือน)

ไม่หวังอะไรมากมายครับ แค่ขอส่งกำลังใจช่วยให้ ธีรศิลป์ ทำประตูในเจลีกได้อย่างต่อเนื่อง เอาสิ เชื่อมั่น วางใจ และไว้ใจใน “ธีรศิลป์ แดงดา” มาขนาดนี้แล้ว รับรองว่าศูนย์หน้าวัยใกล้แตะเลข 3 คนนี้จะไม่ทำให้คนไทยผิดหวังอย่างแน่นอน

รอดูประตูต่อไปของนายอยู่นะ…

 

“บก.เก้น”

ธีรศิลป์

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports