แนท ณรินทร์ภัทร : สวัสดีชาว TrueID ทุกท่านอย่างเป็นทางการนะครับ ผมได้รับเกียรติจาก บก.เก้น นิติพงษ์ ยวนตระกูล บรรณาธิการแห่งเว็บไซต์กีฬา TrueID Sports ให้เข้ามาขีดเขียนเรื่องราวของฟุตบอลที่นี่ สัปดาห์ละครั้ง

 

ลิเวอร์พูล

 

บอกก่อนว่ารู้สึกปลื้มใจครับ จากที่เคยเป็นผู้อ่าน และชอบงานเขียนของคอลัมนิสต์หลายๆท่าน วันนี้ เมื่อได้มีโอกาส ก็จะพยายามทำหน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดครับ

ลืมแนะนำตัวครับ … ผม “แนท” ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์ เป็นผู้สื่อข่าว และปัจจุบันจัดรายการอยู่ทางคลื่นวิทยุ FM99 ครับ

ว่าแล้ว เริ่มมาเข้าเรื่องกันดีกว่า…

….

…..

จริงๆแล้ว บก.เก้น ตกลงให้ผมประจำทุกวันพฤหัสบดี ซึ่งก็เป็นจังหวะพอดีกับที่เกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อคืนลงเตะครับ ซึ่งก็มีประเด็นที่น่าสนใจเกิดขึ้นตามมา

ไม่ว่าทีมใดจะเป็นฝ่ายชนะก็ตาม…

คือหลายคนก็มองเห็นตรงกันตั้งแต่ก่อนเริ่มเกมแล้วว่า ลิเวอร์พูล ไม่น่าจะเป็นรอง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เนื่องจาก เยอร์เก้น คล็อปป์ สามารถคิดค้นสูตรการเล่นที่เอาชนะ เป๊ป กวาร์ดิโอล่าได้ นับตั้งแต่ที่เจอกันในเกมลีกรอบล่าสุดเมื่อต้นปี

ขณะที่แฟนบอลอีกหลายกระแสก็มองว่า อดีตกุนซือบาร์เซโลน่า ไม่น่าจะพลาดให้กับคู่แข่งทีมเดิมสองครั้งติดๆ กัน

เกมนี้จึงเป็นการสู้กันของผู้จัดการทีมสองคนโดยแท้ เพราะทั้งคู่ต่างก็มีความระแวงซึ่งกัน และกัน ฝ่าย คล็อปป์ เองก็รู้ว่าเกมนี้เล่นในบ้านก่อน ต้องชนะให้ได้ และแอบคิดลึกๆ ว่าบางที เป๊ป อาจจะหาทางมาแก้ลำ

ขณะที่กุนซือสแปนิช แม้ว่าในพรีเมียร์ลีกพวกเขากำลังจะเป็นแชมป์ แต่ความพ่ายแพ้ต่อ “หงส์แดง” ก็เป็นเหมือนหนามที่ยอกอก ทำให้ฤดูกาลนี้ของเขาดูไม่สมบูรณ์

การจัดตัวแสดงให้เห็นชัดเจนว่า กวาร์ดิโอล่า เน้นกับเกมนี้มากเพียงใด

 

ลิเวอร์พูล

 

ที่กล่าวว่าเน้น คือความ “คิดมาก” ในการจัดแผนครับ… เพราะเรียนตามตรงว่าดูจากลิสต์รายชื่อนักเตะที่เจ็บ ซิตี้ ไม่จำเป็นต้องปรับทีมมากมาย… ระบบ 4-3-3 กับการใช้ตัวริมเส้นแดนบนสองคนในการโจมตีเหมือนเดิม, มีกองกลางสามคน… ตัดตัดเกม 1 คน และตัวเคลื่อนบอลอีก 2 คน นั่นก็พอแล้ว

แต่สิ่งที่แฟนบอลสังเกตเห็นคือเขาคิดมากเกินไปจนปรับรูปร่างของทีมให้ดูบิดเบี้ยว และผิดธรรมชาติ

ทั้งๆ ที่กองหลังมีทั้ง แว็งซ็องต์ กอมปานี (ที่อุตส่าห์ฟิตสำหรับเกมนี้ ทั้งที่เจ็บออดแอดมาทั้งฤดูกาล) , นิโกลัส โอตาเมนดี้ และเอยเมริค ลาป็อร์กต์ อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา

ส่วนแบ็กซ้ายตำแหน่งปัญหา ก็มีแค่ แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ คนเดียวที่เจ็บ ส่วนอีกสามหน่ออย่าง โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก้ , ฟาเบียน เดลฟ์ และ ดานิโล่ ก็อยู่กันครบ

สุดท้ายนายใหญ่จากแดนกระทิงดุดัน “ดร็อป” สามหนุ่มแบ็กซ้ายนั่งสำรองหมด , ส่ง กอมปานี ลงตัวจริงทั้งๆ ที่ขาดการเล่นแมตช์ใหญ่ และถ่าง ลาป็อร์กต์ ไปเล่นเป็นแบ็กซ้าย !!!

จริงอยู่ครับว่าอดีตแนวรับ แอธเลติก บิลเบา ทำได้ดีในเกมล่าสุดกับ เอฟเวอร์ตัน แต่พลังการโจมตีริมเส้นของ “ทอฟฟี่เมน” กับ ลิเวอร์พูล ต่างกันเยอะมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป๊ป เองก็ย่อมรู้ว่า ลาป็อร์กต์ ต้องมาดวลเดี่ยวกับ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ที่เอาแค่สปีดอย่างเดียวก็แพ้ขาดลอยแล้ว

จริงๆ แนวรับชาวฝรั่งเศสไม่ใช่กองหลังที่แย่ครับ เขาเล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟได้ดี และในเกมแบบนี้ เขาควรได้ยืนคู่กับ โอตาเมนดี้ ในตำแหน่งเซนเตอร์ด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าทำแบบนั้น ทุกอย่างจะลงล็อค

ส่วนแบ็กซ้าย จะใช้เดลฟ์ , ซินเชนโก้ หรือ ดานิโล่ อย่างน้อยก็มีเซนส์การเล่นเป็นแบ็กมากกว่า

คือเป๊ปคงมองว่า ลาป็อร์กต์ เป็นเซนเตอร์ธรรมชาติ ที่ไม่ถนัดการเติมเกมอยู่แล้ว ก็เลยให้ยืนคุม ซาล่าห์ เอาไว้เลย ไม่ต้องเติมขึ้นไป , แต่กลายเป็นว่า ดาวยิงอียิปต์เที่ยน ยิ้มมุมปากเลย เพราะสามารถพาทัวร์ได้แบบไม่ต้องคิดมาก

คือเขาสามารถมาซ้อนได้ครับ แต่ต้องไม่ใช่ตัวประกบตัวหลัก , ซึ่งผมเชื่อว่าคนที่เหมาะกับตำแหน่งนี้ที่สุดยังคงเป็น เดลฟ์ เขาน่าจะทำได้

นี่คือจุดบอดที่สำคัญที่สุดของเป๊ปเมื่อคืนนี้ คือการจับเอาเซนเตอร์ฮาล์ฟที่ดีที่สุดในทีม มาเป็นแบ็กซ้ายที่แย่ที่สุดในเกมเมื่อคืน ซึ่งเป็นเกมระดับสูงเสียด้วย

 

 

ขณะที่จุดบอดที่สอง คือแผงกลาง และตัวบนครับ , อย่างที่ทุกคนทราบกันว่า ไม่มีชื่อของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง เขาถูกดร็อปเป็นเพียงตัวสำรอง และแผนของเป๊ปคือ เติมกลางอย่าง อิลคาย กุนโดกัน ลงมาเพื่อช่วยเก็บบอลตรงกลางร่วมกับ แฟร์นานดินโญ่

ดัน เควิน เดอ บรอยน์ ที่ปกติเป็นโรมมิ่ง เพลย์เมกเกอร์ จับไปยืนริมเส้นฝั่งขวาเสียอย่างนั้น !

คือ เป๊ป ตั้งใจว่าจะเพิ่ม กุนโดกัน มาอีกคนเพื่อช่วยแย่งชิงบอลจากตรงกลางมาให้ได้ แต่นั่นก็เป็นการตัดสินใจที่ผิดเพี้ยนอีกครั้ง

เพราะกลายเป็นว่า ทีมก็โดนนำเร็วอยู่ดีตั้งแต่นาทีที่ 12 และจากนั้นเมื่อคุณต้องเซตเกมรุกด้วยรูปแบบของทีมที่ไม่เหมือนกับที่เคยเป็น จะทำอะไรก็ไม่รู้ใจกันเหมือนเดิม

แน่นอน กุนโดกัน เป็นมิดฟิลด์ที่คิดช้ากว่า เดอ บรอยน์ กับ ดาบิด ซิลบา เขาไม่สามารถจะช่วยเกมรุก ซิตี้ ได้มากเท่าที่ควร

ขณะที่ เดอ บรอยน์ ถูกจับไปยืนปีกขวา ก็เหมือนกับวานรได้แก้วครับ … สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ หากดาวเตะทีมชาติเบลเยียมไปยืนในตำแหน่งที่ถนัด เขาน่าจะสามารถวางบอลคมๆ ให้ตัวรุกด้านบนไปลุ้นทำประตูได้มากมาย

เป๊ป เพิ่งจะมาคิดเปลี่ยน สเตอร์ลิ่ง ลงแทน กุนโดกัน และปรับให้เชปของทีมกลับมาเหมือนแบบเดิม เป็น 11 ผู้เล่นที่ดีที่สุดของทีม ก็ต้องรอให้โดน 0-3 แล้ว

ฉะนั้น คืออาจเป็นไปได้สูงว่า กุนซือ “เรือใบสีฟ้า” กลัวจะเพลี่ยงพล้ำในเกมนี้ เลยจัดผู้เล่นเชิงรับแท้มาเพิ่มอีก 2 คน แต่กลายเป็นจัดวางผิดตำแหน่ง และผิดเวลา สุดท้าย ซิตี้เลยต้องยอมรับกับสถิติที่น่าอับอายที่สุดในฤดูกาลนี้

คือการยิงไม่เข้ากรอบเลยแม้แต่ครั้งเดียว…

 

ลิเวอร์พูล

 

พอคิดมากไป … กังวลมากไป ผมเชื่อว่าผู้เล่นรู้ถึงความรู้สึกนั้น กลายเป็นว่าทุกคนเลยงง สับสน และไม่เข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น

แล้วก็กลายเป็นว่าทุกคนเล่นกันเกร็ง ขาดความมั่นใจ…

ต่างจาก เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่วันนี้เขาพาลูกทีมเล่นในบ้านตัวเอง ท่ามกลางแฟนบอลหลายหมื่นคนที่หนุนหลัง ส่งเสียงดังกันอื้ออึงไปทั่วแอนฟิลด์

การจัดทัพ ยังเหมือนเดิม , นี่คือผู้เล่นที่ดีที่สุดเท่าที่มี แต่หากเจาะลึกลงไปในรายละเอียด กุนซือชาวเยอรมันก็เตรียมแผนที่แยบยลมาเพื่อจัดการกับ เป๊ป

นึกภาพตามนะครับ… แดนกลาง ซิตี้ ใส่ทั้งแฟร์นานดินโญ่ กับ กุนโดกัน ลงมา ส่วน ลิเวอร์พูล ใช้ เฮนเดอร์สัน กับ มิลเนอร์ คอยสมดุลจำนวนให้มันเท่ากัน

วิธีการขึ้นเกมของ “หงส์แดง” ในช่วงแรก พวกเขาไม่ได้อาศัยการส่งบอลไปที่ ซาลาห์ เพียงอย่างเดียว แต่แกนหมุนอยู่ที่ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ที่พลิกบอลจังหวะเดียวแล้วกระชากขึ้นหน้าได้

ลูกทีมของ คล็อปป์ ไม่ได้ใช้เวลาการเล่นบอลในแดนกลางนาน แต่พวกเขาใช้สปีดความเร็วของ อ็อกซ์เลด (ที่มีสกิลการเป็นตัวริมเส้นที่ อาร์เซน่อล มาก่อน) เป็นประโยชน์มากกับการทำให้ กุนโดกัน และ แฟร์นานดินโญ่ กลายเป็นรถเต่าสปีดต่ำไปเสีย

นั่นคือการชนะไปหนึ่งดอกแล้วครับ คือการเปลี่ยนแนวจัดเชปแดนกลางของซิตี้ ล้มเหลว ลิเวอร์พูลเอาชนะตรงจุดนั้นได้

 

ลิเวอร์พูล

 

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องการเพรสซิ่งกันบ้างครับ

คล็อปป์ ไม่ได้สั่งให้ลูกทีมเพรสแดนบน และเล่นเกเก้นเพรสซิ่งบ่อยครั้งเหมือนที่เคยทำ แต่จะทำเมื่อผู้เล่นของ ซิตี้ ไปจนมุมอยู่ในเขตโทษของตัวเองเท่านั้น

หาก ซิตี้ แก้เพรสซิ่งในโซนอันตรายของตัวเองได้ ผู้เล่น “หงส์แดง” ไม่ใช่เกเก้นเพรสซิ่ง นะครับ แต่จะลงไปยืนคุมพื้นที่ในแดนของตัวเอง ทุกคนจะยืนต่ำหมด

แล้วล่อให้ผู้เล่นซิตี้มาเคาะบอลกันในแดนของพวกเขา ระยะประมาณ 30-40 หลา หน้ากรอบเขตโทษของพวกเขาเองนั่นแหละครับ จากนั้น ก็หาจังหวะตัดบอลให้ได้ แล้วก็…

โต้กลับ!

ซึ่งการโต้ของ “หงส์แดง” ไม่ได้มีแค่ ซาลาห์ เป็นจุดเด่นอีกแล้ว แต่ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ คือหัวใจสำคัญไม่แพ้กันในเกมรุก ดูได้จากจังหวะที่เขาใช้ทริกสไตล์แซมบ้า ยกหลบ โอตาเมนดี้ จนเสียศูนย์ และนำมาซึ่งการได้ประตูแรก

ขณะที่ ลูกที่สอง ไม่ต้องพูดถึงครับ… จังหวะผีจับยัดแบบนั้น คนที่ยิงได้ ต้องซัดด้วยความมั่นใจอยู่แล้ว เช่นเดียวกับลูกที่สาม ใครบอกว่า ลิเวอร์พูล โจมตีคู่แข่งด้วยลูกครอสไม่ได้…

ทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเชื่อว่าสิ่งที่คล็อปป์ให้กับนักเตะคืออะไร ?

 

ลิเวอร์พูล

 

ความมั่นใจ และ พลัง ครับ

ทุกคนวิ่งลืมตาย , ทุกคนมั่นใจกับทุกช็อตในการเล่น มั่นใจว่าจะทำทั้งในสิ่งที่เคยทำได้ และไม่เคยทำได้

แม้กระทั่งการลบคำสบประมาทของหลายคนที่ว่า ลิเวอร์พูลเล่นเกมรับไม่แข็ง, มีจุดอ่อน, เสียประตูทุกนัด แต่เมื่อคืนนี้การสะกดแนวรุกซิตี้ให้ยิงไม่ตรงกรอบเลยแม้แต่หนเดียว นั่นคือระบบระเบียบที่ คล็อปป์ ก็บอกกับโลกนี้ว่า เขาก็เป็นกุนซือที่ขันเกมรับให้กับทีมได้เหมือนกัน

ฟุตบอลมีแพ้มีชนะก็จริงครับ และมันก็เหมือนทุกสรรพสิ่งบนโลกมนุษย์ คือทุกอย่างต้องเป็นไปตามธรรมชาติของมัน

ในเมื่อ คล็อปป์ ใส่พลังให้กับเด็กๆของเขา โดยที่ทุกคนเล่นอย่างมีความสุขด้วยธรรมชาติของตัวเอง ขณะที่อีกฝ่ายกลัวแพ้จนฝืนสิ่งที่ตัวเองเป็น

ฟุตบอลก็แสดงออกมาให้เห็นครับ… คนที่เล่นกับมันอย่างมีความสุขกว่าคือผู้ชนะ

และผล 3-0 ที่พวกเขาเก็บได้จากเกมนี้ และสภาพจิตใจแบบนี้…

มันยากเกินไปแล้วครับที่ เป๊ป จะพาทีมกลับมาได้… พวกเขาพลาดไปแล้ว แม้จะพลาดเพียงครั้งเดียว แต่มันอาจทำให้ฝันยุโรปสมัยแรกของพวกเขา สลายลงไปในพริบตาเดียวครับ

….

“แนท ณรินทร์ภัทร”

ลิเวอร์พูล

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports