จอน : เข้าสู่เลขสองหลักกันแล้วสำหรับ ไทยลีก ซีซั่น 2018 เมื่อทั้ง 18 ทีมต่างลงเล่นไปทีมละ 10 เกมเท่ากัน ภาพทีมลุ้นแชมป์ และ ภาพทีมหนีตกชั้น จากเลือนลาง ก็เริ่มชัดขึ้น ชัดขึ้นเรื่อยๆ

 

ไทยลีก

 

เกมนัดที่สิบ เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา (11 เมษายน) เป็นเกมส่งท้ายก่อนปิดเบรก 10 วัน เพื่อพักผ่อน พักร่างกาย พักสมอง พักความตรึงเครียด ให้เวลาอยู่กับครอบครัว คนข้างกาย และคนที่รัก ในการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ไทย “สงกรานต์ 2561” โดยจะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในแมตช์เดย์ที่ 11 ช่วงสุดสัปดาห์หน้า

กว่า 10 วันที่ได้พัก แต่ละทีมคงมีการพูดคุยกันถึงสถานการณ์ของทีมในปัจจุบัน และเป้าหมายในบั้นปลายท้ายฤดูกาล ซึ่งแม้จะเป็นช่วงพักก็จริง แต่นับว่าเป็น 10 วันอันตรายเหลือเกิน เพราะหากไม่รีบสะสางปัญหาของทีมแล้วหล่ะก็ เป้าหมายที่หวังเอาไว้ ก็อาจจะทำให้สำเร็จไม่ได้ในอีก 24 เกมที่เหลือของซีซั่นนี้

….

…..

โซนลุ้นแชมป์

 

บุรีรัมย์

 

การลุ้นแชมป์ในปีนี้ ถือว่า “ต้องยอมจริงๆ” ให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพราะพวกเขาเก็บชัยได้ถึง 8 เกม และเสมอ 2 นัด ยังไม่แพ้ใคร นำโด่งเป็นจ่าฝูงที่ 26 แต้ม ซึ่งไม่เพียงแค่ลุ้นแชมป์สมัยที่ 2 ติดต่อกันเท่านั้น พวกเขายังมีความหวังในการเป็นแชมป์ไร้พ่ายซะด้วยซ้ำ จากฟอร์มการเล่นสุดเลอค่า

ก่อนเปิดซีซั่น หลายคนมองว่า บุรีรัมย์ มีโอกาสจะสะดุดในลีกไม่น้อย เพราะพวกเขามีเกม เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม ให้ลงเล่นถึง 6 นัด แต่ทว่าเมื่อผ่านไป 5 เกม ในเอซีแอล พวกเขากลับโชว์ความเหนือชั้นด้วยการยังมีลุ้นเข้ารอบน็อคเอ้าท์ 16 ทีมสุดท้าย แถมยังเก็บแต้มได้เป็นกอบเป็นกำในลีกอีกด้วย

บุรีรัมย์ จะได้พักน้อยกว่าทีมอื่นในช่วงสงกรานต์ เพราะมีโปรแกรมเยือน เจจู ยูไนเต็ด จากเกาหลีใต้ ในเกมเอซีแอล รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม จี วันที่ 17 เมษายน นี้ โดยมีเป้าหมายเดียวคือการคว้าชัยกลับมา เพื่อโอกาสการเข้ารอบน็อคเอ้าท์

หากเก็บสามแต้ม และผ่านเข้ารอบได้ พวกเขาจะได้ไปต่อในเกมระดับเอเชีย ซึ่งอาจมีผลต่อความฟิตอยู่บ้างใน ไทยลีก แต่ถ้าหากผลไม่เป็นใจที่ดินแดนกิมจิ ผมคิดว่า พวกเขาจะกลับมาโกยแต้มในไทยลีกต่อเนื่องแน่ๆ เพราะสมดุลทีมของ “เซราะกราว” ช่างดีเหลือเกิน ในระบบ 3-5-2 ที่ไม่ว่าจะจับใครมายืนตรงจุดไหน ก็ดูเหมือนมันจะลงตัวไปซะหมด

….

…..

โซนตามหลังจ่าฝูง

โซนนี้ขอบเขตค่อนข้างกว้างมากๆ และเป็นโซนที่สลับอันดับเป็นว่าเล่นในทุกๆ เกม โดยเริ่มจากอันดับ 2 พีที ประจวบ เอฟซี จอมเซอร์ไพรส์แห่งปี ที่มีอยู่ 19 แต้ม ตามหลังจ่าฝูง 7 คะแนน จนไปถึงอันดับ 13 บางกอกกล๊าส เอฟซี ที่มีอยู่ 12 แต้ม

12 ทีมในกลุ่มนี้ มีแต้มห่างกันสูงสุดอยู่เพียง 7 คะแนนเท่านั้น ซึ่งยังเหลืออีกถึง 24 แมตช์ที่มีแต้มให้โกยกว่า 70 แต้ม และการพบกันที่เหลือ แต่ละนัดของทีมในกลุ่มนี้ จะมีการตัดคะแนนกันไปมาทำให้ความเสถียรของอันดับค่อนข้างต่ำมาก ทุกอย่างมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ทั้งโกยแต้มไล่จี้จ่าฝูง, ทั้งลุ้นอันดับสองของลีก เพื่อโควตา เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก หรือตกลงไปอยู่ในโซนตกชั้น ก็มีโอกาสเช่นกัน ซึ่งผมขออธิบายแต่ละทีมในมุมมองของผมแบบสั้นๆ นะครับ

อันดับ 2
พีที ประจวบ เอฟซี (19 แต้ม)

 

พีที ประจวบ เอฟซี

 

ความเซอร์ไพรส์ที่สร้างขึ้นใน 10 เกมแรกของพวกเขาบนลีกสูงสุด นับว่าคือผลงานที่สุดยอดมากเกินกว่าที่ใครจะคาด ฉะนั้น ที่เหลือนับจากนี้ คือโบนัส และหากผลงานยังดีต่อเนื่อง ก็มีสิทธิ์สร้างเซอร์ไพรส์ถึงลุ้นจบรองแชมป์ได้เลย

อันดับ 3 และ 4
เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด และ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด (18 แต้ม)

 

 

2 ทีมที่มีศักยภาพถึงขั้นลุ้นแชมป์ ต่างก็มี 18 แต้มเท่ากัน ซึ่งหากมองจากระยะห่างจาก บุรีรัมย์ ที่ช่วงก้าว 8 คะแนนนั้น ถือว่ายังไม่รุนแรงถึงขนาดตัดพวกเขาออกจากสารบบการลุ้นแชมป์ได้ในตอนนี้

ทั้งสองทีมต้องแก้ไขปัญหาภายในทีมให้ได้ในช่วงนี้ โดย “กิเลนผยอง” มีสองปัญหาหลักๆ นั่นคือ อาการบาดเจ็บของผู้เล่นที่มากมายเหลือเกิน ตั้งแต่กองหลังยันกองหน้า และ เฮ้ดโค้ชต่างชาติที่ยังไม่เปิดตัวสักที ส่วน “แข้งเทพ” ที่เก็บชัยได้ 2 นัดหลังแบบไม่เสียประตู พวกเขายังต้องสร้างผลงานที่เสมอต้นเสมอปลายมากกว่านี้ หากยังหวังลุ้นแชมป์อยู่

อันดับ 5 และ 6
สุโขทัย เอฟซี และ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด (17 แต้ม)

 

ไทยลีก

 

เปิดตัวค่อนข้างแตกต่างกันในช่วงต้น โดย “ค้างคาวไฟ” จากทุ่งทะเลหลวง เริ่มมีอาการแผ่ว เก็บได้แค่ 5 แต้มจาก 5 เกมหลัง ทำให้อันดับตกมาที่ 5 และมีแต้มเท่า “กว่างโซ้งมหาภัย” ที่ดีวันดีคืน ชนะรวดสามเกมล่าสุด แบบเก็บคลีนชีตได้หมด

สุโขทัย อาจจะไม่ได้คาดหวังถึงการเป็นทีมระดับท็อป แต่เมื่อเปิดตัวสวยแล้ว ก็ห้ามที่จะไม่ให้แฟนบอลคาดหวังสูงขึ้นคงเป็นไปไม่ได้ ทว่าเมื่อทีมเริ่มมีอาการแผ่ว แฟนบอลเองก็ได้แต่หวังว่า สามกองหน้าต่างชาติของทีมยังคงสร้างความอันตรายได้ต่อไป เพื่อไม่ให้ทีมตกลงไปมากกว่านี้

ส่วน เชียงราย เริ่มจับจุดได้ หลังเซถลาไปเล็กน้อยในช่วงต้นซีซั่น และเป้าหมายของการเป็นอันดับ 2 เพื่อโควตา เอซีแอล อีกครั้ง ก็กลับมามีประกายวาววับทันทีหลังผ่านไปครบ 10 เกม

อันดับ 7 และ 8
การท่าเรือ เอฟซี และ พัทยา ยูไนเต็ด (16 แต้ม)

 

ท่าเรือ

 

“สิงห์เจ้าท่า” จากทีมที่มีเม็ดเงินลงทุนสูงชนิดที่แฟนๆ ทีมอื่นต้องอิจฉา จากทีมที่เปิดตัวได้สวยสดงดงาม จากทีมที่ถูกคาดหมายว่าจะหาญกล้ามาลุ้นแชมป์ และอาจจะพาถ้วยไทยลีกกลับสู่เมืองหลวงอีกครั้ง

พวกเขาชัยชนะรวด 3 เกมแรก และเก็บได้ถึง 12 คะแนนจาก 5 เกมแรก พร้อมยึดหัวแถวของลีกได้เหนียวแน่น แต่มันกำลังจะไม่มีความหมายเอาซะเลย เพราะการแพ้รวดสามเกมหลัง ทำให้อันดับตกมาอยู่ที่ 7 โดยมีแต้มเท่ากับทีมที่ลงทุนห่างกับพวกเขาลิบลับอย่าง พัทยา ยูไนเต็ด

10 แต้มที่ห่างจากจ่าฝูง และแค่ 6 แต้มที่พวกเขาอยู่เหนือทีมตกชั้น มันคือความล้มเหลวจริงๆ หากเทียบกับขนาด และความคาดหวังของทีม ซึ่งหากจะมีการเปลี่ยนแปลง หรือดึงความมั่นใจ และฟอร์มการเล่นกลับมา ก็ต้องเป็นช่วงนี้ เพราะอย่างน้อย พวกเขายังมีแต้มไม่ห่างจากอันดับ 2 เลย ไม่เช่นนั้นหละก็ ตัวใครตัวมันแน่ๆ

ส่วน “โลมาฟ้าขาว” พวกเขามีทุกอย่างที่พอเหมาะกับการเป็นทีมกลางตารางอยู่แล้ว และหากรักษามาตรฐานต่อไป ก็น่าจะทำอันดับรอดตกชั้นได้สบายๆ แน่นอน

อันดับ 9, 10 และ 11
ราชบุรี มิตรผล เอฟซี, สุพรรณบุรี เอฟซี และ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี (15 แต้ม)

 

 

สามทีมกลางตาราง ที่มีความหวังตอนต้นฤดูกาลไม่ได้แตกต่างกันมากนัก และทั้งหมดก็ยังอยู่ในเส้นทางการทำเป้าหมายให้สำเร็จ นั่นคือการจบท็อปทรี, ท็อปไฟว์ หรือย่างน้อยก็ท็อปซิกซ์

ปัจจุบัน ทั้งสามทีมมีแต้มตามหลัง ประจวบ อันดับ 2 เพียงแค่ 4 แต้มเท่านั้น นั่นหมายความว่า หากมีการแก้ปัญหาของทีมในบางจุดได้ทันเวลา ก็ยังคาดหวังลุ้นถึงรองแชมป์ หรืออย่างน้อยก็จบท็อปไฟว์ได้อยู่ แต่ถึงกระนั้น ต้องอย่าลืมว่า พวกเขาก็มีแต้มห่างจากทีมโซนตกชั้นแค่ 5 แต้มเท่านั้นเช่นเดียวกัน

อันดับ 12 และ 13
ชลบุรี เอฟซี (13 แต้ม) และ บางกอกกล๊าส เอฟซี (12 แต้ม)

 

 

สองทีมใหญ่ที่ฟอร์มตกอย่างแรง แม้ทั้งคู่จะมีผลงานกระเตื้องเล็กน้อยจากช่วงแรก แต่ก็ยังไม่ได้ปลอดภัยเลย เพราะมีแต้มห่างจากอันดับตกชั้นแค่ 3 และ 2 แต้มตามลำดับ เท่านั้น

และเพียงแค่ 10 เกม ทั้ง ชลบุรี และ บางกอกกล๊าส ต่างก็มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของโค้ชเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเปลี่ยนจากกุนซือต่างชาติมาเป็นโค้ชลูกหม้อชาวไทยที่อยู่กับทีมมานาน อย่าง อำนาจ แก้วเขียว และจักรพันธ์ ปั่นปี

ต้องคอยดูว่า กลับมาจากช่วงสงกรานต์นั้น ทั้งสองทีมจะกลับสู่ตำแหน่งที่พวกเขาควรอยู่ได้สักที หรือยังต้องดิ้นรนหนีตกชั้นไปเรื่อยๆ จนจบฤดูกาล

โซนหนีตกชั้น

ปีที่โซนตกชั้นถูกขยายให้กว้างขึ้นกว่าเดิม จาก 3 เป็น 5 ทีม ฉะนั้น แม้จะผ่านไปแล้วถึง 10 เกมก็ตาม แต่ โซนลุ้นหนีตกชั้นนั้น ผมคิดว่า ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกทีม ยกเว้น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทีมเดียวเท่านั้น เพียงแต่ความน่าจะเป็นในขณะนี้ ก็ต้องยอมรับว่า 5 ทีมล่างของตาราง มีโอกาสที่จะตกชั้นมากกว่าทีมอื่นๆ โดยเฉพาะ แอร์ฟอร์ซ เซ็นทรัล เอฟซี และ อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ที่มีเพียง 4 กับ 6 แต้มเท่านั้น ซึ่งถูกมองว่า “ไม่น่ารอด” และการที่พวกเขาจะลบคำสบประมาทเหล่านี้ มีวิธีเดียว นั่นคือ การกลับมาอย่างแข็งแกร่ง และถีบตัวเองขึ้นสู่แดนบนเหนือพื้นที่สีแดงให้ได้ในช่วงหลังสงกรานต์

 

ส่วนอีกสามทีม ชัยนาท ฮอร์นบิล (8 คะแนน), ราชนาวี (9 คะแนน) และ โปลิศ เทโร เอฟซี (10 คะแนน) นั้น ถือว่ายังมีคะแนนไม่ห่างจากโซนปลอดภัยนัก ซึ่งหมายถึงพวกเขายังมีโอกาสในการรอดตกชั้นอยู่ ก็ต้องรอดูว่า จบจากปาร์ตี้ปีใหม่ไทยแล้ว พวกเขาจะรวมจิตรวมใจกลับมาสู้เพื่อการอยู่รอดได้ดีแค่ไหนกัน

….

…..

สุดท้ายนี้ ในช่วงปีใหม่ไทย ผมก็ขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขกับช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2561 และแคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายใดๆ ทั้งหมด พร้อมกับมาสู้งาน สู้ชีวิตกันใหม่อย่างสดใส มีสมาธิ และมีความสุข มีรอยยิ้มตลอดปี ตลอดไป รวมถึงขอให้ทีมที่ทุกๆ ท่านเชียร์ ต่างประสบความสำเร็จตามเป้าหมายกันถ้วนหน้านะครับ ^^

….

“จอน”

ไทยลีก

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports