บก.เก้น : นับตั้งแต่ที่ นาโปลี หมดยุคสามทหารเสือจากอเมริกาใต้ที่ประกอบไปด้วย “เสือเตี้ย” ดีเอโก้ มาราโดน่า, กาเรก้า อดีตรองดาวซัลโวฟุตบอลโลก ’86 ที่เม็กซิโก รวมถึง อเลเมา โคตรบอลตัวตัดเกมทีมชาติบราซิล… ทัพ “อัซซูร่า” ก็ไม่เคยคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้มาครองได้อีกเลย อาจะมีจังหวะเฉียดกรายอยู่พอสมควร (นาโปลี ติด Top 3 ถึง 5 ครั้งนับตั้งแต่ฤดูกาล 2010 / 2011 จนถึงปัจจุบัน) แต่สุดท้าย ยอดทีมจาก เนเปิ้ลส์ ทีมนี้ก็ไม่สามารถก้าวไปถึงบังลังราชันย์แห่งวงการลูกหนังแดนมักกะโรนีได้สักที

 

นาโปลี

 

จะว่าไป กัลโช่ เซเรีย อา ถือเป็นอีกหนึ่งลีกที่มีการผูกขาดความสำเร็จไม่เบา โดยเฉพาะการจะสลัดร่มเงาแห่งความสำเร็จของยอดทีมจากตูริน อย่าง ยูเวนตุส นั้นเป็นเรื่องที่ “โคตรยาก” ขนาดที่ว่าสองทีมจากมิลานทั้ง อินเตอร์ มิลาน และเอซี มิลาน ยังไม่สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งโทรฟี่มาได้เลยนับตั้งแต่ฤดูกาล 2011 / 2012

แล้วอย่างงี้ นาโปลี จะทำได้เหรอ ?

…ได้สิครับ (ขออนุญาตตอบแทนแฟนบอลเลยละกัน) !!!

เพราะขึ้นชื่อว่าเกมลูกหนัง ส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้ทีมสามารถก้าวข้ามจุดที่ตัวเองยืนอยู่ เพื่อไปสู่ความสำเร็จนั้นคือ “ความฝัน”, “ความหวัง” และ “การลงมือทำ” หากคุณขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป รับรองได้ว่าคุณไม่สามารถไปถึงฝั่งฝันได้แน่

การลงเล่นในแต่ละเกมด้วยความมุ่งมั่น แน่วแน่กับเป้าหมาย แถมยังไร้กังวลในถ้วยอื่น แบ่งใจมาโฟกัสกับสี่เกมที่เหลือได้อย่างเต็มที่ นั่นคือสิ่งที่ นาโปลี กำลังทำอยู่…

นาโปลี ภายใต้การนำของ เมาริซิโอ้ ซาร์รี่ ที่เป็นชาวเมืองเนเปิ้ลส์มาโดยกำเนิด (แถบๆ เขตบัญโญลี่) กำลังกลับมาอยู่ในเส้นทางที่ควรจะเป็นอีกครั้ง หลังจากเกมนัดล่าสุด (สัปดาห์ที่ 34) พลพรรค “อัซซูร่า” โชว์ความเป็นกระดูกชิ้นโตด้วยการบุกไปยัดเยียดความปราชัยให้เหล่า “เบียงโคเนรี่” คาถิ่นยูเวนตุส สเตเดี้ยม จากลูกโหม่งปลิดวิญญาณที่สื่อต่างประเทศให้คำนิยามว่า “Bullet” (ลูกกระสุน) ของ คาลิดู คูลิบาลี่ ที่โขกเข้าไปแบบโคตรแรง และโคตรสะใจในนาทีสุดท้ายของเกม

อีกทั้งรูปเกมของ นาโปลี ก็ยังดูดีกว่าทีมจ่าฝูงอย่างชัดเจน สถิติต่างๆ ในเกมไม่ว่าจะเป็นโอกาสยิง เปอร์เซ็นต์การครองบอล การตัดฟาวล์ ทุกอย่างดูแจ่มแจ้งเป็นรูปธรรมกว่าทัพ “ม้าลาย” อย่างเห็นได้ชัด

นักเตะระดับ กอนซาโล่ อิกวาอิน, เปาโล ดีบาล่า, ดักลาส คอสต้า หรือแม้กระทั่งตัวจี๊ดโคลอมเบีย อย่าง ฮวน กัวดราโด้ กลายเป็นเพียงแค่องค์ประกอบหนึ่งในสนามที่ไม่สามารถทำอะไรแนวรับนาโปลีได้เลย ทั้งๆ ที่หากเราวัดกันที่ชื่อชั้นแล้ว นักเตะอย่าง จอร์จินโญ่, อัลลัน หรือแบ็กซ้ายร่างเล็กที่เพิ่งติดทัพโปรตุกีสไปเพียงแค่นัดเดียวอย่าง มาริโอ รุย นั้นมิอาจเทียบกับสตาร์ “เบียงโคเนรี่” ได้เลย

เข้าสู่ปีที่สามที่ เมาริซิโอ้ ซาร์รี่ รับไม้ต่อจาก ราฟาเอล เบนิเตซ ในการสร้าง นาโปลี ให้กลับมาเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่อีกครั้ง กุนซือวัยเฉียดๆ 60 รายนี้ เริ่มต้นด้วยการใช้เม็ดเงินเพียงแค่ 19 ล้านยูโร เพื่อสร้างแนวรับชุดใหม่ขึ้นมา (ชุดที่ใช้มาถึงปัจจุบันนี่แหละ) นำโดย เปเป้ เรน่า, เอลซิด ไฮซาจ และอัลลัน โดยที่ยังไม่เสียแข้งตัวหลักเพื่อสร้างความต่อเนื่อง สุดท้าย ซาร์รี่ พา “อัซซูร่า” จบด้วยการเป็นรองแชมป์สคูเด็ตโต้ โดยมีแต้มตามหลัง ยูเวนตุส อยู่ 9 คะแนนด้วยกัน

ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะเข้าทาง นาโปลี เกมรุกที่น่าตื่นตาตื่นใจ การจบสกอร์อันเด็ดขาดของ กอนซาโล่ อิกวาอิน ได้ช่วยเนรมิตฝันของเหล่าแฟนบอลให้กับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง จนหลายๆ คนแอบคิดไปถึงขั้นว่า ปีต่อไปคงถึงคราสมหวังของ นาโปลี สักที

แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้สวยงามขนาดนั้นสิครับ เพราะสุดท้ายบอร์ดนาโปลีกลับยอมปล่อยอาวุธที่ว่าดีที่สุด เด็ดที่สุดของทีมอย่าง อิกวาอิน ไปให้กับคู่ปรับลุ้นแชมป์อย่าง ยูเวนตุส ด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 90 ล้านยูโร ขึ้นแท่นเป็นนักเตะที่ค่าตัวแพงที่สุดเป็นอันดับสามของโลก ณ ขณะนั้น

เชื่อว่าอารมณ์แฟนบอลนาโปลีในช่วงนั้นก็คงไม่ต่างอะไรไปจากคนอกหัก ความฝันที่จะได้เห็นสคูเด็ตโต้อีกครั้งก็ดูจะลางเลือนออกไป

 

Ciro Fusco/ANSA via AP

 

ที่ต้องบอกเช่นนี้เพราะ ซีซั่น 2015 / 2016 อิกวาอิน ยิงไปถึง 36 ประตูจาก 80 เม็ดที่ นาโปลี ทำได้ในลีก เหนาะๆ ก็แค่ 45% เองครับ แม้ว่าทีมจะตัดสินใจเจียดเงินก้อนหนึ่งไปทุ่มคว้าตัวเด็กหนุ่มโปแลนด์นามว่า อคาดิอุส มิลิก มาแทนที่ แต่ 21 ประตูที่หมอนี่ยิงให้กับ อาแจ็กซ์ ใน เอเรดิวิซี่ ลีก นั้นมันเทียบไม่ได้เลยกับมาตรฐานที่ อิกวาอิน ได้เคยสร้างไว้

แต่เหลือเชื่อครับ ปีนั้น ซาร์รี่ ทำผลงานได้ดีกว่าเดิม (ในแง่ของคะแนน และประตูที่ทำได้) เพียงแต่แชมป์สคูเด็ตโต้ยังหนีไม่พ้น ยูเวนตุส ส่วนรองแชมป์กลายเป็น โรม่า ที่ดันมาผีเข้าจากฟอร์มสุดฮอตของ เอดิน เชโก้ และโมฮาเหม็ด ซาลาห์

ดรีส์ เมอร์เท่นส์ ก้าวขึ้นมาเป็นความหวังสูงสุดในการทำประตูแทนที่ อิกวาอิน เช่นเดียวกับบัดดี้อย่าง ลอเรนโซ่ อินซิเญ่ กับ โฆเซ่ กาเญฆ่อน ที่ประสานงานกันได้อย่างลงตัว ส่วน มาเร็ค ฮัมซิก แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่า นับตั้งแต่หมดยุคของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ก็มีเขานี่แหละที่พร้อมจะเป็นหัวใจหลักให้กับทีมไม่ว่า นาโปลี จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมากน้อยแค่ไหน

ซาร์รี่ และแข้งนาโปลี เดินลงสนามสู้ศึกแย่งชิงสคูเด็ตโต้ด้วยฟอร์มการเล่นอันร้อนแรง พวกเขารั้งตำแหน่งจ่าฝูงได้มากถึง 14 สัปดาห์จาก 19 นัดแรก เรียกได้ว่า หากนับเฉพาะฟอร์มในครึ่งซีซั่น นาโปลี คือทีมที่พร้อมจะก้าวขึ้นมาท้าชิงโทรฟี่แชมป์อย่างเต็มตัว

แต่ด้วยความเคี่ยวของ “ม้าลายแห่งตูริน” สุดท้าย ยูเวนตุส กลับเป็นฝ่ายมาแรงแซงทางโค้งขึ้นนำเป็นจ่าฝูงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 28 จนถึงโค้งสุดท้ายที่เหลืออีกเพียง 4 นัดสุดท้าย

ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับไปสู่วงจรอีหรอบเดิม แฟนๆ นาโปลีบางส่วนเริ่มถอดใจ ยิ่งพวกเขารู้ว่า กำลังจะต้องเดินทางไปเยือน ยูเวนตุส ถึงตูริน

ถ้าแพ้ ก็หมายถึงปิดฉากการลุ้นแชมป์อย่างเป็นทางการไปได้เลย

แต่พระเจ้าแห่งวงการลูกหนังจากมีความซาดิสม์พอสมควร เพราะสุดท้ายกลับเป็น ซาร์รี่ และเหล่า “อัซซูร่า” ที่เป็นฝ่ายได้เฮกันแบบสุดเหวี่ยง

ที่น่าตกใจไปมากกว่านั้นก็คือ ช่วงจังหวะที่ คูลิบาลี่ โขกบอลเข้าประตูไป ได้มีเเรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินเพิ่มสูงขึ้นทันที แถบๆ ย่านฟูโอริกร็อตตา ทางตะวันตกของเมืองเนเปิ้ลส์ (ขอขอบคุณข้อมูลจาก FourFourTwo Thailand มา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ) ตอกย้ำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ความคลั่งในเกมลูกหนังของชาวเมืองนี้มันแทบจะแยกไม่ออกไปจาก DNA ตัวตน เลือด ไปจนถึงจิตวิญญาณ


ชัยชนะที่ ตูริน ได้ทำให้ช่องว่างของ ยูเวนตุส กับ นาโปลี ลดลงเหลือเพียงแค่แต้มเดียวเท่านั้น กับ 4 แมตช์ที่เหลือเท่าๆ กัน ถึงตรงนี้แฟนบอล “อัซซูร่า” คงไม่ปฏิเสธว่า พวกเขามีลุ้นแชมป์เต็มตัวแล้ว

เพราะหากเราเทียบโปรแกรมของ ยูเวนตุส กับ นาโปลี เราจะเห็นได้ว่า “เบียงโคเนรี่” ยังมีงานหนักที่รออยู่เพียบ ไม่ว่าจะเป็นการบุกไปเยือน “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน (อันดับ 5) ที่กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองจบในพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ให้ได้ แถมยังต้องไปบดกับ โรม่า ที่ต้องการสามคะแนนเพื่อการันตีพื้นที่ไปลุยฟุตบอลยุโรปเช่นเดียวกันถึงกรุงโรม เช่นเดียวกับเกมนัดสุดท้ายที่ต้องเผชิญกับทีมหนีตายอย่าง เฮลลาส เวโรน่า

ที่สำคัญแข้ง “ม้าลาย” ยังต้องลงทำศึกแห่งศํักดิ์ศรีกับ เอซี มิลาน ใน โคปปา อิตาเลีย นัดชิงชนะเลิศ (9 พฤษภาคมนี้) เรียกได้ว่ามีบททดสอบให้ได้ลุยกันอีกเพียบ

ต่างกับ นาโปลี ที่ต้องลงสนามพบกับสามทีมกลางตารางที่ไม่มีอะไรให้ท้าทายแล้วทั้ง ฟิออเรนติน่า, โตริโน่ และ “ลาซามพ์” ซามพ์โดเรีย จะมีแค่เกมหนักกับ โครโตเน่ ที่ยังต้องการคะแนนเพื่อหนีตาย

ฉะนั้น ถึงตรงนี้เชื่อว่า ซาร์รี่ น่าจะย้ำกับลูกทีมแบบเน้นๆ ว่าขอแค่โฟกัสกับผลงานของตัวเองให้ออกมาดีที่สุด ยังไม่ต้องคิดจะไปหวังพึ่ง หรือยืมจมูกใครหายใจ เพราะตราบใดที่ นาโปลี ชนะในทุกเกมที่เหลือ ต่อให้พวกเขาไม่ได้แชมป์ ก็คงไม่มีเหล่าสาวก “อัซซูร่า” คนไหนออกมาต่อว่าหรอก

 

Alessandro Di Marco/ANSA via AP

ทุกอย่างมันออกมาเป็นใจซะขนาดนี้ อดคิดไม่ได้จริงๆ ครับ ว่าปีนี้ “นาโปลี” นี่แหละที่อาจจะสร้างเซอร์ไพรส์คว้าสคูเด็ตโต้ในช่วงโค้งสุดท้าย รอดูกันครับว่าฝันที่ชาวเมืองเนเปิ้ลส์วาดไว้ และรอคอยมาเกือบๆ 30 ปีจะสิ้นสุดลงซักทีรึเปล่า เอาใจช่วยครับ

….

“บก.เก้น”

นาโปลี

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports