เต้ BlackPearl : ศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้ ถือว่าเป็นเป็นปีที่เกมชิงชนะเลิศมีสีสันที่สุดปีหนึ่งเลยก็ว่าได้ เนื่องจากเป็นการชนกันของ เรอัล มาดริด เจ้ายุโรปตัวจริงจากสเปน ที่เข้ามาป้องกันแชมป์กับ ลิเวอร์พูล ทีมขวัญใจมหาชน

 

ซาลาห์

 

ที่ไทยแลนด์แดนสยาม ถือว่าบรรยากาศก่อนเกมคึกคักไม่แพ้ที่กรุงเคียฟ เราได้เห็นพลพรรคเดอะ ค็อป อันมีประชากรฟุตบอลเป็นลำดับต้นๆของเมืองไทยตั้งหน้าตั้งตารอเกมนี้อย่างใจจดใจจ่อ พร้อมสวมเสื้อ ลิเวอร์พูล ถ่ายรูปลงสื่อโซเชียลกันเป็นทิวแถวเนื่องจากมั่นใจว่าปีนี้ “หงส์แดง” มาแน่ๆ ฝ่าด่านมาถึงขนาดนี้ไม่มีอะไรต้องไปกลัวแชมป์เก่า

ในขณะที่แฟนบางทีมที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนัดชิง แต่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักอย่างหนักหน่วงหาก ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ ก็เลือกปันใจหันไปเอาใจช่วย เรอัล มาดริด ให้คว้าแชมป์มาครองให้ได้แบบไม่มีทางเลือก นั่นทำให้เกมนัดชิงชนะเลิศแมต์ช์นี้น่าสนใจขึ้นเป็นเท่าตัว

หลังจากทั้งสองทีมรู้ตัวว่าได้เข้าชิงชนะเลิศ ซีเนอดีน ซีดาน กับ เยอร์เก้น คล็อปป์ มีวิธีเตรียมตัวแกต่างกัน ซีดาน เลือกสลับพักผู้เล่นตัวหลักในเกม 4 แมทช์ที่เหลือในลา ลีกา เว้นเกมสุดท้ายที่เรียกผู้เล่นชุดใหญ่ทั้งหมดมาเคาะสนิมในเกมที่เสมอ บียาร์เรอัล 2-2 (ยกเว้นส่ง ลูก้า ซีดาน ลูกชายตัวเองลงเฝ้าเสา) จบที่อันดับ 3 ของศึกลา ลีกา ในขณะที่ คล็อปป์ เหลือโปรแกรมลีก 2 เกม ก็เลยเลือกใช้ชุดใหญ่ลงตลอดเกมที่เหลือ อาจจะเพราะต้องการความต่อเนื่อง และการันตีการจบฤดูกาลด้วยอันดับท็อปโฟร์ รวมถึงหงส์แดงเองจะได้พักถึง 14 วัน ก่อนลงเล่นนัดชิงชนะเลิศอยู่แล้ว

ส่วนผลงานเฮด-ทู-เฮด ทั้งสองทีมมีสถิติเจอกันทั้งหมด 5 ครั้งถือว่าออกมาสูสี ลิเวอร์พูล ชนะมาใน 2 ครั้งแรก ก่อนที่ เรอัล มาดริด จะมาคว้าชัยรวดใน 3 ครั้งหลังสุด

….

…..

ข้ามมาถึงวันตัดสินแชมป์ ใบรายชื่อที่ถูกประกาศออกมาก่อนเกมต้องบอกว่าฟูลทีมทั้งคู่ เรอัล มาดริด จัดชุดใหญ่ ประตูมี นาบาส เฝ้าเสา หลังมี กาบาร์ฆาล, วาราน, รามอส, มาร์เซโล่ กลางมี คาเซมิโร่ ตัดเกม ปล่อยให้ โครส และโมดริช คอยขับเคลื่อนทีม แดนหน้า โรนัลโด้ เล่นกับ เบนเซม่า และอิสโก้ ที่ได้ออกสตาร์ทตัวจริงก่อน เบล ลงเป็น 3 ประสาน

ฝั่ง ลิเวอร์พูล ก็จัดชุดที่ดีที่สุด คาริอุส เฝ้าเสา หลังมี เทรนท์, ลอฟเรน, ฟาน ไดจ์ค และโรเบิร์ตสัน ยืนเป็นแบ็คโฟร์ กองกลางใช้ มิลเนอร์, เฮนเดอร์สัน, ไวจ์นัลดุม และแดนหน้า 3 ประสานอันตราย ซาลาห์, ฟีร์มิโน่, มาเน่ ส่วนม้านั่งสำรองมีชื่อ เอ็มเร่ ชาน กลับมาอยู่ข้างสนามอีกครั้ง

เทียบขุมกำลังต้องยอมรับว่า ลิเวอร์พูล ดูเป็นรองในตำแหน่งผู้รักษาประตู, กองหลัง, กองกลาง ยกเว้นกองหน้า เรอัล มาดริด มี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ นำดาวซัลโวที่ 15 ประตูก็จริง แต่คนอื่นแทบไม่ช่วยยิงเท่าไหร่ เบนเซม่า ยิงไป 5 ส่วน เบลยิงแค่ 3 เท่ากับ มาร์เซโล่ ที่เล่นแบ็กซ้าย ส่วนฝั่งหงส์แดงมี เฟอร์มิโน่ กับ ซาลาห์ ซัดไปคนละ 11 ตุง บวกกับ มาเน่ ที่ยิงไป 10 ลูก เรียกว่าคนทำประตูไม่ได้ไปกองที่คนใดคนหนึ่งจนเกินไป

 

AP Photo/Pavel Golovkin

 

ปรี๊ดดดดด… เริ่มเกมที่ เอ็นเอสเค โอลิมปิสกี้ สเตเดี้ยม เป็นลิเวอร์พูลครองบอลได้เยอะกว่า เกมรับช่วยกันกดดันตั้งแต่แดนหน้า หวังจัดการคู่แข่งตั้งแต่เริ่มเกมอันถือเป็นสูตรสำเร็จที่ คล็อปป์ ใช้ในหลายๆ เกม ในรอบที่ผ่านมาๆ แมนฯซิตี้ และโรม่า ต่างพลาดโดนเล่นงานกันมาแล้วถ้วนหน้า ลิเวอร์พูล กำลังคุมสถานการณ์เกมได้ดีจนกระทั่ง…………..

โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ได้รับบาดเจ็บหัวไหล่จากจังหวะชิงเหลี่ยมกับ เซร์คิโอ รามอส จนเล่นต่อไม่ไหว และต้องส่ง อดัม ลัลลาน่า ลงมาแทน พร้อมน้ำตาที่ลินไหลออกมาของ “เดอะ ฟาโรห์”

จังหวะนี้เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนของเกม และถูกพูดถึงกันอย่างมาก ผมพยายามดูอยู่หลายรอบ ก็ต้องบอกว่าเป็นจังหวะที่ชิงเหลี่ยมต่างคนต่างเกี่ยวแขนใส่กัน ก่อนที่รามอสจะเหยียดเท้าไปจิ้มบอล ตัวของเค้าเสียหลักลงแต่ยังเอามือเท้าพื้นไว้ได้ก่อน แต่แขนซ้ายที่ยังเกี่ยวกันอยู่เหวี่ยงไหล่ ซาลาห์ ลงมากระแทกพื้นสนามอย่างแรง ลักษณะคล้ายๆเหมือนโดนทุ่มอิปป้งในเทควันโดยังไงยังงั้น ซึ่งช็อตนี้ผู้ตัดสินไม่ได้เป่าเป็นการฟาวล์แต่อย่างใด จังหวะนี้แฟนบอลมองกัน 2 มุมครับ ทั้งฝ่ายที่ว่า รามอส เล่นแรง และตั้งใจเก็บ ซาลาห์ และฝ่ายที่มองว่าเป็นจังหวะฟุตบอลแต่ผู้โชคร้ายคือ โม ซาลาห์

ลัลลาน่า ถูกส่งลงสนามมา แต่ด้วยความที่ล้างสนามไปนาน ความฟิต และจังหวะการเล่นชั่วโมงนี้ยังไม่ใช่ตัวเค้าคนเดิม ทำให้ไม่สามารถทดแทนการขาดหายไปของ ซาลาห์ ได้ ส่วน เรอัล มาดริด เริ่มจับจังหวะเกมได้ มาร์เซโล่ ได้เติมเกมมากขึ้นหลังจากไม่ต้องคอยระวัง โม ซาล่าห์ แม้ โลส บลังโกสต้องมาเสีย ดาเนียล กาบาร์ฆาล ที่เจ็บต้องออกจากสนามไปเช่นกัน แต่ นาโช่ สามารถลงเล่นแทนได้แบบไม่กระทบมากนักเหมือน “หงส์แดง” ต้องเสียผู้เล่นตัวเอกไปก่อนหน้านี้

แผงกลางมาดริดเริ่มทำงาน โครส และโมดริช ขับเคลื่อนเกมกันอย่างเมามัน แต่ก็ยังไม่ผ่านเกมรับหงส์แดงที่วันนี้ขยันขันแข็งกันสุดๆ ยังเอาอยู่ จนกระทั่ง น.51 เหตุการณ์เหลือเชื่อก็เกิดขึ้นเมื่อ ลอริส คาริอุส นายทวารหงส์แดงรับบอลได้แล้วแต่ดันขว้างไปติดเท้า เบนเซม่า ที่เข้ามากดดันพอดี ลูกค่อยๆ กลิ้งเข้าประตูไป…

ใครจะคิดว่า ลิเวอร์พูล จะมาเสียประตูด้วยลูกสุดหมูแบบนี้ ลูกนี้ต้องบอกว่านายทวารเลือดเยอรมันต้องรับผิดไปเต็มๆ ฐานไม่รอบคอบพอในการออกบอล

อย่างไรก็ตามถัดมาแค่ 4 นาที ลิเวอร์พูลสามารถกลับสู่เกมได้อย่างรวดเร็ว จากลูกเตะมุม เจมส์ มิลเนอร์ เปิดมาให้ ลอฟเรน เทคตัวโหม่งไปเข้าทาง มาเน่ วิ่งแหย่ขามาเปลี่ยนทางบอลตัดหน้า นาวาส เข้าไปตุงตาข่าย ประตูลูกนี้ทำเอาทุกอย่างกลับมาเริ่มใหม่ และจุดประกายให้แฟนๆ เดอะ ค็อป อีกครั้ง

 

AP Photo/Efrem Lukatsky

 

สกอร์เสมอกัน ทำเอา ซีเนอดีน ซีดาน ต้องแก้เกมด้วยการส่ง แกเร็ธ เบล ลงสนามมาแทนที่ อิสโก้ ในนาทีที่ 62 และมันได้ผลทันที ตัวรุกทีมชาติเวลส์ใช้เวลาในสนามเพียง 2 นาทีเท่านั้น ตีลังกายิงลูกเปิดของ มาร์เซโล่ เข้าไปอย่างสุดสวย โมเมนตั้มกลับมาทางฝั่งราชันชุดขาวอีกครั้ง

สถานการณ์มาถึงตรงนี้ คล็อปป์ คงต้องมองหาคนที่มาสร้างความแตกต่าง ในวันที่ ซาลาห์ ไม่อยู่ในสนามแล้ว แถมกองกลางก็หาทีเด็ดได้ยากยิ่ง เหลือบไปดูซุ้มม้านั่งสำรอง ก็ไม่รู้จะส่งใครลง เมื่อมีเพียง โดมินิค โซลังกี้ เท่านั้นที่เป็นกองหน้า แถมฝากผีฝากไข้ยังไม่ได้อีก ที่เหลือมี ชาน, ไคลน์, คลาวาน, โมเรโน่ ??? โอ้โห ตัวรับทั้งนั้น การเสีย ซาลาห์ ไปคือสิ่งที่เหนือความคาดหมาย แต่ในช่วงเวลาที่ต้องการประตูทีนี้จะมาไม้ไหนดี ? น.73 คล็อปป์ เลือกปรับหมากส่ง ชาน ลงสนามมาแทน มิลเนอร์ แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร ลิเวอร์พูลก็ดันมาโดนลูกที่ 3

มาร์เซโล่ โยนยาวมาให้ เบล เอาบอลลงแล้วลากตัดเข้าใน ก่อนซัดไกลระยะ 35 หลา บอลเหมือนไม่อันตราย แต่ คาริอุส ดันรับปลิ้นเข้าประตูไปซะอย่างนั้น ตะลึงเลยครับลูกนี้ ! ฟุตบอลนัดชิงรายการใหญ่แบบนี้ ยากมากครับที่จะเห็นผู้รักษาประตูผิดพลาดกันแบบนี้ แถมไม่ใช่แค่ลูกเดียวซะด้วย

เจอลูกนี้เข้าไปเกมเหมือนเกมจบไปทันที เมื่อมันทำลายความมั่นใจของทีมไปจนหมดสิ้น สุดท้ายจึงเป็นฝั่ง เรอัล มาดริด ที่ได้เฮเอาชนะลิเวอร์พูลไป 3-1 สร้างสถิติคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ไปครองเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันเป็นทีมแรก และซีเนอดีน ซีดาน คือกุนซือคนแรกที่ทำได้ และเป็นสมัยที่ 13 มากที่สุดตลอดกาล

ความพ่ายแพ้เกมนี้ของลิเวอร์พูล แน่นอนว่าหลายคนมองไปที่ ความผิดพลาดของ คาริอุส ที่ทำทีมเสียถึง 2 ประตูแบบที่ประตูระดับนี้ไม่น่าเสีย หลังจากนี้คงต้องกลับไปเรียกความมั่นใจของตัวเองและเพื่อนร่วมทีมใหม่อีกครั้ง

 

“ตอนนี้ไม่รู้สึกอะไรเลย วันนี้ผมแพ้กับทีมในเกม ผมรู้เสียใจกับทุกๆ คนจริง”

“ผมต้องขอโทษทุกคนด้วย ผมรู้ว่าผมเป็นต้นเหตุในวันนี้”

“ถ้าผมสามารถย้อนเวลากลับไปได้ผมจะทำ ผมรู้ว่าตอนนี้ผมทำให้ทุกคนผิดหวัง”

“มันยากมากจริงๆ ในตอนนี้ แต่นี่แหละคือชีวิตของผู้รักษาประตู คุณต้องเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง” คาริอุส กล่าวด้วยอารมณ์เศร้าสร้อย

ส่วนตัวผมเชื่อว่า คาริอุส จะกลับมาได้แน่นอน ประสบการณ์ครั้งนี้จะช่วยให้เค้าแข็งแกร่งขึ้น ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไปคงเป็นเรื่องที่ เยอร์เก้น คล็อปป์ ต้องตัดสินใจ คำถามคือ คาริอุส มือถึงหรือไม่กับการเป็นมือ 1 ในถิ่นแอนฟิลด์

ส่วน โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ อาการบาดเจ็บครั้งนี้กระเทือนไปถึงทีมชาติอียิปต์ที่เตรียมลุยฟุตบอลโลก 2018 แน่นอน อันนี้ต้องตามข่าวกันต่อ ส่วนผมเองเอาใจช่วยอีกแรงเพราะอยากเห็นแข้งรายนี้ไปวาดลวดลายที่ รัสเซีย

ด้านฝั่ง เยอร์เก้น คล็อปป์ ถือว่าอกหักกับหงส์แดงอีกครั้ง เมื่อยังไม่มีถ้วยรางวัลกับ ลิเวอร์พูลเสียที นี่เป็นการแพ้ในรอบชิงฯอีกครั้ง หลังฤดูกาล 2015-16 ก็พ่ายในลีก คัพ (แพ้จุดโทษ แมนฯซิตี้ 1-3) และยูโรป้า ลีก (แพ้ เซบีย่า 1-3) ส่วนหากนับในยูซีแอลก็พ่ายเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยพา ดอร์ทมุนด์ แพ้ให้กับ บาเยิร์น มิวนิค 1-2 เช่นกัน

 

AP Photo/Pavel Golovkin

 

ในขณะที่ฝั่งผู้ชนะ ทุกอย่างดูสมหวังชื่นมื่นไปหมด แต่ประเด็นอยู่ที่การสัมภาษณ์หลังเกมนี่สิ เริ่มที่ฮีโร่ผู้ลงมาทำ 2 ประตูอย่าง แกเร็ธ เบล ที่กล่าวชัดเจนว่าไม่มีความสุขในสถานการณ์ปัจจุบัน

“ผมต้องการลงเล่นทุกๆ สัปดาห์ และนั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ ผมบาดเจ็บพักไป 5-6 สัปดาห์ในช่วงต้นฤดูกาล แต่หลังจากนั้นผมก็ฟิตสมบูรณ์ ตอนนี้ผมต้องนั่งคุยกับเอเย่นต์ของผมเรื่องอนาคตของผม และหาข้อสรุปในเรื่องนี้” ปีกวัย 28 ปี กล่าว

ที่ช็อกกว่าคือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เจ้าของรางวัลดาวซัลโว 15 ประตู ที่พูดเป็นนัยเหมือนจะอำลาถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาบิว ยังไงยังงั้น

 

ผมจะพูดบางอย่างในเร็วๆ นี้เกี่ยวกับอนาคตของผม”

“ผมไม่อาจการันตีอะไรได้ ผมไม่ได้ปิดบังอะไร”

“ผมยังไม่แน่ใจว่าปีหน้าผมยังอยู่กับทีมหรือไม่ อีกไม่กี่วันข้างหน้าผมจะบอกทุกอย่าง”

 

น่าสนใจทีเดียวครับว่า CR7 จะยังอยู่กับราชันชุดขาวหรือไม่เมื่อเจ้าตัวออกมาพูดแบบนี้ หรือถ้าเลือกย้ายจะไปเล่นที่ไหนต่อ อีกไม่กี่วันน่าจะทราบคำตอบ

กลับมาที่ลิเวอร์พูลอีกครั้ง ความพ่ายแพ้ในเกมนี้ไม่ใช่แค่ว่าเป็นการพลาดการคว้าแชมป์สมัยที่ 6 เท่านั้น แต่มันอาจปลุกสถิติอันน่ากลัวสำหรับแฟนเดอะ ค็อป ขึ้นมาอีกครั้งก็เป็นได้ หลายคนไม่เคยสังเกต แต่ลองดูสถิติเหล่านี้กันครับ

2006-07 : ลิเวอร์พูล พ่าย เอซี มิลาน 1-2 ได้รองแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก
2007-08 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะจุดโทษ เชลซี คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

2015-16 : ลิเวอร์พูล แพ้ เซบีย่า 1-2 ได้รองแชมป์ยูโรป้า ลีก
2016-17 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม 2-0 ได้แชมป์ยูโรป้า ลีก

2017-18 : ลิเวอร์พูล พ่าย เรอัล มาดริด 1-3 ได้เพียงรองแชมป์ยูซีแอล
2018-19 : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ????? 

ใครจะรู้บางทีมันอาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในซีซั่นหน้าก็ได้ !!!

….

“เต้ BlackPearl”

 

โปรแกรมการแข่งขัน พร้อมช่องถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2018

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports