บก.เก้น : ความพ่ายแพ้ต่อทัพ “ช้างศึก” คาถิ่นถึง 1-5 เมื่อปี 2013 ถือเป็นหนึ่งในจุดต่ำสุดของวงการลูกหนังแดนมังกรเลยก็ว่าได้ เพราะนั่นถือเป็นการเสียประตูในนัดเดียวมากที่สุดเป็นอันดับสามในรอบ 10 ปีหลังสุดของทีมชาติจีนนับตั้งแต่ที่พวกเขาพ่ายต่อ “แซมบ้า” บราซิล ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อเดือนกันยายน 2012 รวมถึงโดน เวลส์ ถลุงยับ 0-6 เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

 

ขอบคุณภาพ : ACTION24CNX

เกมนี้ มาร์เซโล่ ลิปปี้ ในฐานะหัวเรือใหญ่ของแข้งแดนมังกร ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในกุนซือมันสมองระดับโลก ต่างหมายมั่นปั้นมือที่จะบุกมาล้างอายให้กับลูกหลานชาวจีนอย่างเต็มที่ ยิ่งมีข่าวว่าเจ้าตัวอาจจะโดนปลดออกจากเก้าอี้หากว่านำทีมชาติจีนพ่ายแพ้ในเกมนี้ ยิ่งเป็นการสุมไฟให้เขาจำเป็นที่จะต้องโชว์กึ๋นให้สมกับการเป็นโค้ชดีกรีสูงที่สุดในเอเชียให้ได้

หากใครยังไม่ทราบว่า ลิปปี้ นั้นเก่งกาจแค่ไหน ผลงานการพาทัพ “อัซซูรี่” อิตาลี คว้าโทรฟี่เวิลด์คัพ 2006 ที่ เยอรมัน คือเครื่องหมายการันตีความเป็น “เวิลด์ คลาส” ของเฮดโค้ชผมสีดอกเลาอย่างแท้จริง

กลับมามองที่ทีมชาติไทย เกมนี้ มิโลวาน ราเยวัช ยังใช้ผู้เล่นชุดหลักเช่นเคย ชนิดที่แฟนบอลอย่างเราๆ สามารถเดา 11 รายชื่อตัวจริงได้ล่วงหน้า 1 สัปดาห์ก็ยังได้…

 

ทีมชาติไทย

 

สี่สิบห้านาทีแรก ที่ ราชมังคลากีฬาสถาน ถือเป็นช่วงเวลาที่อึดอัดพอสมควรสำหรับทั้งสองทีม โดยเฉพาะทีมชาติไทยที่ไม่สามารถสร้างสรรค์โอกาสการทำประตู หรือการปั้นเกมรุกได้เป็นชิ้นเป็นอันสักเท่าไหร่

ธีรศิลป์ แดงดา ถูกทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางแนวรับจีนอย่างน้อยสองคนที่พร้อมเช็คบิล “มุ้ยซัง” อยู่ตลอดเวลา กระทั่งค่อยๆ เลือนหายไปจากสารบบเกมรุกอย่างสิ้นเชิง

มงคล ทศไกร มีปัญหาเรื่องการตัดสินใจในช็อตสำคัญอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับการประสานงานกับเพื่อนร่วมทีมที่ดูขาดๆ เกินๆ

ชนาธิป สรงกระสินธ์ แทบไม่มีโอกาสได้พลิกบอลหันหน้าเข้าทางฝั่งคู่แข่งเลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนว่าเจ้าตัวอาจจะต้องใช้เวลาปรับจูนกับแทคติกของ ราเยวัช อยู่พอสมควร เพราะที่ญี่ปุ่น โค้ชมิไฮโล เปโตรวิช ให้อิสระกับ ชนาธิป อย่างเต็มตัวเสมือนเป็นแม่ทัพในสนามรบ แต่กับทัพ “ช้างศึก” บทบาทของ เจ ยังดูทับซ้อนกับ นิว และโน๊ต พอสมควร

“เจอร์ราร์ด – แลมพาร์ด” ไม่ใช่สิ ฐิติพันธ์ กับ จักรพันธ์ ยังไม่สามารถคลายพิษสงโดยเฉพาะลูกแทงทะลุช่อง หรือ คิลเลอร์พาส ให้แฟนบอลไทยชื่นใจ แต่ภาพรวมยังถือว่าไม่ขี้เหร่ ประมาณว่ายังเสมอตัวอยู่

ขณะที่เกมรับ  สองคู่เซนเตอร์ฯ ของไทยทัั้ง เฉลิมพงษ์ และพรรษา ที่เจอบททดสอบลูกกลางอากาศอย่างหนัก ยังเอาตัวรอดได้ดี แต่วิงแบ็กสองฝั่ง ต้องผันตัวเองมาเป็นแนวรับเต็มตัว หลังโดน อู๋ เล่ย – หวง ซิ ฉาง ลากจี้เข้าใส่เป็นว่าเล่น จนนำมาซึ่งการเสียประตูแรก

แนวรับไทยชุดนี้ยังมีปัญหาเสมอยามที่ต้องเผชิญกับนักเตะที่มีความเร็ว และคราวนี้เป็น เสี่ยว จื้อ ที่ประสานงานกับ อู๋ เล่ย ได้อย่างกลมกล่อม จัดการพังประตูให้กับแข้งแดนมังกรขึ้นนำไปก่อน ท่ามกลางความเงียบกริบในอ่างชามยักษ์ใจกลางกรุงเทพมหานครฯ

เห็นได้ชัดว่า พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา ยังไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งกลับคืนมาได้เลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่ที่ถูกโจมตีอย่างหนักในศึกคิงส์ คัพ ครั้งที่ผ่านมา

เกมรุก พัง
เกมรับ พัง
พัง พัง

ทุกอย่างแลดูมืดมนไปหมดสำหรับทีมชาติไทยในช่วงครึ่งแรก…

 

ทีมชาติไทย

 

แต่ทว่าหลังจากผู้ตัดสินชาวสิงคโปร์เป่านกหวีดเริ่มเกมในครึ่งเวลาหลัง ทุกอย่างดู “เปลี่ยนไป” อย่างสิ้นเชิง…

นูรูล ศรียานเก็ม, มานูเอล ทอม เบียห์ร, สารัช อยู่เย็น คือไพ่สามใบแรกที่ ราเยวัช เลือกเดิมพันครั้งสำคัญกับอีก 45 นาทีที่เหลือ

ทีมชาติไทย กลับมาลงเล่นด้วยความสดชื่น และมีชีวิตชีวา “ช้างศึก” ร่างสองเดินเกมรุกบุกแหลกราวกับเป็นช้างตกมัน แม้พื้นสนามที่ลื่น และมีน้ำขัง แต่พวกเขาหาได้หวั่นไม่

 

 

นูรูล มีโอกาสพาบอลเข้าไปวัดใจกับนายทวารทีมเยือนหลายต่อหลายครั้ง เช่นเดียวกับ ทอม เบียห์ร ที่ทำให้เกมรับของทีม “แกร่งขึ้น” อย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ สารัช บัญชาการเกมตรงกลางสนามได้อย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนบอลจากรับเป็นรุก คือจุดเด่นที่มิดฟิลด์จากรั้ว “กิเลนผยอง” เข้ามาเติมเต็มเกมในช่วงครึ่งหลัง และทำได้ค่อนข้างดี

ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นใจ และเข้าทาง “ช้างศึก” โมเมนตั้มทั้งใน และนอกสนามมันเทมาเสมือนว่า ทีมชาติไทย น่าจะ และควรจะเป็นฝ่ายกลับมาสู่เกมนี้ด้วยด้วยผลเสมอเป็นอย่างน้อย เผลอๆ มีลุ้นถึงชัยชนะเลยด้วยซ้ำ

กระทั่งนาทีที่ 70 ราเยวัช ตัดสินใจถอด ชนาธิป ที่กำลังมีบทบาทในสนามมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และส่ง “ปีโป้” สิโรจน์ ฉัตรทอง ลงมาเล่นแทน ท่ามกลางข้อกังขาทั้งจากแฟนบอลในสนาม รวมถึงพี่น้องสื่อมวลชนที่พร้อมใจกันส่งสัญญาณ “ไม่เห็นด้วย” กับการตัดสินใจครั้งนี้

เพราะในอีกสามนาทีต่อมา อู๋ เล่ย อาศัยจังหวะสวนกลับรับบอลจากริมเส้นฝั่งซ้าย ก่อนบรรจงปั่นบอลไปแฉลบ สารัช ปลิ้นเข้าเสาไกลไปชนิดที่ กวินทร์ หมดสิทธิ์เซฟโดยปริยาย

หลังจากไทยเสียประตูที่สอง ทุกอย่างก็กลับมาอยู่ในมือของ “พญามังกร” เช่นเคย

ลิปปี้ โชว์ความเคี่ยวลากดินให้แฟนบอลไทยได้เห็นว่า เขานี่แหละคือ “ของจริง” จีน ปล่อยให้ไทย ผลาญพลังงานไปกับเกมรุกอันดุดัน แต่ไม่เด็ดขาด ท่ามกลางสภาพสนามที่ไม่สมบูรณ์ แน่นอนพอ ไทย ไม่สามารถปิดงานของตัวเองได้ ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการเผาน้ำมันเล่นๆ

ความล้า ความอ่อนแรง ความอิดโรยทั้งกาย และใจ เริ่มเกิดขึ้น…

เสียงนกหวีดสุดท้ายจาก โกปาลา คริสนาน เลชมัน จบลง… ทีมชาติไทย พ่ายคารัง 0-2

 

นกหวีดไปไหนจารย์! เปิดประวัติ ผู้ตัดสิน ผู้ปฏิเสธ 3 จุดโทษช้างศึก ในแมตช์อุ่นเครื่อง (คลิก)

การแก้เกมของโค้ชชาวเซิร์บ คือ “จุดอ่อน” ที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่าทีมชาติไทยในยุคของ ราเยวัช ไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่เราสามารถคัมแบ็คกลับมาได้ยามที่เสียประตูไปก่อน

“สิโรจน์, มงคล คือเครื่องหมายคำถามจากแฟนบอลไทยว่า เหตุไฉนทั้งสองยังคงเป็น “ลูกรัก” ของ ราเยวัช ทั้งๆ ที่ผลงานกับสโมสรต้นสังกัดก็ไม่ได้ดีเด่นขนาดที่ต้องติดทัพ “ช้างศึก” แถมพอลงสนามในสีเสื้อทีมชาติ ทั้งสองกับไม่สามารถสร้างความระแคะระคาย หรือพอทำให้แฟนบอลใจชื้นขึ้นมาได้เลย

เช่นเดียวกับการตัดสินใจดร็อปนักเตะไทยที่ยิงประตูได้มากที่สุดในไทยลีก 2018 อย่าง สุมัญญา ปุริสาย ไว้ข้างสนามชนิดไม่มีโอกาสได้ลงสัมผัสเกมแม้แต่วินาทีเดียว รวมถึง นพพล พลคำ ห้องเครื่องพันธุ์ดุที่ถูกหั่นออกจากทีมในวินาทีสุดท้าย แบบนี้จะมีประโยชน์อะไรถ้าคุณไม่ให้โอกาสนักเตะกำลังโชว์ฟอร์มได้ดี แถมพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม”

รวมถึงวิงแบ็กสองฝั่งที่วันนี้กลายเป็น “บ่อน้ำมัน” กลางอ่าวไทยท่ามกลางควันไฟที่ลุกโชนโดย อู๋ เล่ย ที่เหมาคนเดียวสองประตู ทุกอย่างนี้ทำให้ผมแอบคิดถึงบุรุษนามว่า “ทริสตอง โด”

 

ทีมชาติไทย

 

ผลงานของ ทริสตอง โด ในลีก ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเกมรุกอันดุดัน ความมุ่งมั่น ความทุ่มเทที่เห็นได้อย่างชัดเจนโดยที่ไม่ต้องยกยอปอปั้นเกินความเป็นจริง ตลอดจน 5 ประตูที่แบ็กลูกครึ่งฝรั่งเศสรายนี้ทำได้ ควรจะได้รับการพิจารณา หรือไปสะกิดต่อมจาก ราเยวัช บ้าง เพราะอย่าลืมว่า สถิติการพังประตูของ โด ในฤดูกาลนี้เป็นรองแค่ สุมัญญา ปุริสาย, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ และอมร ธรรมนาม เท่านั้น หากนับเฉพาะนักเตะไทย

 

 

อดิศร พรหมรักษ์ อาจจะเคยพิสูจน์ตัวเองกับตำแหน่งแบ็กขวาในสีเสื้อทีมชาติไทยมาแล้ว แต่อย่าลืมว่า “เจ้าเก่ง” หาใช่แบ็กขวาธรรมชาติแต่อย่างใด หนำซ้ำการเติมเกมรุก และความเร็วยังเป็นรอง โด อย่างเห็นได้ชัด ฉะนั้น นี่ถือเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ทีมชาติไทยชุดนี้พิจารณาผลงานของนักเตะในลีกแบบเพียวๆ ได้ “ไม่ครบถ้วน” มากพอ

ผมไม่อาจทราบ หรือหยั่งรู้ได้ว่าในใจของ ราเยวัช นั้นกำลังคิดอะไรอยู่ ได้แต่หวังว่า หากมีนักเตะไทยที่กำลังโชว์ฟอร์มให้กับต้นสังกัดได้ดี มีความหลากหลากทั้งเล่นปีกก็ได้ เล่นแบ็กก็ดี แถมยังมีประสบการณ์ในระดับนานาชาติมาแล้ว เขาคนนั้น “ควรจะ” ได้รับการพิจารณา เพราะทีมชาติไทยไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง หากแต่เป็นของแฟนบอลทุกคน

ขออนุญาตหยิบยกบทสัมภาษณ์ของ ทริสตอง โด กับทาง Fox Sports Asia ท่ามกลางความอัดอั้นตันใจกับข่าวลือที่บอกว่า เจ้าตัวแกล้งเจ็บ และถอนตัวออกจากทัพ “ช้างศึก” อยู่หลายคราในยุคของ ราเยวัช (กราบขอบพระคุณทาง Fox Sports Asia มา ณ ที่นี้ด้วยครับ)

“แน่นอนว่าผมผิดหวังมาก เพราะตอนนี้ผมฟิตสมบูรณ์เต็มที่ ผมรู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆในแต่ละฤดูกาล ผมจะรู้ตัวเองเสมอเวลาที่เล่นแย่ แต่ผมไม่คิดว่าปีนี้จะเป็นอย่างนั้น ผมไม่ได้รับฟีดแบ็คใดๆ จากทางทีมชาติ และนั่นคือเรื่องที่ทำให้ผมทุกข์ใจ เพราะก่อนหน้านี้ผมเป็นขาประจำในทีมมาเกือบ 2 ปี

ถ้าโค้ชบอกเหตุผลกับผมว่าทำไมถึงไม่ติดทีม ผมก็พอเข้าใจ และจะทำงานหนักเพื่อปรับปรุงในจุดที่ต้องแก้ไข แต่ตอนนี้ผมไม่รู้เลยจริงๆ

ถ้าสงสัยเกี่ยวกับเรื่องฟุตบอลหรือการใช้ชีวิตของผม ผมก็พร้อมจะเปิดใจตลอด ถ้าผมเจอจุดไหนที่ผมต้องปรับปรุง ผมสามารถปรับปรุงมันได้”

นี่คือความในใจของ โด ที่ยังยืนยันว่า เขาเองพร้อมจะตอบทุกข้อสงสัย และพร้อมแก้ไขปรับปรุงทุกอย่าง หากมันจะนำมาซึ่งการติดธงคืนทัพ “ช้างศึก” อีกครั้ง เพราะนั่นคือความภูมิใจที่สุดของเจ้าตัวในฐานะนักเตะอาชีพ และคนไทย

ผมได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะสามารถกลับมาคลี่คลายได้อย่างไร้รอยต่ออย่างมืออาชีพ เพราะถ้า ทริสตอง โด ยังสามารถทำผลงานกับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ก็ไม่มีเหตุผลที่เจ้าตัวจะหลุดจากทีมชาติไทยอีก โดยเฉพาะกับสองรายการใหญ่ที่รออยู่

 

ทีมชาติไทย

 

ปริศนาการเรียกตัวนักเตะของ ราเยวัช คือความรับผิดชอบเต็มๆ ในฐานะกุนซือ ต้องมาดูกันว่ากับสองรายการใหญ่ในช่วงปลายปี – ต้นปีหน้า ทั้ง เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ รวมถึง เอเชียน คัพ ทีมชาติไทยจะกลับมาคืนฟอร์ม และอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์สุดๆ หรือไม่ โดยเฉพาะกับนักเตะที่ทำผลงานในลีกได้ดี แต่กลับไม่ได้รับโอกาส คือสิ่งที่แฟนบอลไทยทั้งชาติต่างเฝ้ารอดูอย่างใกล้ชิด เพราะอย่าลืมว่า คู่ต่อสู้ทุกทีมในอาเซียน ล้วนแต่จ้องจะโค่นล้มทัพ “ช้างศึก” อยู่เป็นทุน ขณะที่คู่แข่งใน เอเชี่ยน คัพ 2019 ก็ล้วนแต่เขี้ยวลากดินทั้งนั้น

ผลงานเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ราเยวัช ดีพอสำหรับทีมชาติไทยหรือไม่… เรามารอดูกัน

….

“บก.เก้น”

 

โปรแกรมการแข่งขัน พร้อมช่องถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2018

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports