TrueID Sports Worldcup 
WORLD CUP BEST XI : Round of 16

“ฟุตบอลโลกในรอบนี้” แม้ เดนมาร์ก จะต้องตกรอบ แต่หากมองอย่างรอบคอบ เราจะเห็น นายทวารที่สุดยอดคนนึงในศึกครานี้, ดาวเตะตัวสำรองของ “บาร์ซ่า” ที่พร้อมท้าชิงตัวจริงในทีมสำหรับซีซั่นถัดไป, “กัปตันปีศาจแดงแห่งยุโรป” ที่พร้อมโฉบแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บ้านเกิดเมืองนอน รวมไปถึงนักเตะที่คอยสอนบอลรุ่นพี่ตั้งแต่วัยกระเตาะจนต้องเสียเชิงบอล

 

ฟุตบอลโลก

 

และใครคือนักเตะที่ติดยอดเยี่ยม หลังผ่าน “รอบ 16 ทีมสุดท้าย” ฟุตบอลโลก 2018 ของผม ในระบบ 4-3-3 เชิญรับชมได้เลยครับ

 

ผู้รักษาประตู : แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล (เดนมาร์ก)

AP Photo/Gregorio Borgia

 

ชไมเคิ่ล ผู้พ่อ เคยคว้าตำแหน่งผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมของโลกถึง 2 สมัย ในช่วงยุค 90’s รวมไปถึงยังโชว์ฟอร์มสุดยอดด้วยการเซฟสารพัดเซฟจนพา เดนมาร์ก เป็นผู้ชนะในศึกยูโร 1992 ได้สำเร็จ

สำหรับผม หากจะเรียก ชไมเคิ่ล จูเนียร์รายนี้ เป็น“ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” จากพ่อตัวเอง ก็คงไม่น่าแปลกใจอะไร หลังนายทวารวัย 31 ปี รายนี้ พาบ้านเกิดได้เข้ามาลุ้นจนถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย ใน เวิลด์ คัพ ฉบับรัสเซีย อย่างสง่า แม้ต้องตกรอบไปจนหลายคนต้องเสียน้ำตา แต่เขาก็พาความภูมิใจ และกลับไปยังบ้านเกิดได้อย่างไม่ต้องอายใคร เนื่องจาก แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล โชว์เซฟได้ถึง 5 หน รวมไปถึงการปฏิเสธอีก 3 จุดโทษ ของพลพรรค “โครแอต” ตลอดทั้งเกม

แม้จะไม่ดีพอจนทำให้ทีมเข้ารอบ แต่เชื่อเหลือเกินว่าเขาสอบผ่านการเป็นนายทวารในใจพ่อของเขา และแฟนบอล “โคนม” ไม่สามารถหาข้อปฏิเสธได้อย่างแน่นอน

ท้ายที่สุด แม้จะไม่ได้ไปต่อ แต่เชื่อเหลือเกินว่า อนาคตการเป็นนายทวารของเจ้าตัวหลังอกหักจากฟุตบอลโลกหนนี้ จะสดใสกว่าเดิมแน่นอน

 

แบ็กขวา : แบงฌาแม็ง ปาวาร์ด (ฝรั่งเศส)

AP Photo/David Vincent

 

เมื่อมองภาพของ ปาวาร์ด ในรอบแบ่งกลุ่มของ เวิลด์ คัพ ครั้งนี้ คงจะไม่ค่อยมีใครอยากจดจำเขาสักเท่าไหร่ แต่ทว่าเมื่อมองมาในรอบ 16 ทีมสุดท้าย มันดันเปลี่ยนแปลงไปจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที

หากเปรียบกับฉากหนังที่ถ่ายทอด ปาวาร์ด ขณะโชว์ลีลาบนฟลอหญ้าของเขาในรอบนี้ มันน่าจะเป็นฉาก “ไคลแมกซ์” ของเด็กหนุ่มในฟุตบอลโลกครั้งนี้อย่างแท้จริง หลังเจ้าตัวเปิดซิงสกอร์แรกในประวัติศาสตร์กับชาติบ้านเกิดด้วยประตูสุดงามจากการวอลเลย์ด้วยขวาบริเวณเส้นกรอบเขตโทษจนบอลพุ่งเสียบมุมไปอย่างหมดจด, ผ่านบอลสำเร็จได้ถึง 95 %, สกัดบอลจากพื้นที่อันตรายได้มากถึง 4 ครั้ง รวมไปถึงดวลตัวต่อตัวชนะได้ 5 จาก 9 ครั้ง จนเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าจนพา “ตราไก่” ไปไล่ล่าหาแชมป์โลกต่อไปในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

คงต้องลุ้นกันต่อไปว่า ฉาก “ไคลแมกซ์” ของเขาจะปิดกล้องเพียงเท่านี้หรือไม่ ปาวาร์ด เท่านั้นที่จะเป็นผู้พิสูจน์

 

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : ดีเอโก้ โกดิน (อุรุกวัย)

ฟุตบอลโลก
AP Photo/Gregorio Borgia

 

ไม่หวือหวา แต่เป็นที่พึ่งพาในเกมรับให้เพื่อนร่วมทีมได้ทุกครา คุณสมบัตินี้ในศึก เวิลด์ คัพ ฉบับ รัสเซีย รอบ 16 ทีมสุดท้าย ในความคิดผมคงต้องยกให้ ดิเอโก้ โกดิน แบบไร้ข้อกังขา

เล่นง่ายๆ ตามสไตล์ โกดิน คือสิ่งที่ผมโคตรจะรักเค้าเลยสำหรับแมตช์ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายระหว่าง อุรุกวัย พบ โปรตุเกส ต้องยอมรับว่า หากไม่มี โกดิน เป็นหนึ่งในแบ็กโฟร์ โรนัลโด้ อาจทะลวงตะข่ายพาทีม “ฝอยทอง” คว้าชัยไปแล้วก็ได้ หลังเจ้าตัวฝากสถิติสุดประทับใจไว้ด้วย การจ่ายบอลยาวสำเร็จถึง 9 จาก 12 หน, สกัดบอลจากจังหวะอันตรายได้มากถึง 7 ครั้ง, เลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ 100 %

ด้วยเหตุนี้ทัพ “จอมโหด” ที่แม้อุดมไปด้วยเหล่าบรรดากองหน้าชั้นดี แต่หากไม่มีกองหลังชั้นยอดอย่าง โกดิน คอยเป็นผู้ปิดทองหลังพระ พวกเราก็อาจไม่เห็น อุรุกวัย ไปได้ไกลกว่ารอบ 16 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก เป็นหนแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1970 ที่พวกเขาจบอันดับที่ 4 ในครั้งนั้น

ปราการหลังจาก “ตราหมี” รายนี้ จะยังคงเป็นไม้ยืนต้นชั้นดีในแนวรับให้กับทีมจนผ่านเข้าสู่รอบถัดๆ ไปได้หรือไม่ ตัวเขาและกองหน้าอีกฝ่ายจะเป็นผู้พิสูจน์ให้เห็นกัน

 

เซนเตอร์ฮาล์ฟ : เยอร์รี่ มิน่า (โคลอมเบีย)

ฟุตบอลโลก
AP Photo/Ricardo Mazalan

 

แม้ทีมจะตกรอบแต่อนาคตของเจ้าตัวหลังฟุตบอลโลกหนนี้ ดูจะเจิดจรัสขึ้นมาทันที หลังยิงไป 3 ประตู จาก 3 เกม ซึ่งทำให้เจ้าตัวนับเป็นแนวรับที่เบิกสกอร์ได้มากที่สุดของ เวิลด์ คัพ จนถึง ณ ตอนนี้อีกด้วย

แม้ว่าต้องเจอทีมแกร่งอย่างทัพ “สิงโตคำราม” แต่ทว่า มิน่า ที่ไม่ค่อยได้รับโอกาสลงสนามกับ “บาร์ซ่า” สักเท่าไหร่ในฤดูกาลที่ผ่านมา กลับทำผลงานได้ดีเกิดวัย 23 ปี ของเขาแบบเกิดคาด หลังโขกประตูตีเสมอในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของครึ่งหลังจนช่วยให้ โคลอมเบีย ต่อลมหายใจได้อีกเฮือกจนได้ไปลุ้นถึงช่วงดวลจุดโทษ หลังจบเกมนั้น แม้ว่าทีมจะแพ้ แต่สิ่งที่ดาวเตะวัยรุ่นรายนี้ฝากเอาไว้นอกจากการทำประตูยังมีทั้ง การจ่ายบอลสำเร็จถึง 53 จาก 58 ครั้ง หากนับเป็นเปอร์เซ็นต์ก็สูงถึง 91 % รวมไปถึงการสกัดบอลจากพื้นที่สีแดงได้ถึง 10 หน

ฟุตบอลโลกหนนี้ ยังไม่ใช่วันของ มิน่า แต่อีก 4 ปีข้างหน้า เชื่อว่าเขาน่าจะเป็นกองหลังระดับเวิลด์ คลาส ที่พร้อมจะช่วยขันเกมรับ โคลอมเบีย ให้ได้เจิดจรัสในฟุตบอลโลก 2022 ได้อย่างแน่นอน

 

แบ็กซ้าย : ยูโตะ นากาโตโมะ

ฟุตบอลโลก
AP Photo/Petr David Josek

 

แบ็กซ้ายแดน “ซามูไร” ผู้เป็นกําลังหลักให้ทีมมาตลอดในฟุตบอลโลก 3 ครั้งหลังสุดของ ญี่ปุ่น หากให้ “คีย์เวิร์ด” เช่นนี้ ทุกคนคงต้องพูดชื่อ นากาโตโมะ ขึ้นมาอย่างแน่นอน

ยูโตะ นากาโตโมะ ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงอีกครั้งในรอบน็อคเอาท์ แม้พวกเค้าจะไม่สามารถฝ่าด่านหักปากกาเซียนอดีตทีมเบอร์ 1 ของโลกอย่าง เบลเยี่ยม ไปได้ แต่สำหรับแมตช์นั้น สิ่งที่ นากาโตโมะ แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งก็คือ แม้ทีมจะแพ้ แต่เจ้าตัวดันเล่นได้โดดเด่นกว่ากองหลังของ เบลเยี่ยม ทุกคนเสียอีก หลังแนวรับมากประสบการณ์ผู้นี้ทำสถิติจ่ายบอลสำเร็จมากถึง 36 ครั้ง จากโอกาสเพียง 42 หน, เลี้ยงบอลผ่านแบบ 1 VS 1 ได้ 100 % พร้อมพาทีมต่อกรกับ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ได้อย่างสุดมันส์ แม้จะต้องแพ้ไป แต่พวกเขาทำให้ชาวเอเชียภูมิใจได้อย่างแท้จริง

หนทางในอาชีพนักฟุตบอลของเขาจะเป็นอย่างไรในอนาคตคงไม่มีใครรู้ แต่ทว่าสิ่งที่ประจักษ์ให้เห็นมาตลอดคือการเล่นบอลด้วย “สมอง” อีกทั้งการเล่นสไตล์นี้ของ นากาโตโมะ คงทำให้พวกเราเห็นแล้วว่า “อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลข” อย่างแท้จริง

 

มิดฟิลด์ : คาเซมิโร่ (บราซิล)

AP Photo/Thanassis Stavrakis

 

ฤดูกาลที่ผ่านมา เจ้าตัวลงตัวจริงถึง 30 นัดในลา ลีก้า สเปน กับ เรอัล มาดริด ในตำแหน่งห้องเครื่องคนสำคัญของทีม พร้อมทำสถิติยิง 5 และจ่ายให้เพื่อนใส่สกอร์อีก 3 หน ตัวเลขเหล่านี้มันดูไม่ได้หวือหวาอะไรเท่าไหร่ หากเทียบกับมิดฟิลด์ระดับโลกรายอื่น

เช่นเดียวกันกับ เวิลด์ คัพ ฉบับ “หมีขาว” หนนี้ ที่เจ้าตัวก็ยังสวมมาดการเป็นผู้ปิดทองหลังพระที่ทัพ “เซเลาเซา” ไม่สามารถขาดได้เลยแม้แต่นัดเดียว แม้ “DMC” รายนี้ จะไม่สามารถยิง หรือ แอสซิสต์ ได้ในเลยในรอบดังกล่าว แต่เขาก็ป่าวประกาศฟอร์มให้ทุกคนเห็นด้วยการผ่านบอลสำเร็จถึง 90 % หากนับเป็นตัวเลขเพียวๆ ก็สูงถึง 45 จาก 50 หน, วางบอลยาวแม่นยำได้ถึง 4 ครั้ง นับเป็นสถิติ 100 %, เบียดเอาชนะคู่แข่งถึง 4 จาก 6 ครั้ง พร้อมทดแทนคุณแผ่นดินให้ บราซิล ยังอินเกมต่อไปในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

แม้ฟุตบอลโลกหนนี้ จะมีทีมเต็งที่ตกรอบไปมากพอสมควร แต่ทัพ “เซเลเซา” ที่มี คาเซมิโร่ เป็นศูนย์กลางของทีม ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “พวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ”

 

มิดฟิลด์ : ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ (บราซิล)

ฟุตบอลโลก
AP Photo/Felipe Dana

 

“คูตี้” ก็ยังกลับมาติดทีมยอดเยี่ยมของผมอีกจนได้ หลังเจ้าตัวเคยอยู่ในทีมยอดเยี่ยมของผมมาแล้วในรอบแรก

ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ นับเป็นอีก 1 นักเตะมากพรสวรรค์ของโลกในยุคนี้ การเล่นเพื่อทีมเป็นจุดเด่นของเขา จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมชุดนี้ไม่ใช่ บราซิล ที่มากไปด้วยลีลา แต่กลับไร้ทีมเวิร์คเหมือนเมื่อ 7-8 ปีที่แล้วใน เวิลด์ คัพ หนนี้ เจ้าตัวฝากสถิติในรอบ 16 ทีมสุดท้ายเอาไว้ด้วยการผ่านบอลสำเร็จถึง 83 %, ดวลตัวต่อตัวกับคู่แข่งชนะได้ 3 หน หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ก็มากถึง 100 % อีกทั้งยังสร้างโอกาสการยิงได้ถึง 5 ครั้ง แม้ไม่มีประตูให้ตัวเอง แต่ก็ทำเอาซะแนวรับอีกทีมต้องเกรงขามกันไปเลยทีเดียว

แน่นอนว่า เฮดโค้ช ของ บราซิล อย่าง ติเต้ คงคิด 11 รายชื่อตัวจริงในรอบควอเตอร์ไฟน่อลในใจเอาไว้แล้ว ซึ่งอดีตดาวเตะทัพ “หงส์แดง” รายนี้ ก็น่าจะได้รับความไว้วางใจให้สวมเสื้อลงเป็นตัวจริงเช่นเดิม พวกเราก็ต้องมารอลุ้นกันว่า “คูตี้” จะพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ 6 สมัย เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ลูกหนังได้หรือไม่…

 

มิดฟิลด์ : เอเด็น อาซาร์

AP Photo/Petr David Josek

 

ทีมที่เคยขึ้นอันดับ 1 ของโลกมาแล้ว แต่ทว่ายังไม่เคยได้โทรฟี่แชมป์ใดๆ เลย คงจะเป็นภาระที่หนักหนาสาหัสสำหรับกัปตันทีมผู้แบกความหวังของคนทั้งประเทศอย่าง เอเด็น อาซาร์ โดยไม่ต้องสงสัย

ฟุตบอลโลกหนนี้ ดูเหมือนว่า “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ตัวนี้ จะสามารถตอกย้ำความเป็นหัวแถวของทีมฟุตบอลในโลกได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หลังสามารถทะลุเข้าสู่ รอบ 8 ทีมสุดท้ายในรายการเมเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้เป็นหนที่ 2 ติดต่อกันต่อจากที่ 4 ปีที่ผ่านมา และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทำไมในช่วงหลังๆ เบลเยี่ยม จึงทำผลงานได้ดีเสมอ ซึ่งหนึ่งในทุกเหตุผลนี้คงมี เอเด็น อาซาร์ เป็นแน่

ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พึ่งจะผ่านมา อาซาร์ จัดการโชว์ฟอร์มได้งามหยดติ๋งด้วยการทำหนึ่งแอสซิสต์ให้ มารูยาน เฟลไลนี่ โหม่งทำประตูตีเสมอ, สัมผัสบอลมากถึง 84 ครั้ง รวมไปถึงยังเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้มากถึง 5 จาก 6 ที พร้อมเป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมดังกล่าวจนช่วยพา เบลเยี่ยม เยี่ยมสมชื่อ และเข้าไปลุ้นแชมป์ต่อไปใน เวิลด์ คัพ ครั้งนี้

อาซาร์ จะพาปีศาจตัวนี้ชูโทรฟี่แชมป์เป็นหนแรกนับตั้งแต่เข้าร่วม เวิลด์ คัพ มานานกว่า 84 ปี ได้หรือไม่ อีกไม่กี่ก๊อกนี้คงได้เห็นกัน

 

ปีกขวา : คีเลียน เอ็มบัปเป้

AP Photo/David Vincent

 

ทำสถิติเป็นผู้เล่นดาวรุ่งอายุไม่เกิน 19 ปี ที่ยิงอย่างน้อย 2 ประตูในเวิลด์ คัพ เป็นคนแรกต่อจาก เปเล่ ที่ทำได้ในฟุตบอลโลกเมื่อ 60 ปีที่แล้ว “STAT” ที่เห็นกันนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมเจ้าตัวจึงมีชื่ออยู่ในลิสต์ 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมในใจของผมได้

ในแมตช์นี้ การพบกันระหว่าง ฝรั่งเศส กับ อาร์เจนติน่า ผู้เล่นที่โดดเด่นที่สุดกลับกลายเป็นนักเตะที่มีอายุเพียง 19 ปี หากถามว่าตอนอายุ 19 ปี พวกเราทำอะไรกันอยู่… (ฮ่า ฮ่า) แต่ทว่าหากมองถึง เอ็มบัปเป้ ในวัยที่อายุเทียบเท่าเด็กเฟรชชี่ปีหนึ่ง แต่สามารถทำให้คนทั่วโลกต้องสะพรึงด้วยการกดคนเดียว 2 ประตู ในฟุตบอลโลก มันคงเป็นอะไรที่วิเศษมากๆ อีกทั้งในเกมดังกล่าว นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทัพ “ตราไก่” ไม่ต้องร่วงจากศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้แบบสุดเฟลเฉกเช่น สเปน หรือ โปรตุเกส อีกทั้งในเกมดังกล่าว เจ้าตัวยังทำสถิติเลี้ยงบอลแบบ 1 VS 1 ผ่านคู่แข่งได้ถึง 7 ครั้ง, เรียกฟาวล์จาก อาร์เจนฯ ได้ถึง 4 หน รวมไปถึง ความคึกคักดั่งม้าทะยานของ เอ็มบัปเป้ ที่ทำเอา มาร์กอส โรโฮ ต้องเสียท่า คือสิ่งที่ผมเชื่อว่า มันเป็นสิ่งที่แนวรุก อาร์เจนติน่า ขาดหาย จนทำให้ ฝรั่งเศส เฉือนหวิว 4-3 เข้ารอบต่อไป

ฝีเท้าที่เจ๋งเกินวัยของ เอ็มบัปเป้ จะพา ฝรั่งเศส เป็น “เต้ย” ในเวิลด์ คัพ ครั้งนี้ได้หรือไม่ อีกไม่นานเกินรอเราจะได้รู้กัน

 

ปีกซ้าย : เนย์มาร์

AP Photo/Frank Augstein

 

เชื่อว่าคงไม่มีใครชอบ เนย์มาร์ สักเท่าไหร่ หากเป็นแฟน หรือนักเตะทีมคู่แข่งของเขา แต่ถ้ามองในฟอร์มการเล่นเฉพาะรอบ 16 ทีมสุดท้ายนี้ นับว่าเจ้าตัวสอบผ่านได้แบบไร้ข้อกังขา…

อดีตแข้ง “เจ้าบุญทุ่ม” ทำตัวป่วนแนวรับอีกฝ่ายจนต้องกลุ้มกันไปตามๆ กัน แม้จะไม่ได้มีสถิติการเลี้ยงผ่านที่ดีเหมือนนัดที่ผ่านๆ มา แต่ทว่าการอยู่ถูกที่ถูกเวลาที่เจ้าตัวสามารถ “แปะ” บอลเข้าประตูไปได้มันสุดสำคัญสำหรับขุนพล “เซเลเซา” อย่างมาก เนื่องจากก่อนหน้านั้น แม้ บราซิล จะบุกสารพัดบุก แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนการยิงเป็นประตูได้เลยตลอด 50 นาทีแรก

ซึ่งเกมนี้ ผลสอบของ เนย์มาร์ ที่ปรากฏให้ชาวโลกได้เห็นคือ เบิกประตูขึ้นนำ 1 เม็ด, จ่ายบอลสำเร็จถึง 26 จาก 32 ครั้ง หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็มากถึง 81 %, เรียกฟาวล์ได้ถึง 6 ครั้ง พร้อมพา “แซมบ้า” กรุยทางเข้าไปหาตำแหน่งแชมป์โลกสมัยที่ 6 ได้ใกล้ขึ้นอีก 1 สเต็ป

ชัยชนะเหนือ “จังโก้” ของ บราซิล ยังเป็นเพียงบทพิสูจน์เล็กๆ ที่คอยเช็คว่าอีกหนึ่งตัวแทนของทวีป “อเมริกาใต้” ในรอบควอเตอร์ไฟน่อลนี้ จะมีภูมิคุ้มกันพอที่จะชูถ้วยแชมป์หรือไม่ แต่ทว่าความเดือดดาลของจริงมันจะอยู่ในรอบถัดๆ ไป…

 

ศูนย์หน้า : เอดินสัน คาวานี่ (อุรุกวัย)

AP Photo/Andre Penner

 

“ความกระหายในการทำประตู” คือสิ่งที่กองหน้าทุกคนต้องมีหากอยากจะเดินไปบนเส้นทางผู้ทำประตูที่สมบูรณ์แบบ

เอดินสัน คาวานี่ พิสูจน์จุดเด่นดังกล่าวให้เห็นมาตลอด แต่มันกลับมาให้เห็นอย่างเด่นชัดในรอบนี้ หลังดาวยิงจากยอดสโมสรแห่งกรุงปารีส เหมาคนเดียว 2 ประตู พาทีมเข้าวินด้วยสกอร์ 2-1, ผ่านบอลสำเร็จถึง 10 จาก 13 หน, ดวลตัวต่อตัวผ่านคู่แข่งได้ถึง 10 หนจาก 16 ครั้ง จนคว้าแมน ออฟ เดอะ แมตช์ และพาทีมเข้าไปสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ชาติอุรุกวัยได้สำเร็จ

ความต้องการทำประตูที่เปรียบเสมือน “สัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง” แห่งทัพ “จอมโหด” จะเปิดโหมดให้พวกเขากรุยทางชูถ้วยแชมป์ เวิลด์ คัพ เป็นครั้งแรกในรอบ 68 ปี หรือไม่ ไม่เกินวันที่ 15 นี้ จะได้เห็นดำเห็นดีกัน

“แชมป์โลก”
มันเป็นสิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา
แต่กว่าจะได้มันมา
พวกเขาต้องพยายามเพียงใด
เป็นกำลังใจให้นักเตะทุกคนครับ

“PUP Tuntat”

ฟุตบอลโลก

 

โปรแกรมการแข่งขัน พร้อมช่องถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2018

ดูฟุตบอลโลก 2018 ย้อนหลัง เต็มแมตช์  สิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าทรู

ดูฟุตบอลโลก 2018 ย้อนหลัง

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports