จบลงไปสักพักแล้วสำหรับ ฟุตบอลโลก ฉบับหมีขาว ที่สุดท้าย “แชมเปี้ยน” ผู้คว้าโทรฟี่ ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ ก็กลายเป็นแชมป์หน้าเก่าที่มีฟอร์มการเล่นตลอดทัวร์นาเมนต์สมราคากับดวงดาวที่สองของพวกเขา อย่าง “ทัพเลส์ เบลอส์” ทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งคว้าแชมป์โลกเป็นสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ และเป็นครั้งแรกที่คว้าแชมป์นอกแผ่นดินตัวเองอีกด้วย

ควันหลงต่างๆ นาๆ หลังจบนัดชิงชนะเลิศ ก็ยังคงคุกรุ่นอยู่ตามหน้าสื่อต่างๆ และคงจะมีให้ติดตามกันอยู่ไปอีกสัก 2-3 วันเป็นอย่างน้อย ก่อนจะเข้าสู่ช่วงปรีซีซั่น และตลาดลูกหนังของฟุตบอลลีกยุโรปอันดุดันในซีซั่นใหม่ ที่เอาจริงๆ หายใจอีกแปปเดียวก็กลับมาเตะกันแล้วในช่วงกลางเดือนหน้า

บทความนี้ ผมขออนุญาตทิ้งท้ายเรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอลโลก 2018 ที่ว่ากันว่า เป็นเวิลด์คัพที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แม้เพลงประจำการแข่งขันจะไม่โด่งดัง ไพเราะเพราะพริ้งติดหู จนหลายคนแอบผิดหวัง แต่ทุกอย่างที่เหลือ เรียกว่า “มีแต่ความชื่นมื่นในหัวใจล้วนๆ”

และนี่คือ 4 สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นจากศึกฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ ในมุมมองของ “จอน”

 

AP Photo/Thanassis Stavrakis

1) เทคโนโลยีสร้างความใสสะอาด

หลายคนอาจจะไม่ชอบใจเรื่องของการใช้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการตัดสินเกมฟุตบอล เพราะมองว่า ทำให้เกมมีการหยุดกันบ่อยครั้งจนขาดเสน่ห์ และลูกมหัศจรรย์ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นอีก แต่สำหรับผมนั้น ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ บอกได้เลยว่า การใช้เทคโนโลยี VAR หรือ Video assistant referee รวมถึง Goal Line Technology ได้ช่วยทำให้สิ่งที่ถูกต้องที่สุดเกิดขึ้นได้ ความค้างคาในใจ ไม่มีหลงเหลือ

หลังจากนี้ เราคงจะไม่ได้เห็นลูกยิงแบบลักษณะ “แฮนด์ ออฟ ก็อด” หรือการใช้ลูกตุกติกต่างๆ ในกรอบเขตโทษ แม้กระทั่ง จังหวะที่เกินสายตาคนจะเห็นได้ชัด เช่น ลูกยิงข้ามเส้นไปแล้วหรือไม่ ซึ่งอะไรที่มันเคยเกิดขึ้นในอดีตนั้น ก็อาจจะเป็นเพียงตำนานเล่าขานกันต่อไป ต่อจากนี้ สิ่งที่ยังเหลืออยู่ ผมคิดว่า มันก็เป็นฟุตบอลที่มีเสน่ห์อีกรูปแบบ เป็นเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยความยุติธรรม มีหลักฐาน และเหตุผลรองรับ

เข้าจริงไหม แฮนด์บอลหรือเปล่า ควรใบแดงหรือไม่ จุดโทษหรือเปล่า ตบตาหรือไม่ ทุกอย่างจะชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน..

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีจุดโทษมากถึง 29 ลูกตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ เฉลี่ยแล้วเกือบ 1 ลูกต่อ 2 เกมเลยทีเดียว ส่วน ใบแดง ก็ลดน้อยลงไปเหลือแค่ 4 ใบ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่กล้าที่จะเล่นนอกเกมตบตากรรมการกันเท่าไรนัก ซึ่งถามความเห็นผม ผมชอบนะ ผมว่ามันแฟร์ดีสำหรับนักกีฬาทุกคนที่ตั้งใจเล่น ตั้งใจซ้อม ตั้งใจแข่งขัน

 

AP Photo/Michael Probst

2) เก่งแค่ไหน ก็แพ้ได้

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ฟุตบอลโลกครั้งนี้ เป็นฟุตบอลโลกที่คาดเดาผลการแข่งขันยากที่สุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ที่ผมดูฟุตบอลโลกมาเลย ใครจะไปคิดว่า แชมป์เก่าอย่าง “ทีมชาติเยอรมัน” จะตกรอบแรก ชนิดจบบ๊วยของกลุ่ม โดยเกมสุดท้ายถึงกับแพ้ เกาหลีใต้ 0-2 หรือ ทีมชาติอิหร่าน ทีมรองบ่อนในสายตาชาวโลก ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับ โปรตุเกส และ สเปน สองทีมเต็ง แต่พวกเขาก็สามารถอยู่ในเส้นทางลุ้นเข้ารอบน็อคเอาท์ได้จนวินาทีสุดท้าย หรือแม้กระทั่ง ไอซ์แลนด์ ที่ยันเสมอ อาร์เจนติน่า ได้อย่างน่าประทับใจ และ ญี่ปุ่น หักปากกาเซียน เก็บชัยชนะเหนือ โคลอมเบีย ได้ 2-1

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ สอนให้เรารู้ว่า ต่อให้คุณเป็นทีมรอง เป็นบอลรองขนาดไหนก็มีสิทธิ์ที่จะสร้างปรากฏการณ์ได้ หากคุณเล่นได้ตามแผนที่วางเอาไว้ มีความร่วมมือร่วมใจกัน และไม่คิดจะยอมแพ้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ซึ่งมันก็เหมือนชีวิตคนแหละครับ ต่อให้เราด้อยกว่า แต่หากเรายังไม่ลดละความพยายาม ความสำเร็จ และชัยชนะมันก็มาหาเราได้

 

AP Photo/Pavel Golovkin

3) 4 ชัยชนะ 1 ทีมเข้ารอบ : เอเชีย ไม่ใช่หมูอีกแล้ว

นี่คือฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยที่ชาติจากเอเชียถึง 4 ชาติ สามารถเก็บชัยชนะได้ในศึกฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียว ไล่ตั้งแต่ อิหร่าน ชนะ โมร็อคโก 1-0, ญี่ปุ่น ชนะ โคลอมเบีย 2-1, ซาอุดิอาระเบีย ชนะ อียิปต์ 2-1 และ เกาหลีใต้ ชนะ เยอรมัน 2-0 โดยทั้งหมด เกิดขึ้นในรอบแรก และเป็นชัยชนะที่เท่มากๆ เพราะชนะได้ถึง 3 ทวีปในคราวเดียวกัน ทั้ง อเมริกาใต้, ยุโรป และ แอฟริกา

นอกจากนี้ “ซามูไร บลู” ทีมชาติญี่ปุ่น ก็เกือบสร้างเซอร์ไพรส์ ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย เมื่อขึ้นนำ เบลเยียม ไปก่อน 2-0 แต่สุดท้าย พ่ายความเก๋า โดนพลิกสถานการณ์กลับมาแพ้ ไปแบบเจ็บแสบ 2-3 ก่อนที่ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” จะคว้าอันดับที่ 3 ในท้ายที่สุด

นี่เป็นการประกาศศักดาอย่างชัดเจนว่า ทีมชาติจากเอเชีย ไม่ใช่หมูรอโดนเชือดอย่างเดียวอย่างที่ใครเคยคิดอีกแล้ว และเป็นบรรทัดฐานให้ทีมจากเอเชียทีมอื่นๆ ได้เมียงมองทีมร่วมทวีปอย่างภาคภูมิใจว่า ทีมร่วมทวีปของพวกเขาเองก็มีศักยภาพเพียงพอในการปราบทีมใหญ่ หรืออย่างน้อยก็สู้ได้แบบสมศักดิ์ศรีที่สุดเหมือนกัน”

 

AP Photo/Martin Meissner

4) เอาเรื่องของเขามาใส่ใจเรา

ผมอาจจะเป็นคนละเอียดอ่อน ที่ขออนุญาตมองกีฬาฟุตบอลให้มากไปกว่าแค่เพียงการชมเป็นกีฬาเท่านั้น ซึ่งทุกครั้งที่มีการแข่งขันมหกรรมกีฬาที่ใช้เวลายาวๆ เช่น โอลิมปิก หรือ ฟุตบอลโลก เราก็จะได้เห็นเรื่องราวดีๆ ประวัตินักกีฬาดีๆ ที่นำมาเป็นแรงบันดาลใจ นำมาเป็นแรงกระตุ้น ในการใช้ชีวิตของพวกเราได้

เราได้เห็นความรักสุดซึ้งของ กิลแบร์โต้ มาร์ติเนซ ทนายความหนุ่มชาวเม็กซิโก ที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลเพื่อเติมเต็มความฝันของเขาในเวิลด์คัพ ต่อภรรยา และลูกน้อยผู้ล่วงลับทั้งสองคน ที่จากไปจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ไม่กี่เดือนก่อน

เราได้เห็นตัวอย่างชีวิตที่เคยลำบากมาก่อน จนกลายเป็นนักกีฬาที่ดี ที่น่ายกย่องอย่างมาก ตามสไตล์ “ตัวเล็ก แต่ใจใหญ่” อย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ของทีมชาติฝรั่งเศส หรือ ลูก้า โมดริช มิดฟิลด์เจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมจากทีมชาติโครเอเชีย

เราได้เห็นลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้น และการแสดงความรักของพ่อที่มีต่อลูกชาย อย่างในเคสของ ปีเตอร์ และ แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล สองนายทวารพ่อลูกต่างยุคของทีมชาติเดนมาร์ก

เราได้เห็นความรักของเพื่อนอย่าง เซซาร์ ที่คอยดูแล โจเซ่ ริชาร์ดส์ ซึ่งมีอาการหูหนวกตาบอด แต่มีความชื่นชอบฟุตบอล โดย เซซาร์ จะคอยจับมือ โจเซ่ เคลื่อนไหวบนกระดานฟุตบอล เพื่อแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสนามฟุตบอล ประหนึ่งให้ โจเซ่ ได้ชมฟุตบอลเหมือนกับคนอื่นๆ

… นอกจากนี้ ยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกเยอะ ที่เป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นจากคนอื่นๆ ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ ที่เราสามารถเอาเรื่องราวของเขามาใส่ใน “ใจของเรา” ได้ และทำให้ชีวิตของเรา “ยิ้มง่าย” ขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย

แล้วพบกันใหม่ในฟุตบอลโลกครั้งหน้า ที่หวังว่า มันจะดีกว่านี้อีก ^^

“จอน”

ฟุตบอลโลก

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID
ดูสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/2HtYS2N
ดูสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี คลิก >>http://bit.ly/TrueIDSportsLive