ลองกดคีย์บอร์ดเช็คตาราง ฟุตบอลชาย เอเชี่ยนเกมส์ 2018 ก็ถึงกับอุทานเล็กๆ ว่า “เฮ้ย อีกแค่ 3-4 วัน ก็จะแข่งกันแล้วหนิ” สำหรับกลุ่มที่มี 5 ทีม ได้แก่ กลุ่ม เอ และ กลุ่ม อี ที่จะเริ่มแมตช์แรกวันที่ 10 สิงหาคมนี้ ส่วนกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่ม บี ที่มีทีมชาติไทย จะเริ่มวันที่ 14 สิงหาคม โดย “ช้างศึก” จะพบกับ กาตาร์ เป็นด่านแรก ที่หนักเอาการ

จนถึงป่านนี้ อีกแค่ไม่กี่อึดใจจะแข่งอยู่แล้ว ยังมองเห็นความไม่ลงตัวอะไรหลายอย่าง ทั้งเกิดจากทีมชาติไทยเอง และเกิดจากสภาวะที่ไม่อาจจะคอนโทรลได้ พูดง่ายๆ เลย ก็คือ เกิดจากเจ้าภาพนั่นแหละ แถมยังมีทีมใหญ่ระดับอดีตเหรียญทอง 1 สมัย ซึ่งได้เหรียญทองแดงครั้งที่แล้วอย่างทีมชาติอิรัก ดันมาถูกแบนก่อนหน้าการแข่งขันไม่กี่วันอีก

ปัญหารุมเร้า ยิ่งกว่าสิวแตกเนื้อหนุ่มบนใบหน้า แต่นั่นก็ไม่อาจเป็นเหตุผลให้ความคาดหวังของแฟนบอลตกลงไป ซึ่งสำหรับตัวผมเองนั้น หวังไว้ที่การเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายให้ได้เป็นอย่างน้อย คือ “อาการเสมอตัว” ไม่ได้ไม่เสีย หรืออย่างแย่ที่สุด รอบน็อกเอาท์ต้องมีให้เห็น ทว่าถ้าสุดท้าย ดันเกิดตกรอบแรก ก็คงต้องตัวใครตัวมันเลยแหละครับ

และนี่คือ 5 ปัญหารุมเร้าจุกจิก ที่ทีมชาติไทยต้องเจอมาตลอด…

 

Kurniawan Rizqi / Shutterstock.com

อินโดนีเซีย จัดแข่งขันสุดวุ่น และอิรักตกม้าตาย

เริ่มความวุ่นวายตั้งแต่การจับสลากครั้งแรกที่มีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 24 ทีม แบ่งออกเป็น 6 สาย สายละ 4 ทีม ก็ได้ถูกร้องเรียนโดย ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กับ ทีมชาติปาเลสไตน์ ว่า ชื่อสองชาติของพวกเขาถูกตกหล่นหายไปในการจับสลากครั้งแรก ทำให้ต้องประกาศให้มีการจับสลากใหม่ แต่สุดท้าย เจ้าภาพก็ดึงดันเลื่อนการจับสลากถึงสองครั้งสองครา ก่อนที่สุดท้ายจะใช้วิธี จับสลากแบบ “ยัด” สองชาติดังกล่าว เข้าไปอยู่ในสองกลุ่ม ทำให้มีสองกลุ่มที่ต้องมี 5 ทีม โดยหลีกเลี่ยงการจับสลากใหม่ แม้ความบาลานซ์ของการแบ่งโถจะไม่ยุติธรรมก็ตามที

การจับสลากใหม่ที่จับเพียงแค่สองทีม ปรากฏว่า ปาเลสไตน์ อยู่สายบนกับกลุ่ม เอ ร่วมกับ “เจ้าภาพ” อินโดนีเซีย, ฮ่องกง, ลาว และ ไชนีส-ไทเป ส่วน “ยูเออี” เศรษฐีน้ำมันจากตะวันออกกลาง ลงไปอยู่สายล่าง ร่วมกับกลุ่ม อี ที่มีทั้ง เกาหลีใต้, มาเลเซีย, คีร์กีซสถาน และ บาห์เรน

ซึ่งการจับสลากใหม่นี้ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์เศษๆ ที่ผ่านมา ก่อนการแข่งขันจะเริ่มแค่ 2 สัปดาห์เศษ ทำให้มีผลกระทบต่อทุกทีมในเรื่องของการเตรียมตัว, การเดินทาง, โรงแรมที่พัก และ โปรแกรมการอุ่นเครื่อง ยกเว้นทีมเดียวนั่น คือ “เจ้าภาพ” ที่ฟิ๊กซ์สนามของตัวเองในเมืองหลวงเรียบร้อย และได้พักรอแข่งขันที่บ้านของตัวเอง

สำหรับสนามของทีมชาติไทย จะแข่งที่ ปากันสารี สเตเดี้ยม ซึ่งห่างจากใจกลางเมืองประมาณ 50-60 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางท่ามกลางรถติดประมาณ 3 ชั่วโมงเลยทีเดียว

ไม่เพียงเท่านี้ แค่เพียงไม่กี่วันก่อนการแข่งขัน ก็มีเหตุวุ่นวายขึ้นอีก เมื่อ ทีมชาติอิรัก ตัดสินใจถอนตัวออก เนื่องจากทีมเยาวชนของพวกเขาถูกจับได้ว่า มีการโกงอายุ ทำให้ต้องเชิญ ฟิลิปปินส์ ทีมจากโซนอาเซียน เข้าร่วมแข่งขันแทนที่ในกลุ่ม ซี ที่มีอีกสามทีมอย่าง จีน, ติมอร์-เลสเต้ และ ซีเรีย

นี่แค่เริ่มต้น และไม่รู้ว่า สุดท้ายแล้ว พอถึงเวลาแข่งขันจริง จะต้องพบกับอะไรอีกบ้าง

 

Chonburi Football Club

อาการบาดเจ็บของแนวรุก

“บาส น้ำหวาน” เสฏฐวุฒิ วงค์สาย กองหน้าอนาคตไกลของทีมชลบุรี เอฟซี เจ้าของฉายา “เจมี่ วาร์ดี้ เมืองไทย” เป็นอีกรายที่ต้องบอกลาทีมชุดเอเชี่ยนเกมส์ 2018 ไปเรียบร้อย หลังเจ้าตัวมีอาการบาดเจ็บร้ายแรงจากเกมลีกที่ทำให้ต้องถึงกับผ่าตัดเป็นการด่วน เนื่องจาก เอ็นไขว้หน้าเข่าขวาขาด และหมอนรองฉีก ส่งผลให้ต้องพักถึงครึ่งปีเป็นอย่างน้อย

ก่อนหน้านี้ ศศลักษณ์ ไหประโคน แนวรุกร่างเล็กชาวบุรีรัมย์ ก็เป็นหนึ่งในนักเตะตัวความหวังที่ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่า จนต้องพักราวๆ 1 เดือน แถม เจนรบ สำเภาดี กองหน้ากัปตันทีมชุดแชมป์ ซีเกมส์ 2017 ก็มีอาการบาดเจ็บรบกวนมาตลอดในพักหลัง พร้อมกับ “เจ้าโก้” สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ มิดฟิลด์ตัวกลาง ก็เพิ่งบาดเจ็บจนต้องถอนตัวออกจากทีมชุดบุกไปแข่งรายการสี่เส้าที่เมียนมา

แม้ เจนรบ กับ สรรเสริญ จะยังมีชื่ออยู่ใน 29 คนสุดท้ายก่อนตัดตัว แต่ก็ไม่รู้ว่าทั้งคู่ มีความฟิตเต็มถัง ครบ 100 % แค่ไหน

 

ยู-21 เพื่ออนาคต หรือ ยู-23 เพื่อผลงาน?

อายุของนักเตะก็เป็นเรื่องถกเถียงกันจนกลายเป็นปัญหาคาราคาซังสำหรับการเตรียมทีมชุดนี้ ตัวเลือกแรกเลยที่ฝ่ายเทคนิคของสมาคมฟุตบอลฯ ต้องการ คือ การใช้ทีมชุดอายุไม่เกิน 21 ปี เป็นหลัก เพื่อเตรียมทีมระยะยาว สู่ ซีเกมส์ 2019 และ ปรี โอลิมปิก เกมส์ 2020 แต่สุดท้าย เมื่อคุยกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องมีการเปลี่ยน โดยใช้ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ผสมผสานด้วย เพื่อความหวังในการสร้างผลงานที่ดี

“นั่นทำให้ทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชต้องปวดหัวกันอยู่นาน (ก่อนหน้านี้) ว่า ชุดผสมที่หมายถึง มันจะออกมารูปแบบไหน”

โอเคหล่ะ พอผสมผสานกันไปมา ก็เริ่มลงตัวในระดับหนึ่ง เพราะรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ของทีมชาติไทยเอง ก็สามารถปีนรุ่นเล่นกับพวก 22-23 ปี ได้แบบไม่ขัดหูขัดตาอะไร แต่พอใกล้การแข่งขัน ก็ได้มีอาการบาดเจ็บ โดยเฉพาะในแนวรุกมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ถึงกับทำให้มีคำถามขึ้นมาอีกว่า มันถึงเวลาหรือยังที่ต้องใช้งานนักเตะที่อายุเกินบ้างในแนวรุก เนื่องจาก เอเชี่ยนเกมส์ นั้น จะสามารถใช้นักเตะอายุเกิน 23 ปี ได้ไม่เกิน 3 คน เหมือนดังเช่นที่ ทีมชาติเกาหลีใต้ ที่หวังเหรียญทองสองสมัยติดต่อกันเป็นอย่างมาก ถึงกับเรียกตัว ซน เฮือง มิน ยอดศูนย์หน้าจาก ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ มาติดทีมเลยทีเดียว

ทว่า คำถามนี้ก็ได้ตกไปเรียบร้อย เพราะการประกาศรายชื่อ 29 คนแรก ของ “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ นั้น ไม่มีนักเตะในโควตาอายุเกินเลยสักคนเดียว

 

การเตรียมทีมน้อย และอุ่นเครื่องที่ไม่เคยได้ใช้ชุดเต็ม

อันที่จริงฟุตบอลสี่เส้ารายการ อัลไพน์ คัพ 2018 ที่เมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา ที่เพิ่งแข่งขันจบลงไปนั้น ทีมชาติไทยตั้งใจจะส่งรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ไปแข่งขัน เพราะมันเป็นไทม์มิ่งที่ดีมากๆ สำหรับการเตรียมตัวสู่ เอเชียนเกมส์ 2018 แต่ท้ายที่สุด ทีมชาติไทย ชุดนี้ ภายใต้ “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ ก็ต้องเรียกตัวนักเตะที่ไม่สมบูรณ์เอาซะเลย เรียกได้ว่า แทบไม่มีตัวหลักของชุดเอเชี่ยนเกมส์ ไปด้วยซ้ำ จนทำให้ผลงานไม่ดี สามนัดผ่านไป แพ้ บาห์เรน ยู-23 ด้วยสกอร์ 2-3, แพ้ เกาหลีใต้ ยู-19 ที่สกอร์ 2-4 และ แพ้ เมียนมา เจ้าภาพที่นำมาโดยอ่อง ธู ด้วยสกอร์ 1-2

แถมตัวที่พอจะฝากผีฝากไข้ได้ กลับต้องมาถอนตัวไปซะอีก ทำให้เหลือผู้เล่นใช้งานเพียงแค่ 16 คนในตอนแรก และต้องให้
สิทธิโชค ภาโส และ อาทิตย์ การสังเวชน์ สองดาวรุ่งอายุน้อยจากชลบุรี เอฟซี บินตามมาสมทบ พร้อมกับแปรเปลี่ยนการอุ่นเครื่องจากชุดเตรียมพร้อมลุยศึก เอเชี่ยนเกมส์ 2018 กลายเป็นการอุ่นเครื่องของชุด ปรี โอลิมปิก เกมส์ แทน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้ มีความต้องการของโค้ชโย่งที่อยากได้ชุดเต็มของนักเตะ ในการอุ่นเครื่องเพื่อเตรียมทีมเอเชี่ยนเกมส์ ทว่าก็ต้องเจอปัญหาการถอนตัวกันไป ทำให้ไม่เคยได้รวมตัวกันจริงๆ เลยสักครั้ง

ล่าสุดทีมชาติไทย ได้ประกาศรายชื่อนักเตะ 29 คนก่อนต้องตัดตัวอีก 9 ราย เพื่อเหลือ 20 คนสุดท้าย บินตรงสู่กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย โดยจะมีการประกาศก่อนหน้าการแข่งขันเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น เพราะจะใช้เวลาหลังหมดเกมไทยลีก มาเตรียมตัว มาอุ่นเครื่อง และตัดตัว โดยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ก่อนจะได้เห็น 20 คนสุดท้ายจริงๆ ซึ่งหากเทียบกับทีมชาติเกาหลีใต้ ที่หวังเหรียญทองนั้น ประกาศตัวไปแล้วเมื่อ 3 อาทิตย์ก่อน ส่วนทีมชาติญี่ปุ่น ก็ประกาศแล้วเช่นกันเมื่อวันก่อน เห็นได้ชัดว่า เวลาเตรียมทีมจริงๆ ที่นักเตะ 20 คนสุดท้าย จะได้อยู่ร่วมกันนั้น เรียกได้ว่า “น้อยเหลือเกิน”

 

ความกดดัน และความคาดหวัง

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย หากคุณเป็นนักกีฬา นั่นคือ ความกดดัน และความคาดหวัง โดยล่าสุด พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคาดหวังที่ “บิ๊กอ๊อด” อยากเห็นจากทีมช้างศึก เอเชี่ยนเกมส์ โดยมีใจความส่วนหนึ่งว่า

“ทราบดีครับว่า แฟนบอลชาวไทยทุกคนอยากให้ทีมชาติไทย ผ่านเข้าไปในรอบลึกๆ ผมไม่ได้หวังว่า เราจะเข้าไปเป็นท๊อป 5 ของเอเชีย หรือเอเชียนเกมส์ แต่สิ่งที่หวังคืออยากให้เราไปได้ไกลกว่าที่เราเคยไปหรือที่เราเคยทำได้ นี่คือสิ่งที่มันบ่งบอกถึงพัฒนาการของกีฬาฟุตบอลที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทั้งโค้ชผู้ฝึกสอนทีมงานและนักกีฬา จะสร้างผลงานและสร้างรอยยิ้มให้แฟนบอลชาวไทย ที่สำคัญ คือ กำลังใจแรงใจเสียงเชียร์ของแฟนบอลชาวไทย ทั้งที่ขอบสนามหรือ ที่ไหนก็ตาม เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับนักกีฬาที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนไทยทั้งชาติในสนามครับ”

อันที่จริง คำสัมภาษณ์จากประมุขฟุตบอลไทยก็คงมีความต้องการเหมือนกับแฟนบอลไทย ที่อยากเห็นทีมชาติไทย ไปไกลที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ทว่ามันคือดาบสองคม ที่นอกจากจะเป็นแรงกระตุ้นแล้ว ยังทำให้พวกเขาต้องกดดันอีกด้วย แถมหากมองไปเมื่อครั้งที่แล้ว รุ่นพี่ของพวกเขา ภายใต้การคุมทีมของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ก็ทำผลงานได้สุดยอด เมื่อผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้ และคว้าอันดับที่ 4 ได้เป็นครั้งที่ 4 ในประวัติศาสตร์ของทีมชาติไทย

ซึ่งหากน้องๆ ชุดนี้ ถูกเปรียบเทียบกับชุดที่แล้ว ผมเชื่อว่า พวกเขาจะกดดันมากๆ ถ้าทำสำเร็จ พวกเขาก็จะกลายเป็นหนึ่งในฮีโร่ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าผลงานล้มเหลวกลับมาจริงๆ แล้วหล่ะก็

“การกลับสู่บ้านเกิดในครั้งนี้ จะไม่เหมือนกับทุกครั้งที่ผ่านมาอย่างแน่นอน…”

 

“จอน”

ไทยลีก

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports