สุดสัปดาห์นี้การรอคอยอย่างใจจดใจจ่อของแฟนบอลก็สิ้นสุดลง เมื่อฟุตบอลลีกยอดนิยมของชาวไทยอย่าง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะได้ฤกษ์เปิดฉากโม่แข้งกันอย่างเมามันให้แฟนบอลได้ติดตามเชียร์ทีมรักกันต่อเนื่องแทบทุกสัปดาห์

 

พรีเมียร์ลีก

 

ช่วงเตรียมตัวก่อนเปิดฤดูกาลใหม่ แต่ละทีมก็มีการเสริมทัพ จัดขุมกำลังใหม่ในแบบที่อาจจะมีทั้งถูกใจแฟนบอลบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง และมีการลงเล่นในนัดอุ่นเครื่องให้แฟนบอลได้ยลโฉมทีมที่มีการปรับปรุงใหม่จากฤดูกาลก่อนทั้งเรื่องนักเตะใหม่ ทั้งเรื่องผู้จัดการทีมคนใหม่ หรือผู้จัดการทีมคนเก่าที่แฟนบอลเริ่มอยากได้คนใหม่มาแทนที่ อิอิ

ถ้าหากใครได้ติดตามรับชมฟุตบอลโลกครั้งล่าสุดที่เพิ่งผ่านไปเมื่อเดือนที่แล้ว ก็น่าจะพอสังเกตเห็นว่ารูปแบบของฟุตบอลสมัยใหม่นั้นเป็นเกมที่เน้นการบีบพื้นที่ วิ่งไล่กดดันเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามเสียบอลแล้วทำเกมรุกเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว จังหวะของเกมฟุตบอลสมัยใหม่จึงรวดเร็วจนคนดูแทบจะไม่มีเวลาได้พักหายใจ แน่นอนว่าในเมื่อเกมฟุตบอลมีพัฒนาการไปในลักษณะนี้ก็แน่นอนว่าสโมสรต่างๆ ก็น่าจะมีการปรับรูปแบบให้เข้ากับฟุตบอลสมัยใหม่เพื่อให้สู้กับทีมอื่นๆ ได้

สิ่งที่มาพร้อมกับฟุตบอลแบบนี้ก็คือ ความฟิตของนักฟุตบอลที่ต้องมีความพร้อมสุดๆ รวมทั้งการเข้าใจวิธีการเล่นเป็นทีมในกรณีที่เป็นฝ่ายบีบพื้นที่เพื่อแย่งบอลจากคู่แข่ง และการเคลื่อนที่เพื่อต่อบอลให้หลุดรอดจากการโดนกดดันบีบพื้นที่ ซึ่งสิ่งนี้ต้องได้มาจากการฝึกซ้อมอย่างถูกต้อง โดยในจุดนี้คือจุดที่วิทยาศาสตร์กับกีฬามาบรรจบกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าพวกนักฟุตบอลที่เราวิ่งกันในสนามนั้นเขาฟิตกันระดับไหน…

ถ้าอยากลองทดสอบตัวเองว่าเราฟิตในระดับนักฟุตบอลพรีเมียร์ลีกหรือไม่ ให้ลองทดสอบตัวเองตามนี้กันดูนะครับ

พรีเมียร์ลีก
Martin Rickett/PA via AP

การทดสอบแรก ให้วิ่งจากเส้นหลังประตูฟากหนึ่งไปถึงเส้นหลังประตูอีกข้างหนึ่ง (ระยะทางประมาณ 100 เมตร) โดยวิ่งให้เร็วที่สุด กลับไปกลับมาให้ได้ระยะทางมากที่สุดในเวลา 4 นาที แล้วพัก 2 นาที แล้ววิ่งแบบเดิมซ้ำอีกหนึ่งรอบ นำระยะทางที่ได้จากทั้ง 2 เซ็ตที่วิ่งมาหาค่าเฉลี่ย จะได้ระยะทางที่วิ่งได้เฉลี่ย

นักฟุตบอลระดับพรีเมียร์ลีกจะต้องวิ่งได้ระยะทางเฉลี่ย มากกว่า 1,300 เมตร

 

การทดสอบที่สอง ให้วิ่งระยะทาง 100 เมตรให้เร็วที่สุด แล้วพัก 40 วินาที จากนั้นวิ่ง 100 เมตรให้เร็วที่สุดอีกครั้ง ทำซ้ำแบบนี้ 6-8 ครั้ง เสร็จแล้วนำเวลาที่ได้มาหาเวลาเฉลี่ยในการวิ่ง 100 เมตร

ค่าเฉลี่ยของนักฟุตบอลระดับพรีเมียร์ลีกคือ 12 วินาที/100 เมตร

 

การทดสอบที่สาม ให้วางกรวยห่างกัน 5 เมตร รวมระยะทางให้ได้ 25 เมตร ให้วิ่งจากจุดเริ่มต้นไปที่กรวยแรกแล้ววิ่งกลับ จากนั้นวิ่งไปกรวยที่สองแล้ววิ่งกลับ ทำแบบนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ในเวลา 30 วินาที เพื่อดูว่าวิ่งได้ระยะทางรวมเท่าไหร่ จากนั้นให้มีเวลาพัก 30 วินาทีก่อนที่จะเริ่มทดสอบต่ออีกครั้ง ให้วิ่งทั้งสิ้น 6 รอบ แล้วนำระยะทางที่วิ่งได้แต่ละรอบมาเฉลี่ย นักฟุตบอลระดับพรีเมียร์ลีกต้องได้ระยะทางเฉลี่ย 125 เมตร

ถ้าใครเคยทดลองวิ่งทดสอบตามแบบนี้จะพบว่าเป็นการทดสอบเหนื่อยมากๆ หากจะทำได้ถึงระดับค่าเฉลี่ยของนักฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนี่ถือว่าแข็งแกร่งสุดๆ เพราะถ้าไม่เคยผ่านการฝึกฝนที่ถูกต้องมาก่อนนั้นถือว่ายากมากๆ

การออกแบบวิธีการฝึกซ้อมในปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับการสร้างความฟิตไปพร้อมๆ กับการสร้างความคุ้นเคยในรูปแบบ และวิธีการเล่น

เทรนด์ของการฝึกซ้อมฟุตบอลในปัจจุบันจึงเน้นการฝึกซ้อมแบบที่เรียกว่า small size game ซึ่งจะให้นักฟุตบอลเล่นข้างละ 3 , 4 , 5 หรือ 6 คน แล้วแต่จุดประสงค์ของโค้ชสำหรับการฝึกซ้อมนั้น โดยต้องเล่นในพื้นที่ที่จำกัดให้มีขนาดแคบๆ และที่สำคัญคือโค้ชต้องมีการกระตุ้นให้มีการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่อง และรวดเร็วแทบไม่หยุดหายใจ

เพราะการฝึกซ้อมแบบนี้จะได้ทั้งความฟิต การเคลื่อนที่ช่วยกันบีบพื้นที่ และการเคลื่อนที่เพื่อต่อบอลหนีจากการถูกบีบพื้นที่ในเวลาเดียวกัน

จากประสบการณ์ที่ได้ไปเป็นแพทย์ประจำทีมชาติ ผมมักจะสังเกตทีมฝ่ายตรงข้ามวอร์มก่อนลงเล่นตั้งแต่การยืดกล้ามเนื้อจนถึงการวอร์มกับลูกบอล จะพอที่บอกได้ว่ารูปแบบการซ้อมที่ผ่านมาของทีมนั้นเป็นอย่างไร ระดับความฟิตอยู่ในระดับไหน และมีนักฟุตบอลคนไหนที่มีอาการบาดเจ็บหรือไม่

ในการทำงานกับทีมชาติไทยนั้น มีทีมชาติอยู่หนึ่งชุดที่ผมเคยทำงานด้วยแล้วประทับใจที่สุด คือ ทีมชาติชุด U23 ที่โค้ชโย่งเป็นเฮดโค้ชนั้น แพทย์ นักกายภาพบำบัด และนักวิทยาศาสตร์การกีฬา มีการทำงานใกล้ชิดกับสต๊าฟโค้ชเป็นอย่างมาก

ข้อมูลที่ผมได้เห็นจากการสังเกตการอบอุ่นร่างกายของทีมฝั่งตรงข้ามจะถ่ายทอดให้กับผู้ช่วยของโค้ชโย่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโค้ชก้างที่เป็นคนเก็บรายละเอียดทุกอย่างของทีมเพื่อนำไปประมวลผลแล้วถ่ายทอดต่อให้กับโค้ชโย่งต่อไป

งานของแพทย์ประจำทีมจึงไม่ใช่แค่จ่ายยาให้นักฟุตบอลที่ป่วย หรือรักษานักฟุตบอลที่บาดเจ็บเท่านั้น แต่แพทย์ประจำทีมจะต้องเข้าใจเกมฟุตบอล เข้าใจจังหวะของเกม และช่างสังเกตด้วย ผมจึงขอเน้นย้ำเหมือนที่เคยเน้นย้ำมาหลายๆ บทความที่ผ่านมาว่า ไม่ใช่ใครก็ได้จะมานั่งเป็นแพทย์ข้างสนาม ถึงขนาดฟีฟ่าให้ความสำคัญกับแพทย์ประจำทีมด้วยการกำหนดไว้ในกติกาหลักที่เรียกว่า Law of the game โดยห้ามกรรมการไล่แพทย์ประจำทีมออกจากข้างสนามไม่ว่าในกรณีใดๆ หากไม่มีใครที่มีความรู้ความสามารถทำหน้าที่แทนแพทย์ประจำทีมได้อย่างเท่าเทียม

แต่เสียดาย… วงการฟุตบอลไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับการแพทย์อย่างจริงจัง

วิทยาศาสตร์การกีฬา ไม่ใช่แค่ใช้ตอนวอร์มอบอุ่นร่างกาย หรือคลายกล้ามเนื้อหลังซ้อมหรือแข่ง และแม้กระทั่งแจกวิตามิน อาหารเสริม

แต่ วิทยาศาสตร์การกีฬา คือการทำให้นักกีฬามีความสมบูรณ์พร้อมที่สุด และเหมาะสมสำหรับแผนการเล่นของโค้ช

การฝึกเพื่อพัฒนาร่างกายให้มีความฟิตมากขึ้นนั้น สามารถทำได้ด้วยการเพิ่มความเข้มข้น และความหนักของการฝึกซ้อม เพราะร่างกายจะพัฒนาจากขีดจำกัดเดิมได้นั้นจำเป็นที่ต้องให้มีการฝึกซ้อมที่หนักจนทะลุขีดจำกัดเดิมนั้น

ยกตัวอย่างง่ายๆ ที่สุดน่าจะเป็นการฝึกซ้อมวิ่งระยะไกล ที่ไม่ควรซ้อมวิ่งแบบเดิมๆ ทุกๆ วันเพราะจะเป็นการสร้างความคุ้นเคยจนร่างกายสร้างกำแพงขึ้นมาให้ยากต่อการฝ่ากำแพงไปได้

ทางที่ดีจึงควรซ้อมวิ่งในระยะที่ต่างกันไปแต่ละวัน หรือวิ่งในความเร็วที่ต่างกันไปในแต่ละวันด้วย จะทำให้ร่างกายไม่สร้างกำแพงขีดจำกัดขึ้นมา ดังนั้นถ้าหากต้องการวิ่งไกลขึ้น เราก็ซ้อมวิ่งไกลขึ้น ถ้าหากต้องการวิ่งเร็วขึ้น เราก็ซ้อมวิ่งในความเร็วที่มากขึ้น เหมือนกับต้องท้าทายร่างกายให้มากขึ้น

การวางโปรแกรมการฝึกซ้อมที่เริ่มตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาลจนถึงระหว่างฤดูกาลที่ยาวนานจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก ฟุตบอลลีกไม่สำคัญแค่ทีมไหนจะเริ่มต้นนัดแรกของฤดูกาลได้ดีกว่ากันเท่านั้น แต่สำคัญที่การยืนระยะทำผลงานที่ดีต่อเนื่องได้ทั้งฤดูกาลต่างหาก

ขอให้ทุกท่านติดตามรับชมทีมโปรดกันอย่างมีความสุขนะครับ

“พี่หมอเอก”

พรีเมียร์ลีก

 

อัพเดท ตลาดซื้อขายนักเตะ พรีเมียร์ลีก 2018/19

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports