ตกรอบแรกเรียบร้อยสำหรับ ทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 16 ปี ในศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ที่ประเทศมาเลเซีย โดยมีผลงาน แพ้ ญี่ปุ่น 2-5, ชนะ มาเลเซีย 4-2 และ แพ้ ทาจิกิสถาน 1-2 ในเกมตัดสินชี้ชะตาการเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย เพื่อต่อยอดหวังลุ้นตั๋วลุยเวิลด์คัพ ชุดอายุไม่เกิน 17 ปี ที่ประเทศเปรู ในปีหน้า

อะไรบ้างที่เป็นบทเรียน อะไรบ้างที่ทำได้ดีขึ้น อะไรบ้างที่ต้องปรับปรุงแก้ไข
แล้วทีมชาติไทย ชุดเยาวชนชุดนี้ อยู่ที่จุดไหนของทวีปเอเชีย
ลองไปหาคำตอบกัน….

 

– การเตรียมทีมก่อนทัวร์นาเมนต์ นับว่าดี


เริ่มต้นตั้งแต่เรื่องของการเตรียมทีม เตรียมบุคลากร ของทีมชุดนี้ สำหรับผม ถือว่าสอบผ่าน เพราะมีเกมอุ่นเครื่องยิบย่อยให้ลองทีมตลอด พวกเขาผ่านการเป็นแชมป์ ฟุตบอลอุ่นเครื่อง ชุด ยู-17 ที่ประเทศจีน, ผ่านศึกชิงแชมป์อาเซียน 2018 โดยจบที่รองแชมป์ และผ่านการเก็บตัวที่ประเทศสเปน พร้อมกับมีเกมอุ่นเครื่องหลายนัด จากการสนับสนุนจาก ลา ลีกา สเปน

ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเด็กชุดเดิมๆ ที่เล่นด้วยกันมานาน เล่นกันอย่างเข้าขารู้ใจ ผ่านการถ่ายทอดระบบการเล่นโดย “โค้ชดาท” ธงชัย รุ่งเรืองเลิศ เฮ้ดโค้ช วัย 32 ปี ที่มีดีกรีเป็นโค้ชโปรไลเซนส์อายุน้อยที่สุดของอาเซียน

 

– ระบบ 4-2-3-1 ของ “โค้ชดาท”


ฟอร์เมชั่นของ “โค้ชดาท” ที่เลือกใช้งาน คือ 4-2-3-1 ซึ่งเป็นฟอร์เมชั่นเดียวกับ ทีมแชมป์โลกสองสมัยหลังสุด (เยอรมัน และ ฝรั่งเศส) โดย “โค้ชดาท” ชื่นชอบการทำทีมแบบ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า และ เจอร์เก้น คล็อปป์ นั่นคือ เล่นบอลกับพื้น จู่โจมเร็ว ความฟิตต้องถึง เพรสซิ่งทันทีเมื่อสูญเสียการครอบครองบอล

แต่บางครั้ง ก็เป็นดาบสองคม สำหรับเด็กอายุแค่ 15-16 ปี จากตัวอย่างที่เห็นในสามเกมที่ผ่านมา นั่นคือ พอเราเล่นระบบเดียวกันกับ ญี่ปุ่น ที่เขาเล่นได้ดีกว่า เนียนกว่า ความฟิตถึงกว่า จู่โจมเร็วกว่า โอเคหละว่า เรายิงเขาได้ 2 ประตู แต่ก็ต้องเสีย 5 ประตูเช่นเดียวกัน

ส่วนเกมกับมาเลเซีย เราสามารถจบสกอร์ได้ดีกว่า และปิดเกมด้วยชัยชนะ 4-2 ซึ่งนับเป็นนัดที่เล่นดีสุด นั่นเป็นเพราะ มาเลเซียเหลือ 10 คน และพวกเขาไม่มีสมดุลของเกมที่ดีเท่าไทย เมื่อเล่นเกมรุกใส่กัน เฉกเช่นเดียวกับ เวลาทีมชาติไทย เล่นเกมรุกสู้กับ ญี่ปุ่น ฉันใดก็ฉันนั้น

สำหรับเกมกับ ทาจิกิสถาน นั้น เห็นได้ชัดว่า เขารู้ว่า เราจะเล่นอย่างไร และมีตัวไหนของทีมชาติไทย ที่อันตรายบ้าง ซึ่งเขาคงไปศึกษามาพอสมควร และหาวิธีการกำราบจุดเด่นของเราซะอยู่หมัด ด้วยเกมรับที่แน่นหนา บวกจังหวะโต้กลับที่ได้เสียวทุกครั้ง

นั่นหมายความว่า ระบบ 4-2-3-1 ที่ “โค้ชดาท” ใช้ในตอนนี้ ยังทำได้เพียงแค่ชนะทีมจากอาเซียนเท่านั้น ยังไม่สามารถเอาชนะทีมจากเอเชียตะวันออกอย่าง ญี่ปุ่น หรือทีมที่มีร่างกายแข็งแรงเหมือนยุโรปอย่าง ทาจิกิสถาน ได้

หลังจากนี้ ผมยังสนับสนุนให้ใช้ระบบเดิม แต่ต้องรักษาเกมรับให้มากกว่านี้ บวกกับต้องฟิตกว่าเดิม เพรสซิ่งให้หนักได้มากกว่าเดิม เคลื่อนที่ต้องเร็วกว่าเดิม และจู่โจมเร็วกว่าเดิมด้วย

ฝึกฝนกันต่อไปครับ กับระบบเดิม…

 

– ไม่ห่วงหน้า แต่พะวงหลัง

7 ประตูจาก 3 เกม นับว่ายอดเยี่ยมมากๆ เลยนะสำหรับเกมรุก ที่สามารถยิงได้ทุกเกม ด้วยผลงานของ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา 4 ประตู และวรากร ทองใบ อีก 2 ประตู ที่เป็นตัวชูโรง

แต่กองหลัง และเกมรับนี่สิ ที่แม้แต่มาเลเซีย ยังเสียถึงสองประตู และเสียรวมไปถึง 9 ลูกจาก 3 เกม สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนในสามเกมนี้คือ ตัวสกรีนแดนกลางในแบบฉบับกองกลางตัวรับที่ตัดเกมได้เฉียบขาด ยังไม่มีการปรากฏให้เห็น แผงกองกลางเป็นเหมือนแค่ตัวสวิตซ์บอล และถ่ายเทบอลไปมาเฉยๆ เพื่อรอเคลื่อนบอลเร็วเข้ากรอบเขตโทษในจังหวะจู่โจม

กองกลางตัวรับ สำคัญมากๆ ครับ ในฟุตบอลสมัยนี้ ซึ่งเอาง่ายๆ ทีมชาติฝรั่งเศส ที่เพิ่งได้แชมป์โลก นักเตะที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง คือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ทั้งที่เป็นกองกลางตัวรับ นั่นเป็นเพราะ เขาทั้งสามารถตัดบอลได้ สกรีนเกมรุกคู่แข่งได้ และเปลี่ยนเกมรับเป็นเกมรุกได้ดีด้วย

อีกสิ่งหนึ่งที่นอกเหนือจาก “กองกลางตัวรับ” นั่นคือ เกมรับทั้งแผงของทีมชาติไทย ที่ต้องพยายามนำบทเรียนไปสอนตัวเอง พร้อมสั่งสมประสบการณ์ให้มากกว่านี้ เพราะมีให้เห็นทั้ง การสกัดบอลไม่ขาด การปล่อยบอลตกพื้น การจ่ายบอลเข้ากลางแล้วโดนตัด การยืนตำแหน่ง การหลุดตัวประกบ การถูกจ่ายบอลคัตแบ็ค ฯลฯ ที่ทำให้โดนลงโทษได้ตลอดเวลา

นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ มิโลวาน ราเยวัช ก่อนเข้ามาทำทีมชาติไทย และดูเทปของทีมชาติไทย แล้วบอกว่า จุดอ่อนของนักเตะไทย คือ เมื่อคิดว่าตัวเองเล่นเกมรุกได้ดี ก็จะลืมเกมรับ

เกมรับ คือ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เกมรุก

 

– ความแข็งแกร่งกับทีมนอกอาเซียน



ฟุตบอล เป็นกีฬาปะทะ ซึ่งหนีไม่พ้นอยู่แล้วกับการต้องสร้างความแข็งแกร่ง และสร้างกล้ามเนื้อ ดูได้จากเกมสุดท้าย เห็นได้ชัดเลยว่า พอเจออากาศร้อน และต้องดวลกับทีมที่เล่นเกมรับเป็นหลัก และสู้ด้วยความแข็งแกร่งมาตลอดอย่าง ทาจิกิสถาน ก็ทำให้เห็นถึงความแตกต่างว่า ความแข็งแกร่งระดับอาเซียน กับ ความแข็งแกร่งระดับเอเชีย นั้นแตกต่างกันแค่ไหน

สมาธิ, ความเหี้ยม, ความเก๋า, แรงกดดัน, ความเคี่ยวของจิตใจ, ความเครียด, ความกังวล : เรื่องนอกสนามก็สำคัญ

จิตวิทยาแบบเรียลไทม์ในสนาม เป็นสิ่งสำคัญมากที่ทีมชุดนี้ต้องพยายามสร้างขึ้นมา อย่างในเกมกับญี่ปุ่น น้องๆ แสดงให้เห็นถึงความพยายาม และใจไม่ฝ่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี แม้จะพ่ายแพ้ขาดลอยก็ตาม

แต่ในเกมกับทาจิกิสถาน เห็นได้ชัดว่า ทีมชาติไทย หลังจากที่โดนขึ้นนำ ก็ไม่สามารถเล่นได้ในเกมที่ถนัด กลับกลายเป็นพยายามโยนเข้าทำบ่อยครั้งมากกว่า พยายามพาบอลทำชิ่งเข้าไป นั่นหมายถึงการไม่เป็นตัวของตัวเอง ที่พยายามเล่นบอลไดเร็กต์ มากกว่า บอลพาสส์แอนด์มูฟ

เครียด / กังวล / กระวนกระวาย / ร้อนใจ / อยากตีเสมอ ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ขึ้นอย่างมากมาย

และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ “ความเก๋า และความเหี้ยม” ในการปิดเกม หลังจากตีเสมอได้ ทีมชาติไทยซึ่งกุมความได้เปรียบ เสมอคือเข้ารอบ แต่ด้วยความเหี้ยมไม่พอ เก๋าไม่พอ และไม่ยอมเซตบอลคอนโทรล ดันเล่นเหมือนเดิม คือ เกมรุกเป็นหลัก กลับกลายเป็นดาบสองคม บอลไปเข้าทางปืนทาจิกิสถาน นั่นทำให้พวกเขาสูญเสียโอกาสการเข้ารอบทันทีที่เสียประตูที่สอง

 

– ประสบการณ์จะเป็นบทเรียนสอน “โค้ชดาท”

“ทฤษฎีไม่สำคัญเท่าประสบการณ์”

ต้องยอมรับว่า โค้ชดาท ในวัย 32 ปี ได้บทเรียนไปเยอะมากจากเกมนี้ เขาอาจจะทำทีมได้เป็นระบบมากขึ้น เพรสซิ่งได้ดีขึ้น ความฟิตมากขึ้น ยิงประตูได้ดี เกมรุกโอเคขึ้น เพียงแต่นี่คือฟุตบอลระดับเอเชียจริงๆ ที่นอกจากเกมรับที่ต้องปรับปรุง แล้ว ยังต้องเพิ่มเติมเรื่องของการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเกมด้วย

เฉพาะหน้าในเรื่องของการสร้างจิตวิทยาที่ต่อนักเตะ
เฉพาะหน้าในเรื่องของการแก้เกมกับหมากที่มาแก้เราได้ซะอยู่หมัด
เฉพาะหน้าในเรื่องของการแก้เกมหลังกุมความได้เปรียบ ที่อาจจะต้องยอมเล่นเกมรับมากขึ้นบ้าง

อายุของโค้ชดาท ยังน้อยอยู่ ไม่มีใครไม่เคยผิดหวังครับ และบทเรียนครั้งนี้จะทำให้เขาสั่งสมกลายเป็นประสบการณ์ เมื่อรวมกับทฤษฎีเต็มหัวแล้ว ผมเชื่อว่า โค้ชดาท จะเก่งขึ้นกว่านี้แน่นอน

 

– สามผ่านให้กับ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา

ช้างศึกU16

นักเตะที่ดูดีมาอนาคตที่สุดของทีมชาติไทยชุดนี้ ที่เรียกว่าเป็น “เพชรเม็ดงาม” เลยก็ว่าได้ นั่นคือ วันเดอร์คิดอย่าง “เจ้าแบงค์” ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา เจ้าของตำแหน่งนักเตะอายุน้อยที่สามารถยิงในไทยลีกได้

ด้วยวัยเพียง 15 ปีเศษ และผ่านลีกสูงสุดมาแล้ว เขาแสดงให้เห็นว่า เมื่อเล่นกับนักเตะที่อายุเท่ากัน เขาก็สามารถทำประตูได้ทั้งสามเกม จำนวนสี่ลูก

เจ้าแบงค์ ทั้งบังบอลได้ สวิตซ์บอลได้ ไล่บอลเมื่อเสีย สั่งเพื่อนได้ มีความมุ่งมั่น มีมุมานะ และมีแพสชั่นสุดๆ กับเกม หลังจากที่เห็นคราบน้ำตาของน้องแบงค์

น้องแบงค์ มีคุณสมบัติที่ดีของกองหน้าทั้งหมด คือ สามารถยิงได้แบบหลากหลาย และจบสกอร์ได้เด็ดขาด ทั้งยิงฟรีคิก, ลากไปจบเอง, เข้าฮอสส์ หรือแม้แต่การปั่นเข้าเสาไกล

… ทั้งหมดคือสิ่งที่ผมเห็นจากผลงานของน้องๆ และทีมสต๊าฟฟ์โค้ชทั้งหมดของชุดนี้ ซึ่งขอตัดสินว่า ทีมชาติไทย ชุดนี้ มีบางอย่างที่ดี สำหรับอาเซียน แต่ในระดับเอเชีย หลายอย่างยังเป็นโจทย์ที่ต้องแก้ เพื่อให้ได้คำตอบที่ดีที่สุด ในอนาคต อย่างที่เราเคยฝันไว้

สู้ต่อไปครับ เพื่อรอวันนั้น วันที่เราจะได้ฉีกยิ้มเต็มที่ จะมาถึงสักที

 

“จอน”

 

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports