แม้การแข่งขันจะยังไม่จบสมบูรณ์ แต่ทวีปเอเชีย ก็ได้ 4 ตัวแทนที่คว้าตั๋วลุยศึก ฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่ประเทศเปรู ในปีหน้า เรียบร้อยแล้ว หลังจาก ญี่ปุ่น, ทาจิกิสถาน, เกาหลีใต้ และ ออสเตรเลีย ฉลุยผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศ ของศึกฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี ประจำปี 2018 ที่ประเทศมาเลเซีย ได้สำเร็จ

เบอร์หนึ่งของทวีป? ม้ามืดจากเอเชียกลาง? กองทัพพลังโสม? แข็ง ใหญ่ สไตล์ยุโรป?
4 ทีมเหล่านี้ เล่นแบบไหนกัน ถึงได้ไปฟุตบอลโลก รุ่นเล็กที่สุด ภายใต้การจัดการแข่งขันโดย สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เราลองมาเจาะแทคติกไปทีละทีมกันเลย….

 

ทีมชาติญี่ปุ่น

Image : ฟุตบอลทีมชาติไทย

: ระบบที่ดี และการพัฒนาต่อเนื่องในระดับเยาวชน

4-2-3-1 คือ ระบบพื้นฐานของทีมชาติญี่ปุ่น ที่ใช้งานกับทุกชุด และแน่นอน พวกเขาก็นำมาใช้กับชุดอายุไม่เกิน 16 ปี นี้ด้วย

ระบบการเล่น เป็นจุดเด่นของ “ทัพซามูไรบลูส์” ทุกชุดในทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว พวกเขาเริ่มต้นพัฒนาเยาวชนตั้งแต่รากฐาน ภายใต้ศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชนแห่งชาติที่กระจายอยู่ 4 แห่งทั่วแดนอาทิตย์อุทัย นั่นทำให้พวกเขามีทรัพยากรจำนวนมากพอให้เลือกใช้สอย จับเข้าลงล็อก ลงสเปคในระบบที่ตั้งเอาไว้

และเมื่อได้นักเตะที่เหมาะสมกับทั้งระบบ และฝีเท้าดี รวมกับนักเตะจากอะคาเดมี่อื่นๆ ก็กลายเป็น 23 ขุนพลที่ใช้งานในศึกชิงแชมป์เอเชียครั้งนี้

ทีมชาติญี่ปุ่น เปิดสนามด้วยการถล่ม ทีมชาติไทย 5-2 พวกเขาแสดงให้เห็นถึง “ความมากกว่า” ที่มีในทุกด้าน กับทีมที่ใช้ระบบเดียวกัน แม้จะโดน “ช้างศึกน้อย” ลูบคมได้ก่อน 1-0 เร็วตั้งแต่นาทีแรก ทั้งการจ่ายวันทัชที่ดีกว่า จ่ายบอลฉลาดกว่า เคลื่อนที่รอรับบอลได้ดีกว่า เพรสซิ่งได้เหนือกว่า ฟิตกว่า จู่โจมรวดเร็วในจังหวะฉาบฉวยกว่า แน่นอนกว่า คมกว่า และที่สำคัญ แนวรับผิดพลาดน้อยกว่าด้วย

แม้นัดต่อมา พวกเขาจะเก็บได้แค่แต้มเดียวกับ ทาจิกิสถาน ด้วยผลเสมอ 0-0 แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาเปลี่ยนทีมแทบยกชุดจาก 11 ตัวจริงกับทีมชาติไทย และเจอเกมอุดแบบมหาอุตม์ของทัพทาจิกิสถาน

นัดสุดท้าย ก็ไม่มีอะไรยากสำหรับ ญี่ปุ่น กับการเจอทีมจากอาเซียนอย่าง มาเลเซีย แม้จะเป็นเจ้าภาพก็ตามที หลังสามารถบดเอาชนะไปได้ 2-0

รอบ 8 ทีมสุดท้าย ทีมชาติญี่ปุ่น โคจรมาพบกับ โอมาน เศรษฐีน้ำมันที่โดดเด่นในเรื่องฟุตบอลเด็กในทวีปเอเชีย ซึ่ง “ทัพซามูไรบลูส์น้อย” ก็มีแกว่งเล็กน้อย หลังจากจบครึ่งแรก เสมอกับ โอมาน 1-1 เพราะในเกมวันนั้น ทีมชาติญี่ปุ่น มีอาการเกร็งเล็กน้อย และเหมือนกับว่า เกมบุกไม่ได้ดูวูบวาบเท่าเดิม หากเจอเกมรับที่แน่นหนา แต่ท้ายที่สุด ทำนบของ โอมาน ก็มาแตกพ่ายจนได้ ในนาทีที่ 81 หลังจากที่ญี่ปุ่น พยายามโหมเข้าใส่อย่างหนัก จนมาประสบความสำเร็จ ในวิธีการ เล่นเกมรุกจากด้านข้าง ก่อนหักเข้ากลางในกองหน้าเข้าฮอสส์ ทำประตู

นี่แหละ “ญี่ปุ่น” ทีมมหาอำนาจลูกหนังของเอเชียตัวจริงเสียงจริง…

 

ทาจิกิสถาน

Image : ฟุตบอลทีมชาติไทย

: ทิ้งความพ่ายแพ้ แล้วมุ่งไปข้างหน้า ด้วยเกมรับที่ดี

อุบัติเหตุลูกหนังในเกมแรกกับ มาเลเซีย ที่ทาจิกิสถาน พ่ายแพ้ไปย่อยยับด้วยสกอร์ 2-6 นั่นทำให้พวกเขาแทบถูกกาชื่อทิ้งจากสารบบทีมที่คาดว่าจะได้ไปฟุตบอลโลก ยู-17 ปีหน้าเลย แต่หลังจากนั้น พวกเขาก็แสดงให้เห็นว่า เกมวันนั้นมันเป็นเพียงอุบัติเหตุ และการเล่นบนพื้นสนามเปียกโชก ไม่ใช่ทางที่พวกเขาถนัด ซึ่งพวกเขาละทิ้งความพ่ายแพ้ไปได้อย่างสุดยอด ไม่มีสั่น หรือมีผลในเกมต่อมาแต่อย่างใด

ทาจิกิสถาน เล่นเกมรับสุดติ่งกระดิ่งแมวใส่ ญี่ปุ่น และพวกเขาก็ได้ 1 แต้มที่ต้องการจากผลเสมอ 0-0 กับทัพอาทิตย์อุทัย

เกมสุดท้ายกับ ทีมชาติไทย … ทาจิกิสถาน มีเป้าหมายเดียวนั่นคือ “ชัยชนะ”
แต่พวกเขาจะทำอย่างไรกันเล่า ในเมื่อพวกเขาเล่นเกมรับเป็นหลัก
ทาจิกิสถาน โชว์ให้เห็นว่า เกมรุกของทีมที่เล่นเกมรับ นั่นคือ สวนกลับ ต้องแน่นอน และดุดัน

พวกเขาสร้างสรรค์โอกาสได้มากมายในช่วง 30 นาทีแรก ทั้งที่ปล่อยให้ทีมชาติไทย ได้ครองบอล ซึ่งน้องๆ ทัพช้างศึก ที่ทำประตูไม่ได้ ได้แค่ป้วนเปี้ยนหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนจะโดนตัดบอลไปหลายครั้ง จนสุดท้าย ทีมชาติไทย ก็โดนลงโทษจนได้ในนาทีที่ 38 จากความผิดพลาดของผู้รักษาประตูเป็นส่วนประกอบด้วย

จากนั้น ทาจิกิสถาน ที่ถูกมองว่าเป็นทีมรองบ่อน ก็งัดไม้เด็ดที่นอกจากแค่การเล่นเกมสวนกลับอย่างดุดัน นั่นคือ การเล่นเกมที่โชว์ไปด้วยความเก๋า ในช่วงเวลาที่ผลสกอร์กำลังได้เปรียบ

แทคติกซื้อเวลา แทคติกแอบอิงพิงพักบอลหลังจากลูกบอลถูกไดเรกต์มาจากแนวรับ เพื่อทำลายเวลา และเอาฟาวล์กินแดน สิ่งเหล่านี้ ทำลายเวลาให้กับทีมชาติไทย ที่ร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงเวลาที่ยังถูกนำ 0-1

แม้ว่า ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา จะมายิงประตูได้ในนาทีที่ 81 จากลูกฟรีคิกสองจังหวะ แต่สุดท้าย ทาจิกิสถาน ก็ยังคงเล่นเหมือนเดิม นั่นคือ ตั้งรับ และสวนกลับ โดยจะเป็นการสวนกลับที่ไดเรกต์บอลเร็วขึ้นด้วยซ้ำ ก่อนจะสามารถยิงขึ้นนำอีกครั้งในนาทีที่ 84 ซึ่งคราวนี้ มันมีเรื่องของสมาธิเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยจะเห็นได้ว่า แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบอีกครั้ง และเหลือเวลาเพียงไม่ถึง 10 นาที แต่ทางทาจิกิสถาน กลับไม่ดูเครียดมากนัก พวกเขาตั้งสมาธิได้เร็ว และเล่นเกมของตัวเองได้ ไม่ได้สะเปะสะปะอย่างที่คิด กลับกลายเป็นทีมชาติไทยด้วยซ้ำที่เสียสมาธิ จนเสียประตูอีกครั้ง

เกมสุดท้าย นัดชี้ชะตากับ เกาหลีเหนือ ที่มีความแข็งแกร่งของร่างกายกับความฟิตเป็นจุดเด่น ทางด้านทาจิกิสถาน ก็มาสูตรเดิม นั่นคือ “ตั้งรับ และสวนกลับ” และก็ได้ประตูขึ้นนำอย่างใจคิด ตั้งแต่นาทีที่ 14

แม้จะถูกตีเสมอในนาทีที่ 69 จนต้องดวลจุดโทษตัดสินกับ “โสมแดง” เพื่อหาทีมที่ได้ไปฟุตบอลโลก แต่การดวลลูกโทษก็เห็นได้ชัดเลยว่า พวกเขาเตรียมตัวมาดีมาก สมกับเป็นทีมที่ตั้งเป้าเสมอ 0-0 เป็นหลัก เพราะสามารถยิงเข้าได้ทั้ง 4 คนที่มีโอกาส และเซฟได้ถึงสองประตูด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลก็ได้ทำให้ ทาจิกิสถาน สัมผัสกับฟุตบอลโลก ยู-17 อีกครั้ง ในรอบ 12 ปี หลังจากเคยคว้าอันดับสามมาแล้วในศึก ยู-16 ชิงแชมป์เอเชีย เมื่อปี 2006

ซึ่งครั้งนั้น พวกเขาก็เล่นแบบนี้แหละ และสามารถพลิกล็อกเอาชนะ เกาหลีใต้ 1-0 ได้ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วย

 

ออสเตรเลีย

: ไม่ใช่แค่ใหญ่กว่า แข็งกว่า แต่ต้องหลากหลายด้วย

ใครหลายคน อาจจะติดภาพทีมชาติชุดใหญ่ของออสเตรเลีย ในยามที่เล่นกับทีมในเอเชีย พวกเขามักจะใช้ทีเด็ดจากลูกโหม่ง ลูกบอมบ์เป็นหลัก ด้วยสรีระสไตล์ยุโรปที่สูงใหญ่กว่าชาวเอเชีย (เหมือนกับตอนที่ทีมชาติไทย พ่ายแพ้ ออสเตรเลีย 0-4 เมื่อศึกเอเชี่ยนคัพ 2007 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เกมนั้น ทีมชาติไทย แพ้ความสูงใหญ่ และลูกโด่งอย่างแท้จริง)

แต่จริงๆ แล้วในเรื่องของฟุตบอลเด็ก หลังจากที่ออสเตรเลียได้เข้ามาอยู่ในสารบบฟุตบอลภายใต้การจัดแข่งขันโดย สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) พวกเขาก็เจ็บไปไม่น้อยเลย เพราะอะไร นั่นเป็นเพราะ ลูกโด่งในฟุตบอลเด็กนั้น ไม่ได้กินขาดมากเท่ากับในฟุตบอลผู้ใหญ่ เนื่องจาก เยาวชน ยังไม่สามารถโหม่งทำประตูได้แบบติดเรดาร์เท่ากับนักเตะอาชีพที่มีประสบการณ์การควบคุมทิศทางของลูกบอลได้ดีกว่า

“ออสเตรเลีย ครั้งที่แล้ว ตกรอบแรกด้วยการพ่ายแพ้ทุกเกม ซึ่งแพ้แม้กระทั่ง เวียดนาม และ คีร์กีซสถาน”

ครั้งนี้พวกเขากลับมาใหม่ ด้วยการตั้งเป้า เป็น 1 ใน 4 ของทวีปเอเชียให้ได้ และก็ทำได้สำเร็จ โดย ออสเตรเลีย เริ่มต้นจากการพ่ายแพ้ เกาหลีใต้ 0-3 ในเกมแรก แต่หลังจากนั้น ตามทรง และตามฟอร์ม พวกเขาก็บดเอาชนะ อิรัก 2-1 และถล่ม อัฟกานิสถาน ได้ 4-0 ในเกมสุดท้าย

ก่อนต้องมาพบ อินโดนีเซีย ในเกมชี้ชะตา รอบ 8 ทีมสุดท้าย ซึ่งเป็นเกมที่สำคัญอย่างยิ่ง โดย อินโดนีเซีย ชุดนี้ น่าสนใจมาก พวกเขามีกราบสองข้างที่รวดเร็ว ใช้บอลด้านข้างเข้าโจมตีเป็นหลัก และมีบอลไดเร็กต์จากแนวลึกเป็นอีกหนึ่งจุดเด่น ซึ่งเพิ่งสามารถคว้าแชมป์ ยู-16 ชิงแชมป์อาเซียน ในประเทศของตนเองได้สำเร็จ โดยเอาชนะทีมชาติไทย ได้ในการดวลลูกโทษที่จุดโทษมาในรอบชิงชนะเลิศ

ก่อนเกมดังกล่าวจะเริ่มต้น บูกิตจาลีล สเตเดี้ยม สนามกีฬาแห่งชาติของมาเลเซีย เชื่อหรือไม่ว่า มีแฟนบอลอินโดนีเซีย บินตามมาเชียร์ “ทัพการูด้า” ที่พวกเขารักถึงเกือบ 14,000 คน ซึ่งจริงๆ มันก็เกินหมื่นคนมาตั้งแต่นัดที่เสมอกับ เวียดนาม และ อินเดีย แล้วด้วยซ้ำ ทั้งที่เจ้าภาพ มาเลเซีย เอง เวลาแข่ง ยังมีแฟนบอลเข้ามาไม่ถึง 1 หมื่นคนด้วยซ้ำ

“เด็กๆ “ซ็อคเกอร์รูส์” ออสเตรเลีย กำลังเจอบททดสอบ
ทั้งในเรื่องของฟุตบอล และแฟนบอลของอินโดนีเซีย”

เกมดังกล่าว สู้กันด้วยแทคติก พละกำลัง และความเร็ว โดย อินโดนีเซีย ลูบคม “ออสซี่” ได้ก่อน จากการยิงของ “ซิโก้” เด็กพรสวรรค์สูงที่พวกเขาหวังไว้ และ “การูด้าน้อย” ก็เขยิบเข้าใกล้เวิลด์คัพอย่างยิ่ง หลังสามารถจบครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

แต่ท้ายที่สุด ออสเตรเลีย ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่า พวกเขาไม่ได้มีดีแค่ลูกโด่ง เมื่อสามารถทำสามประตูได้ในช่วงเวลาห่างกันแค่ 23 นาที ในช่วงครึ่งหลัง (น.51, 65 และ 74) และสกอร์ 3-1 ในช่วงที่เหลือ 15 นาทีสุดท้าย แทบจะเป็นสกอร์ที่ดับฝันทัพอิเหนาได้เลย

ประตูแรกเกิดจากลูกโด่ง ประตูที่สองเกิดจากลูกแทงทะลุช่องเข้ากรอบเขตโทษทางฝั่งซ้าย และประตูที่สาม มาจากการเล่นเกมสวนกลับ ในเวลาที่พื้นที่ด้านหลังของอินโดนีเซีย เปิดสุดๆ ก่อนที่จะพาบอลเข้าไปจบสกอร์ได้อย่างสุดคม

3 ประตู ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง ว่าออสเตรเลีย ในการพัฒนาฟุตบอลเยาวชนนั้น ไม่ใช่แค่บอมบ์ บอมบ์ บอมบ์ เหมือนเมื่อช่วงแรกที่พวกเขาเคาะประตูมาเยือนเอเชีย นั่นเป็นเพราะ พวกเขาเริ่มรู้ว่า “ที่นี่ เอเชีย ที่ๆ ไม่ใช่จะผ่านไปได้ง่ายๆ” และต้องสร้างพิษสงให้รอบด้าน ไม่เช่นนั้น ก็อาจจะตกรอบแรกได้เหมือนเดิม

 

เกาหลีใต้

: เกมรุกคือเกมรับที่ดีที่สุด และพลังโสมที่ฟิตไม่มีหมด

เกาหลีใต้ คือ ทีมสุดท้ายของทวีปเอเชียที่คว้าตั๋วลุยศึกฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ในปีหน้า พวกเขามีสถิติที่สมบูรณ์แบบที่สุด หลังเอาชนะได้ 3 นัดรวดทีมเดียวในรอบแรก และไม่เสียประตูอยู่ทีมเดียวจนถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย แถมยิงได้เกิน 10 ประตูอยู่ทีมเดียว (13 ประตูจาก 4 เกม)

ชนะ ออสเตรเลีย 3-0
ชนะ อัฟกานิสถาน 7-0
ชนะ อิรัก 2-0
ชนะ อินเดีย 1-0

นี่คือผลงานทั้งหมดของ เกาหลีใต้ ซึ่งผมมีโอกาสได้ชมเกมของ เกาหลีใต้ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่เอาชนะ อินเดีย แม้จะเป็นชัยชนะเพียงแค่ 1-0 ก็ตามที แต่ก็เป็นเกมที่พวกเขาบุกใส่อยู่ข้างเดียว เป็นฟุตบอลวันเวย์เลยก็ว่าได้ โดยในครึ่งแรก แทบไม่เห็นโกลของเกาหลีใต้เลยด้วยซ้ำ

เกาหลีใต้ ชุดนี้ จุดเด่นนั่นคือ “ความฟิต” และการแย่งบอลกลับมาครอบครองได้เร็วมากๆ พวกเขาไล่บอลตั้งแต่แดนหน้า เพื่อให้ลูกบอลอยู่กับทีมตัวเองให้มากที่สุด เป็นพื้นฐานอย่างแรกของการเล่นเกมรับเลย เพราะเกมรุก คือเกมรับที่ดีที่สุด ตราบใดที่คุณยังครอบครองบอล ก็ยากที่จะเสียประตู

แล้วพอครอบครองบอล จะทำอย่างไรต่อ??

เกาหลีใต้ชุดนี้ มีการเข้าทำที่หลากหลายสุดๆ พวกเขาต่อบอลเท้าสู้เท้าก็ได้ ใช้เกมโอเวอร์แล็ปโจมตีก็ดี ลูกโด่งก็ได้ เก็บกินในจังหวะผิดพลาดของกองหลังก็ดี และที่มองแล้วเด่นมากๆ เหมือนที่พวกเขาทำให้เห็นในฟุตบอลโลกที่ผ่านมาในทีมชาติชุดใหญ่ คือ บอลไดเร็กต์จากแนวลึก แล้วให้กองหน้าพักบอล ก่อนจะหาตัวสอดเข้ามาหวังทำประตู จังหวะแบบนี้มีบ่อยมากๆ เลยสำหรับทีมชาติเกาหลีใต้ชุดนี้ ที่กลายเป็นตัวเต็งหนึ่งไปแล้วสำหรับทัวร์นาเมนต์นี้ เพราะพวกเขาได้เจอกับ ทาจิกิสถาน ในรอบ 4 ทีมสุดท้าย ซึ่งจะเป็นการฟาดฟันกันระหว่าง ทีมที่มีเกมรุกโดดเด่น กับ ทีมที่มีเกมรับดุดัน จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามชม….

 

“จอน”

 

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports