ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ท่ามกลางเหล่าสตาร์ในอาเซียนที่ตบเท้าเข้ามาร่วมฟาดแข้งรายการนี้กันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะนักเตะจากลีกที่ว่ากันว่าดีที่สุดในภูมิภาคนี้อย่าง ไทยลีก ที่เปรียบเสมือนแหล่งสะสมนักเตะระดับท็อปของชาติต่างๆ ในแถบนี้ แน่นอน หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของนายทวารเจ้าของความสูงถึง 191 เซนติเมตรของทัพ “แข้งเทพ” ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด และ “ดิ อัซกาล” หรือทีมชาติฟิลิปปินส์ อย่างแน่นอน

“ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด”

 

 

ปีแรกที่ไม่ธรรมดาของ ไมเคิ่ล ฟาลเคสการ์ด ?

นายด่านทีมชาติฟิลิปปินส์รายนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่ทาง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด หมายมั่นปั้นมือที่จะดึงเพื่อเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในแนวรับของทีมที่เป็นปัญหามาหลายซีซั่น จนอาจจะส่งผลกระทบต่อโทรฟี่แชมป์

แม้เจ้าตัวอาจจะออกสตาร์ทได้ไม่ค่อยสวยงามนัก เปรียบเสมือนเส้นทางชีวิตคนเราที่ย่อมต้องพบเจอทางขรุขระบ้าง แต่ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของ “แข้งเทพ” รายนี้ ก็สามารถปรับตัว และเรียกความมั่นใจได้เร็วทันควัน ก่อนจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่า เขามาเพื่อยกระดับทีมหลังช่วยลดจำนวนประตูที่ทีมเสียไปมากกว่า 20 ประตู หากเทียบกับฤดูกาลที่ผ่านมา ถือเป็นคำตอบชัดเจนว่า เขานี่แหละ คืออีกหนึ่งคีย์แมนสำคัญในแนวรับของทีมเลยก็ว่าได้

“สำหรับผม ปีแรกกับการเดินทางมาเล่นในไทยลีกถือเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมครับ เรา (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด) จบด้วยตำแหน่งรองแชมป์ และสามารถผ่านเข้าไปเล่นในรอบคัดเลือกของ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก”

“ทุกๆ วันของผมในไทยลีกคือการพัฒนาตัวเอง คือการเรียนรู้ ถ้าถามผมว่าพอใจกับผลงาน และฟอร์มการเล่นของตัวเองมั๊ย ผมพอใจนะกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ยังไม่ใช่ที่สุด เพราะผมอยากพาทีมไปอยู่ในจุดที่สูงกว่านี้ นั่นคือการคว้าโทรฟี่แชมป์ ผมอยากจะพาทีมเก็บชัยชนะให้ได้มากกว่านี้ ลดความผิดพลาด และเสียประตูให้น้อยกว่านี้ เพื่อลดช่องว่างระหว่างเรา (ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด) กับ บุรีรัมย์ นั่นคือสิ่งที่ผมต้องทำการบ้านอย่างหนักเพื่อพาทีมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ในฤดูกาลหน้า”

ด้วยประสบการณ์การเล่นฟุตบอลอาชีพในเดนมาร์ก รวมถึงเคยผ่านการติดธงรับใช้ทัพ “โคนม” มาเกือบทุกรุ่นในระดับเยาวชน ฟาลเคสการ์ด ใช้จุดแข็งตรงนั้นเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเกมรับของ “แข้งเทพ” ที่ต้องยอมรับว่าเป็นจุดอ่อนมาโดยตลอด จาก 57 ประตูที่ทีมเสียไปในฤดูกาล 2017 มาวันนี้ นายด่านลูกครึ่งเดนมาร์ก-ฟิลิปปินส์ พาต้นสังกัดเสียประตูน้อยลงถึง 21 ประตู (ในลีก) ตอบแทนความไว้วางใจทั้งจากกุนซือผู้นิยมเกมรุกเป็นชีวิตจิตใจอย่าง มาโน่ โพลกิ้ง

การเข้ามาของคุณ ทำให้ทีมเสียประตูน้อยลงถึง 21 ลูก คุณคือจิ๊กซอว์ที่มาเติมเต็มเกมรับของทีม ?

“ผมดีใจมากๆ ที่ได้ยิน ได้เห็นฟีดแบคดีๆ หลังจากก้าวเข้ามาสู่สโมสรแห่งนี้ หลายๆ คนยกเครดิตว่าผมเข้ามาช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยลง แต่จริงๆ แล้ว ผลงานเกมรับที่ดีขึ้นในฤดูกาลนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นจากผมคนเดียว แต่มันคือการทำงานกันเป็นทีม โดยเฉพาะแนวรับ”

“ผมหวังว่าเพื่อนๆ แนวรับทุกคน รวมถึงตัวผมเองจะสามารถรักษามาตรฐานการเล่นของตัวเอง และทำผลงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม จริงอยู่ที่เราอาจจะใช้เวลากันสักพักในการปรับจูนการสื่อสาร และความเข้าใจ แต่ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า หลังจากเกมที่เราบุกไปเอาชนะ การท่าเรือ (0-3) ทุกอย่างดูลงตัวขึ้น จนเราสามารถรักษาคลีนชีตได้ถึง 4 จาก 5 นัดต่อมาในลีก”

“ผมเองถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากแฟนบอลเยอะมาก ผมถูกตั้งคำถามมากมาย โดยเฉพาะในช่วงแรกของฤดูกาล ผมเสียประตูทุกนัดที่ลงสนาม (7 นัดแรกที่ ไมเคิ่ล ลงเฝ้าเสา ทรู แบงค็อกฯ เสียไป 13 ประตู) มันคือช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่โชคดีที่ผมเองมีกำลังใจที่ยอดเยี่ยม ทุกคนในทีมไม่เคยทิ้งผม แฟนบอลของทีมยังหนุนหลังผม ปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้สำคัญมากๆ ในการที่นักฟุตบอลสักคนจะเรียกความมั่นใจกลับคืนมาให้กับตัวเองอีกครั้ง”

“เพื่อนๆ ในแนวรับอย่าง มิก้า (มิก้า ชูนวลศรี), เอเวอร์ตัน หรือ ทอม (มานูเอล ทอม เบียห์ร) ล้วนแต่มีส่วนช่วยให้ผมเรียกความมั่นใจกลับคืนมา พวกเขาทำงานกันหนักทั้งในสนาม และการฝึกซ้อม การกระตุ้น ความเชื่อมั่นที่มีให้ต่อกัน คือที่มาของการเสียประตูที่น้อยลง”

ขอบคุณภาพ : True Bangkok United

“การเสียประตูน้อยลง หรือการรักษาคลีนชีตอาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกสิ่ง แต่มันก็คงจะดีถ้าอย่างน้อยผมสามารถช่วยให้ทีมเสียประตูน้อยลงในปีหน้า เพื่อที่ทุกคนจะได้โฟกัสกับเกมรุกได้อย่างเต็มที่ และเติมเต็มด้วยโทรฟี่แชมป์ ผมว่าคุณคงเคยได้ยินคำว่า เกมรุกจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์ ผมว่าคำนี้ๆ จริงแท้ที่สุด มันคือความจริง และเราจะทำให้มันเป็นจริงให้ได้”

“แม้ว่าฤดูกาลนี้เพิ่งจะจบลง แต่ตัวผมเอง รวมถึงเพื่อนร่วมทีมคงไม่หยุดที่จะเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ ไทยลีก 2019 ผมมั่นใจว่า ด้วยทีมเวิร์คอันยอดเยี่ยม บวกกับทัศนคติฟุตบอล และความเป็นมืออาชีพของทุกๆ คนใน ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด เอาตรงๆ ผมคิดว่าเรามีโอกาสไปถึงตำแหน่งแชมป์ได้นะ”

ขอบคุณภาพ : True Bangkok United

“การสื่อสาร” ปัญหาโลกแตกของแนวรับ

แม้ว่า ฟาลเคสการ์ด จะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี แต่อย่าลืมว่าวงการลูกหนังบ้านเรานั้นล้วนแต่อุดมไปด้วยนักเตะหลากหลายเชื้อชาติ บางคนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ บางทีมเลือกใช้ภาษาไทยเป็นหัวใจหลักในการสื่อสารเท่านั้น จนส่งผลต่อผลงานโดยรวมของแนวรับทีมนั้น แต่ประเด็นนี้ นายด่านรายนี้เผยว่า ไม่ใช่ปัญหา หรือข้ออ้างในการปรับตัวกับต้นสังกัดใหม่อย่าง ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด แต่อย่างใด

“ผมโชคดีที่มีเพื่อนร่วมทีมดีๆ ที่คอยช่วยเหลือผมในการปรับตัว โดยเฉพาะเพื่อนๆ ที่เล่นแนวรับด้วยกันอย่าง มิก้า (มิก้า ชูนวลศรี) เขาคือลีดเดอร์ของทีมเลยก็ว่าได้ (หัวเราะ) มิก้า คล้ายๆ กับผู้นำที่คอยสั่งการ กระตุ้น และบัญชาการเกมรับร่วมกับ เอเวอร์ตัน อยู่ตลอดเวลา ยามที่ทุกคนตื่นตัวในสนาม ผมเองก็พลอยรู้สึกแบบนั้นไปด้วย แน่นอนว่าผมเองพยายามที่จะเรียนรู้ภาษาไทยเพิ่มเติมเพื่อใช้ในสนามด้วยเช่นกัน ผมไม่อยากให้ตัวเองมีข้อจำกัดอะไร เพราะผมมองว่าฟุตบอลเป็นภาษาสากลอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน คุณต้องเข้าใจ และปรับตัวกับมันได้ ฉะนั้นจุดนี้คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับผมแต่อย่างใด”

เรียนรู้อะไรจาก “มาโน่ โพลกิ้ง”

“สิ่งที่ผมเรียนรู้จาก มาโน่ ตลอดฤดูกาลแรกในไทยลีกก็คือ เขาเป็นโค้ชที่เข้ามาปฏิวัติแทคติก และรูปแบบการเล่นในไทย มาโน่ มีแทคติกที่เยอะมากๆ แต่วิธีที่ชัดเจนที่สุดคือ การเซตบอลเพื่อขึ้นเกมรุกตั้งแต่พื้นที่หน้าปากประตู นั่นคือเริ่มตั้งแต่ตัวผมเลย นั่นคือความแตกต่างของ มาโน่ กับโค้ชคนอื่นๆ ในไทย ทุกๆ คนจะเห็นว่าเราผ่านบอลกันเยอะมาก เพื่อสร้างสรรค์โอกาสในแต่ละครั้ง ซึ่งมันเป็นอะไรที่ค่อนข้างละเอียด และต้องอาศัยความเข้าใจแทคติกจริงๆ เราไม่ได้เล่นรูปแบบวางบอลยาวไปที่หน้าปากประตูเพื่อฝากความหวังไว้ที่ใครสักคนในการจบสกอร์”

“มาโน่ มีความสามารถในการดึงศักยภาพแฝงที่อยู่ในตัวของแต่ละคนให้ออกมา พร้อมกับเติมเต็มทุกคนด้วยพลังงานดีๆ ผมเองแฮปปี้ที่ได้ร่วมงานกับเขา และมีความสุขกับแทคติกที่ มาโน่ เลือกใช้ เขาคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจย้ายมาอยู่กับ ทรู แบงค็อกฯ”

ขอบคุณภาพ : True Bangkok United

ทีมชาติฟิลิปปินส์ กับสองรายการใหญ่ทั้ง ซูซูกิ คัพ และเอเชียน คัพ

“ซูซูกิ คัพ เป็นรายการที่เรา (ทีมชาติฟิลิปปินส์) ตั้งความหวังไว้สูง แม้เรารู้ว่าต้องเจอทีมแกร่งอย่าง ไทย ก็ตาม แต่ผมมองว่านักเตะฟิลิปปินส์หลายๆ คนก็มีประสบการณ์ในการเจอกับนักเตะไทยมาแล้ว การเล่นที่รัดกุม และเล่นตามแทคติกที่โค้ชวางไว้ หัวใจที่กล้าหาญในสนาม รวมถึงความมุ่งมั่นจะทำให้ ฟิลิปปินส์ ลงตัว และดีพอที่จะไปถึงเป้าหมายสูงสุดนั่นคือการคว้าแชมป์ในรายการนี้ และมันคงจะดีเอามากๆ ถ้าเราสามารถเอาชนะทีมชาติไทยได้ (หัวเราะ) ผมรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็คงไม่ยากจนเกินไปถ้าเราเต็มที่กับมัน”

“ทีมชาติไทยคือทีมที่ดีที่สุดในรายการนี้อย่างไม่ต้องสงสัย พวกเขาเต็มไปด้วยนักเตะระดับคุณภาพจากลีกที่ดีที่สุดในอาเซียน แต่ในโลกของฟุตบอล ทุกอย่างเกิดขึ้นได้เสมอ บางทีในเกมที่ต้องเจอกัน มันอาจจะเป็นวันที่ดีของเรา (ฟิลิปปินส์) และอาจจะเป็นวันที่ย่ำแย่ของพวกเขา (ไทย) ก็เป็นได้ ไม่มีใครเก่งไปตลอดกาล คุณลองดูทีมอย่าง บาร์เซโลน่า หรือ เรอัล มาดริด แม้พวกเขาจะมีสตาร์อยู่เต็มทีม แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาจะแพ้ไม่เป็น ผมมองว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ใน ซูซูกิ คัพ เพราะทุกทีมมีมาตรฐานที่ไม่ห่างกันมากนัก”

“ทุกคนรู้ว่า ไทย ชุดนี้มีนักเตะจาก ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด อยู่หลายคน ผมยังแอบคิดนะ ถ้าผมสามารถพา ฟิลิปปินส์ คว้าแชมป์ได้ ผมเองก็คงไม่หยุดที่จะพูดแซวถึงเรื่องนี้ในทุกๆ วันที่เจอกับพวกเขาช่วงปรีซีซั่นแน่ๆ (หัวเราะ)”

“ส่วนอีกรายการต่อเนื่องอย่าง เอเชียน คัพ 2019 ผมคิดว่าผลงานของ ฟิลิปปินส์ ใน ซูซูกิ คัพ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เราสร้างเซอร์ไพรส์ที่ ยูเออี (สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์) ได้ แม้ว่าเราจะอยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างหนักมากๆ เรามีทั้ง จีน ที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นทีมระดับท็อปของเอเชีย รวมถึงขาประจำฟุตบอลโลกอย่าง เกาหลีใต้ แต่เรายังมีหวังผ่านเข้าสู่รอบต่อไปเพราะทีมที่จบอันดับที่สามยังมีโอกาสอีกถึงสี่ทีม”

“บางทีฟุตบอลมันก็ไม่สามารถคาดเดาอะไรได้มาก ฟุตบอลมีทั้งวันที่ดี และย่ำแย่ แต่ ฟิลิปปินส์ จะพยายามพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า เราเองก็มีดีพอ และพร้อมจะทำให้แฟนบอลทุกคนมีความสุขไปกับการลงเล่นกับทีมที่เต็มไปด้วยคุณภาพ เอเชียน คัพ คือโอกาสที่ดีที่จะทำให้ทุกคนได้รู้จักทีมชาติฟิลิปปินส์ มากขึ้นกว่าที่รู้จักแค่ทีมบาสเกตบอล ซึ่งเป็นกีฬาอันดับ 1 ของเรา”

พลังใจจากแฟนบอลชาวไทย

“เป็นอะไรที่มหัศจรรย์เอามากๆ แฟนบอลชาวไทยมีแพสชั่น มีความอินกับเกมในสนามเต็มเปี่ยม และที่สำคัญ พวกเขาไม่เคยทอดทิ้งทีม จะแพ้ หรือชนะ เขาก็ยังอยู่เคียงข้างทีมเสมอ ผมมีความสุขมากๆ ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง และลงเล่นให้กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ครับ”

ไม่น่าเชื่อจากคนที่ถูกมองเป็นเป้าโจมตีถึงการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด หลายคนสบประมาท และปรามาสว่า ฟาลเคสการ์ด คือความล้มเหลวในการเสริมทัพของ “แข้งเทพ” จะสามารถพัฒนาตัวเอง พร้อมเก็บเอาคำวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้นมาเป็นแรงผลักดันจนทำให้ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ขยับเข้าใกล้โทรฟี่แชมป์ขึ้นมาอีกก้าว

ด้วยการเสริมทัพอย่างหนักหน่วง นักเตะระดับสตาร์อย่าง ทริสตอง โด, พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา, ดาวดวงใหม่แห่งวงการลูกหนังไทยอย่าง อานนท์ อมรเลิศศํกดิ์ หรือจะเป็นหัวหอกจอมถล่มประตูอย่าง เนลสัน โบนีญ่า นี่ยังไม่นับแข้งตัวหลักที่ยังอยู่กันครบ ไม่แน่ว่า บางที ฟาลเคสการ์ด อาจจะทำฝันของแฟนๆ “แข้งเทพ” ให้เป็นจริง ด้วยการพาทีมผงาดคว้าโทรฟี่แชมป์ไทยลีก 2019 ดั่งที่เจ้าตัวตั้งใจเอาไว้ ส่วนความเป้าหมายกับทีมชาติฟิลิปปินส์ของเจ้าตัวนั้น ผมขอยกให้เป็นของทีมชาติไทยละกันนะครับ ไมเคิ่ล (ฮา)

หมุนนาฬิกานับถอยหลังรอ ไทยลีก 2019 ได้เลยครับ ระอุแน่…

“บก.เก้น”

ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports