ผ่านพ้นไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำหรับสัปดาห์ที่ 8 ของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และเข้าสู่สัปดาห์ทีมชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทำให้หลายๆ ทีมได้เข้าสู่ช่วงพัก แน่นอนว่า มันมีทั้งทีมที่อยากพัก และทีมที่อยากเล่นต่อเพราะฟอร์มกำลังดี และฟอร์มกำลังร้อน

และนี่ก็เป็นเรื่องราวที่เราได้เรียนรู้มา ในพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ…

 

มูรินโญ่ ยังมีมนต์ขลัง

AP Photo/Jon Super

ไม่รู้ว่าเพราะการ #SaveMourinho หรือว่าการสู้ตายถวายหัวโดยไม่มีนัยยะอื่นใด ที่ทำให้ทีม “ปีศาจแดง” ไล่ยิง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แบบไม่ไว้หน้าในครึ่งหลัง และกลับมาเก็บชัยชนะได้อย่างเหลือเชื่อ จนหลายคนเอาไปเทียบกับเกมพบ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปีก่อนเลยทีเดียว

การเล่นของ ยูไนเต็ด ในนัดนี้มันแสดงให้เห็นว่า ถ้าเอาจริงๆ พวกเขาจะทำ “ก็ทำได้” แต่อะไรที่ทำให้พวกเขาไม่ทำ เล่นเหยาะแหยะเหลาะแหละ ขนาดแฟนบอลก็ยังมองเห็น และไม่พอใจ

คือจริงๆ แล้ว แฟนบอลที่อังกฤษไม่ได้เพ่งเป้าไม่พอใจ โชเซ่ มูรินโญ่ อย่างเอาเป็นเอาตายเหมือนแฟนบอลในสยามประเทศ ตรงกันข้าม แฟน “ยูไนเต็ด” ให้การสนับสนุน “เฮียมู” อย่างหนาแน่นด้วย และมองวิกฤตของทีมในช่วงที่ผ่านมา (รวมถึงช่วงนี้) ว่าเป็นความผิดของบอร์ดบริหาร และตัวนักเตะมากกว่า

โชคดีในโชคดี ที่หลังพวกเขาชนะได้ ก็ยังมีเวลาในการตั้งสติจากช่วงพักเบรกทีมชาติ มูรินโญ่ ต้องหาทางปลุกใจนักเตะแบบที่เขาทำได้ในเกมวันนั้น และทำให้ได้ตลอดฤดูกาล หาไม่แล้ว ฤดูกาลของเขา อาจจะจบเร็วกว่านักเตะคนอื่นๆ แน่นอน

 

ลิเวอร์พูล – แมนฯ ซิตี้ ชัยชนะของใคร ?

AP Photo/Rui Vieira

ถึงจะจบลงด้วยสกอร์ 0-0 แต่เกมนี้ก็ถือเป็นเกม 5 ดาวอีกเกม และเป็นเกมที่สมศักดิ์ศรีการเป็นทีมระดับ “ลุ้นแชมป์” ของทั้ง 2 ทีมเป็นอย่างยิ่ง

แต่ถ้ามองตามที่กูรูต่างประทศมอง เขาเห็นว่า ยกนี้ คนที่ได้ชัยเป็น แมนฯ ซิตี้… แน่นอน หลายคนอาจจะมองว่า พวกเขาควรเป็นฝ่ายสูญเสียมากกว่า เพราะว่าเขาไม่ได้ 3 คะแนนเต็ม จากการที่ ริยาด มาห์เรซ พลาดลูกที่จุดโทษ กลายมาเป็นได้ 1 คะแนนแทน

แต่กูรูเหล่านี้มองว่า ลิเวอร์พูล ได้เสียจุดแข็งที่สำคัญที่สุด คือเกมในบ้านไปแล้ว พวกเขามองว่า “หงส์แดง” ควรได้ 3 คะแนนเต็มมากกว่า เพราะที่ว่าถ้าเกิดจับพลัดจับผลูไปพ่ายที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม จะยังถือว่าเจ๊ากันไปได้ เพราะก็รู้ๆ กันอยู่ว่าเกมในบ้านของ ซิตี้ แกร่งแค่ไหน

แต่ที่เด็ดสุด มีคนไปถาม แกรี่ เนวิลล์ กูรูของสกายสปอร์ตส์ว่า ผลเสมอแบบนี้ เป็นชัยชนะของใคร เขาตอบว่า… “เชลซี”

 

อาร์เซน่อล ยังไม่หยุดร้อน

AP Photo/Kirsty Wigglesworth

ฟอร์ม อาร์เซน่อล ชั่วโมงนี้ถ้าพูดว่า “ฟอร์มแชมป์” คงจะไม่เกินไป แน่นอน เขาอาจจะแพ้ แมนฯ ซิตี้ กับ เชลซี มาในช่วงเปิดฤดูกาล แต่อย่าลืมว่า ปัจจุบัน เขาตามจ่าฝูง (ทั้ง 3 ทีม) อยู่แค่ 2 คะแนนเท่านั้น และพรีเมียร์ลีกไม่ได้ตัดสินด้วยกฏเฮดทูเฮด !!!

แน่นอน อาร์เซน่อล เสียประตูไปแล้วถึง 10 ประตู ถือเป็นสกอร์ที่ค่อนข้างสูง แต่อย่าลืมว่า มันมีช่วงที่พวกเขาทำยังไงก็เสียประตู เก็บคลีนชีตไม่เคยจะได้ แต่เมื่ออะไรเริ่มเข้าที่ ทีมทำเกมบุกน่ากลัว คู่แข่งก็ยำเกรง พวกเขาเก็บคลีนชีตได้ถึง 2 จาก 3 นัดหลัง

เหนือไปกว่านั้น ประตูได้เสียพวกเขาดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะใน 6 นัดหลังทุกรายการ พวกเขายิงไปแล้ว 19 ประตู แถมทั้ง 6 นัดเป็นการชนะคู่แข่งมากกว่า 2 ลูกขึ้นไป และจาก 6 นัดดังกล่าว เป็นเกมพรีเมียร์ลีกเสีย 3 นัด กดไป 9 ประคู เสียเพียงแค่ลูกเดียว

ถ้าบอกว่า พรีเมียร์ลีก วัดกันที่ประตูได้เสีย เหนือ เฮดทูเฮด ชั่วโมงนี้ พวกเขาก็น่ากลัวสุดแล้วจริงๆ

 

คาร์ดิฟฟ์ สมชื่อตัวเต็งตกชั้น

AP Photo/Kirsty Wigglesworth

ไม่บ่อย ที่จะพูดถึงทีมหนีตกชั้น แต่การนั่งดูในทีมในโซนล่างมาตลอด 8 สัปดาห์ที่ผ่านมา สารภาพตามตรงว่า คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ มีแววตกชั้นมากที่สุดแล้ว

ในตอนเปิดฤดูกาล “บลูเบิร์ด” ก็ถูกมองว่าเป็นเต็งหนึ่งตกชั้นอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นหลายคนอาจจะยังไม่ปักใจเชื่อความเห็นของกูรูมากนัก แต่เมื่อเกมดำเนินไปเกิน 1 ใน 5 ของฤดูกาล เราก็ถึงเวลาต้องยอมรับแล้วว่า พวกเขา เป็นบอล “ไม่มีอะไร” อย่างแท้จริง

เมื่อเทียบกับทีมที่มี 2 คะแนนเหมือนกันอย่าง นิวคาสเซิ่ล ทีม “สาลิกาดง” ยังมีความพยายามในการ “ยื้อ ยุด ฉุด กระชาก” ให้คู่แข่งมาตกที่นั่งลำบากได้ไม่ว่าจะเป็นทีมใหญ่แค่ไหนก็ตาม ถึงสุดท้าย พวกเขาจะปราชัย และยังไม่ชนะใคร แต่เราเห็นความเป็นไปได้บางอย่างในทีมนี้ เพราะปัญหาที่ ราฟาเอล เบนิเตซ ต้องเจอคือกองหน้าจบสกอร์ไม่ค่อยจะดีเท่าที่ควรเท่านั้น ส่วนเกมรับ พวกเขาทำได้ดีทีเดียว

แต่ คาร์ดิฟฟ์ เอง นอกจากเกมบุกจะบู่ ยิงได้แค่ 4 ประตูจาก 8 เกม เกมรับที่เหนียวแน่น (พอสมควร) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทีมหนีตกชั้นต้องมี พวกเขายังไม่มีด้วย เพราะพวกเขาเสียไปแล้วถึง 17 ประตู ถึงแม้จะเสียน้อยกว่า ฟูแล่ม แต่ทีมเจ้าสัวน้อย ยังมีเกมรุกที่มาทดแทนเกมรับอันย่ำแย่ของพวกเขาอยู่

ทว่า คาร์ดิฟฟ์ ไม่มี…

สรุปสั้นๆ คือ คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ เป็นทีมที่เกมบุกก็แย่ เกมรับก็แย่ แถมแทคติกของ นีล วอร์น็อค ในการแก้เกม ก็ใช้ไม่ได้ผล ทำให้หาทางสว่างในการหนีตกชั้นปีนี้ยังไม่เจอจริงๆ

ถ้าทีมจากเวลส์ทีมนี้อยากจะอยู่รอดต่อไปใน พรีเมียร์ลีก เราควรจะต้องเห็น “ความเปลี่ยนแปลง” เกิดขึ้นเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

 

“พรีเมียร์ลีก” ที่ดุเดือด กลับมาแล้ว !!!

จากผลเสมอของ ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และชัยชนะของ เชลซี ทำให้เมื่อผ่าน 20% ของลีกอังกฤษในฤดูกาลนี้ เราได้เห็นลีกที่สูสีกลับมาอีกครั้ง ด้วยการมีผู้นำที่มี 20 คะแนนอยู่ถึง 3 ทีม

เท่านั้นยังไม่พอ ผู้ตามมาในอันดับที่ 4 และ 5 อย่าง อาร์เซน่อล และท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก็ใช่ว่าจะโดนทิ้งห่าง พวกเขาตามหลังมาแค่ 2 คะแนนเท่านั้น และถึงจะเป็นม้านอกสายตา แต่เชื่อว่าชั่วโมงนี้ไม่มีใครกล้ากาชื่อ 2 คู้ปรับแห่งลอนดอนเหนือทิ้งในการลุ้นตำแหน่งแชมป์แน่นอน

มานั่งนึกๆ ย้อนดูก็นึกไม่ออกจริงๆ ว่า ครั้งสุดท้ายที่การขับเคี่ยวของ พรีเมียร์ลีก สูสีขนาดขี้ มันคือเมื่อไหร่ เพราะระยะหลัง ถ้าทีมไหนจะคว้าแชมป์ จะมีราศีจับ ฟอร์มดีโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ทีมเดียวเท่านั้น (อย่างดีก็ 2 แล้วมาเบียดกันช่วงปลาย)

แน่นอน มันอาจจะเร็วเกินไป ถ้าเราจะบอกว่า 5 ทีมนี้ จะได้ลุ้นแชมป์กันถึงบั้นปลาย แต่ทว่า อย่างน้อยสีสันของสิ่งที่เรียกว่า “ฟุตบอลลีก” ก็ทำให้เราได้ลุ้นกันสนุกอีกครั้ง

ถ้าถามว่า ฟุตบอลลีกลุ้นไม่สนุกเป็นอย่างไร ไม่ต้องอื่นไกล หันไปมองตาราง กัลโช่ เซเรีย อา และลีกเอิง ตอนนี้ดูสิครับ…

“Mr.BOSTON”

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports