เกมอุ่นเครื่องระดับ A-Match ในช่วงฟีฟ่าเดย์ เดือนตุลาคม ปี 2018 ซึ่งเป็นเกมเยือนเกมแรกของทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ในปีนี้ ก็ได้จบลงแล้ว ด้วยชัยชนะ หลังบุกไปเฉือน ทีมชาติฮ่องกง 1-0 จากประตูชัยของ ฟิลิป โรลเลอร์ ถึงสนาม มงก๊ก สเตเดี้ยม

ทีมชาติไทย

เกมเยือนเกมแรกของปี ก่อนสองศึกใหญ่ ทั้งเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 และ เอเชี่ยนคัพ 2019
การเก็บคลีนชีตในเกมเยือน สองกุชชี่แกงค์ กับการลงสนามทีมชาติไทย ชุดใหญ่ครั้งแรก การจัดตัวโดยไร้นักเตะจากลีกต่างประเทศ ทั้งเจ ลีก ญี่ปุ่น และลีกรอง เบลเยี่ยม

ผลงานของทีมชาติไทย จากมุมมองของผม จะเป็นเช่นไร เราลองไปสำรวจสิ่งที่เกิดขึ้นกัน…

 

11 ตัวจริง ดูดีมีสไตล์

ทีมชาติไทย

เรียกเสียงฮือฮาได้ไม่น้อยกับการจัดทัพมาในระบบ 4-3-3 ของทีมชาติไทย ในเกมนี้ โดยเริ่มต้นจาก ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ในตำแหน่งผู้รักษาประตู ตามด้วยแผงแบ็คโฟร์ ฟิลิป โรลเลอร์ ในตำแหน่งแบ็คขวา และการจับคู่กันในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟของ มานูเอล ทอม เบียห์ และ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ที่ได้รับบทบาทกัปตันทีม ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ครั้งแรกในชีวิต ซึ่งเป็นนักเตะจากนครราชสีมา มาสด้า เอฟซี คนแรกด้วยที่ได้ทำหน้าที่นี้ ส่วนแบ็คซ้าย ก็เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก กรกช วิริยะอุดมศิริ จอมคอร์สบอลจาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

กองกลางสามคน ก็น่าดูชมเลย นำมาโดยตัวตัดเกมอย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ตัวโฮลด์ดิ้งบอลอย่าง สรรวัชญ์ เดชมิตร และ เกมรุกเป็นหน้าที่ของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ฮาร์ดแมนจากบางกอกกล๊าส เอฟซี

และที่น่าสนใจที่สุด ก็คือสามประสานในเกมรุก ที่ใส่เต็มทั้ง ชนานันท์ ป้อมบุบผา, ศศลักษณ์ ไหประโคน ที่ได้ลงตัวจริงนัดแรก และ ศุภชัย ใจเด็ด เด็กหนุ่มวัยย่าง 20 ปี ที่ได้ประเดิมสนามนัดแรกก็เป็นตัวจริงเลย ซึ่งนับเป็นความกล้าใช้งานสามนักเตะแนวรุกที่ผลงานดีมากกับสโมสร พร้อมๆ กัน

การเริ่มต้นที่น่าสนใจเริ่มขึ้นตั้งแต่เห็นทีมชีต!!

 

ประตูแรกมาเร็ว และสามสิบนาทีแรกที่ดี

ทีมชาติไทย

เรียกได้ว่าเป็นการบุกครั้งแรกเลยก็ว่าได้ของทีมชาติไทย และได้ประตูเลยตั้งแต่ผ่านไปแค่ 1 นาทีเศษๆ จากการหลุดเข้าไปยิงในกรอบเขตโทษทางฝั่งขวาของ ฟิลิป โรลเลอร์

นับว่าเป็นหมากที่ดี ที่ใช้ตัวทะลุทะลวงเร็ว ต่อสู้กับแนวรับของ ฮ่องกง ที่แม้จะเป็นนักเตะโอนสัญชาติมาเกือบทั้งหมด ซึ่งตัวใหญ่ตามสไตล์ยุโรป และแอฟริกา แต่ก็มีจุดด้อยที่ความช้า และอายุที่มาก (ส่วนใหญ่เกิน 30 ปีแล้วทั้งนั้น) ซึ่งการเล่นกับ ฮ่องกง ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมทีม ที่จะต้องเจอกับ สิงคโปร์ ที่เป็นทีมจอมโอนสัญชาติของอาเซียน ในศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018

ประตูแรกมาเร็ว และเป็นประตูแรกกับทีมชาติไทย ของ ฟิลิป โรลเลอร์ ด้วย จากการลงสนามไปแล้ว 5 เกม หลังจากนั้น 20-25 นาที ต่อมา ทีมชาติไทย ก็โชว์การเข้าทำที่หลากหลายใช้ได้ เพราะมีอาวุธที่แตกต่างกันในการเข้าทำ

ทีมชาติไทย

ศศลักษณ์ ทะลุทะลวงดี และมีจังหวะได้กดด้วยซ้ายในกรอบเขตโทษด้วย แต่ไม่ดีพอ (นาทีที่ 32)
ฟิลิป โรลเลอร์ ความเร็วจัดจ้านดี
ชนานันท์ เก็บบอลได้ดี และกระชากเข้ากรอบเขตโทษทางฝั่งซ้ายได้ดี
กรกช ก็โอเวอร์แล็ปสวยๆ หลายครั้ง
ศุภชัย ที่แม้จะไม่สามารถรีดศักยภาพออกมาได้เท่ากับตอนอยู่บุรีรัมย์ แต่สำหรับผม ผมชอบไอเดียการลงมาล้วงบอล และสวิตซ์ไปด้านข้างในหลายๆ จังหวะของ “เจ้าอาร์ม”
ฐิติพันธ์ ดุดันเหมือนเดิม แต่ยังต้องเพิ่มความชัวร์ในจังหวะสุดท้าย
สรรวัชญ์ โฮลด์ดิ้งบอลด้วยสมอง (แม้จะมากจังหวะในบางครั้ง)
ธนบูรณ์ กับตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขา ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง

แต่ทั้งหมด นั่นคือเหตุการณ์ในช่วง 30 นาทีแรกเท่านั้น

 

ฟุตบอลไดเรกต์, บอมบ์ลูกกลางอากาศ และ เพรสซิ่งหนักหนา

ทีมชาติไทย

หลังจากที่บดไปบดมา แต่ไม่ได้ลูกที่สองสักที ทีมชาติไทย ก็โดนฮ่องกง รุกคืนด้วยจุดเด่นของพวกเขา นั่นคือ ลูกกลางอากาศ ทั้งจากโอเพ่นเพลย์ และฟรีคิก ฮ่องกงพยายามใช้วิธีการเล่นฟุตบอลน้อยจังหวะ หรือพูดง่ายๆ คือ โยนจากบริเวณกลางสนามเข้าไป จนเกือบได้ประตูจากลูกโหม่งที่ชนเสา และอีกหลายครั้งที่โหม่งออกไปเอง

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่เกิดขึ้นในช่วง 15 นาทีหลังของครึ่งแรกเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นเป็นช่วงๆ ในครึ่งหลังด้วย โดยเมื่อฮ่องกง เริ่มเปลี่ยนตัวสำรองลงมา ซึ่งมีความสดมากกว่าเก่า พวกเขาก็ใช้วิธีเพรสซิ่งในแดนกลางด้วย เพื่อทำให้ได้บอลคืนไปบอมบ์อย่างเร็ว ซึ่งอีกอย่างนึงที่ผมเห็นก็คือ กรรมการค่อนข้างปล่อยเกม ในจังหวะการตัดบอลเอาคืนของฮ่องกง ทำให้พวกเขามีโอกาสบอมบ์มากทีเดียว เพียงแต่ได้แค่เสียวไปเสียวมาเท่านั้น

 

โอกาสของตัวสำรอง และการทำหน้าที่ในวันนี้

เริ่มต้นครึ่งหลัง มิโลวาน ราเยวัช เริ่มต้นเปลี่ยนเกมรุกก่อน 2 ตำแหน่ง ส่วนเกมรับยังคงเหมือนเดิมทุกประการ โดย สุมัญญา ปุริสาย และ ปกรณ์ เปรมภักดิ์ เป็นสองนักเตะตัวสำรองที่ได้โอกาสลงสนามก่อนใครเพื่อน และต้องยอมรับว่า 45 นาทีหลังของพวกเขา ทำได้ไม่ดีเท่ากับที่ สรรวัชญ์ เดชมิตร และ ศศลักษณ์ ไหประโคน สามารถโชว์ฟอร์มได้

ทีมชาติไทย

สุมัญญา โดนเพรสเร็ว และยังไม่มีโอกาสสร้างสรรค์เกมรุกได้เหมือนกับที่เคยทำได้ในทีม ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ส่วน ปกรณ์ เปรมภักดิ์ ที่นอกจากลูกครอสจากกราบขวาให้กับ ชนานันท์ ในช่วงต้นครึ่งหลังนั้น เขาก็ไม่สามารถสร้างโอกาสสวยๆ ได้อีกเลย โดยมีจังหวะพยายามกระชากบอล 2-3 ครั้ง ที่ไม่ผ่านด้วย

ปกเกล้า อนันต์ และ อดิศักดิ์ ไกรษร ได้โอกาสลงสนามช่วง 15 นาทีสุดท้าย โดยปกเกล้า ถือว่าทำได้ตามมาตรฐาน แต่ในช่วงเวลาที่เหลือนั้น บอลส่วนใหญ่อยู่กับเท้าของฮ่องกง นั่นทำให้เขามีโอกาสโชว์ของน้อยเกินไป ส่วน “เจ้ากอล์ฟ” อดิศักดิ์ การกลับมาครั้งนี้ของเขา สิ่งแรกที่ต้องไฟต์เลยนั่นคือ การสร้างความแข็งแกร่ง เพราะจากที่เห็น เขายังไม่สามารถเก็บบอล เบียด หรือบังบอลได้เท่ากับก่อนหน้าที่จะเจ็บยาวเมื่อช่วงต้นปี

ส่วนอีกสองรายสุดท้าย ทั้ง นูรูล ศรียานเก็ม แทนที่ของ ศุภชัย ใจเด็ด ในนาทีที่ 88 และ อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ที่แทนที่ของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ในช่วงทดเจ็บนาทีสุดท้าย นั้น ต่างก็มีเวลาอยู่ในสนามน้อยจนเกินไป จนดูเหมือนว่าจะเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวฆ่าเวลาเท่านั้น แต่ก็น่ายินดีที่วันนี้ สองดาวรุ่งจากกุชชี่แกงค์ อย่าง อานนท์ และ ศุภชัย ได้ประเดิมสนามในทีมชาติไทย ชุดใหญ่นัดแรกพร้อมๆ กัน

 

ชัยชนะตามเป้า แต่ยังมีอะไรให้ปรับก่อนศึกใหญ่ปลายปี

ราเยวัช

โอเคว่า เมื่อกางรายละเอียดไปทีละ 10-15 นาที มันก็มีช่วงเวลาที่ดี และมีช่วงเวลาที่เล่นไม่ดี รวมถึง มีนักเตะที่โชว์ผลงานน่าประทับใจ โดยเฉพาะ ฟิลิป โรลเลอร์ ที่วันนี้เด่นมาก แต่สุดท้ายแล้ว ผลสกอร์ 1-0 ซึ่งเป็นชัยชนะในเกมอุ่นเครื่องนัดเยือนตามเป้าหมาย พร้อมกับเก็บคลีนชีตได้สำเร็จ ก็ถือว่าเป็นนัดที่ทีมชาติไทย สามารถ “เอาตัวรอด” ไปได้อย่างหวุดหวิด เพราะท้ายเกมต้องยอมรับว่า แอบเสียวโดนตีเสมออยู่เหมือนกัน

ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 3 ปี ที่แล้ว ทีมชาติไทย เพิ่งอุ่นเครื่องกับ ฮ่องกง ในฐานะเจ้าบ้าน ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยได้ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จากลูกโทษที่จุดโทษ และในเกมนั้น มีนักเตะอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีราทร บุญมาทัน และ ธีรศิลป์ แดงดา อยู่ในสนามด้วย ภายใต้การคุมทีมของ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ซึ่งในเกมดังกล่าว ทีมชาติไทย ไม่ได้เล่นเหมือนวันนี้ เพราะเจอความอุดของ ฮ่องกง เกือบทั้งเกม (ทีมชาติไทย บุกกระหน่ำเลย เมื่อ 3 ปีที่แล้ว)

ฉะนั้น ชัยชนะเท่ากัน ในเกมเยือนในวันนี้ ก็ถือว่าไม่เสียหาย เพียงแต่เมื่อนำเร็วแล้ว อาจจะต้องเสริมในจังหวะทีเด็ดทีขาดในการสวนกลับมากขึ้น หากตั้งใจใช้วิธีตั้งรับเป็นหลัก

และทุกอย่างก็ต้องแก้ไขให้ได้ ก่อนศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ด้วย เพราะจะไม่มี “เจ, มุ้ย, อุ้ม, ตอง” เหมือนเช่นเกมในวันนี้…

 

“จอน”

 

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports