วันเวลาหมุนเวียนผ่านไปรวดเร็วจนหลายๆ คนไม่รู้ตัว
หมุนผ่านจนพาเด็กชายจากสกลนคร สู่พี่ใหญ่ที่สุพรรณบุรี
จากความฝันเล็กๆ สู่ความเป็นจริงของ “สินทวีชัย หทัยรัตนกุล”
จากวันแรก จนถึง 14 ปี ของการรับใช้ทีมชาติไทย

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล

The Last Save คือคำที่ใช้โปรโมตการแข่งขันนัดสุดท้ายในนามทีมชาติไทย ของนายด่านอันเป็นที่รักของแฟนฟุตบอลชาวไทย โดยเลือกจังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดที่เขาค้าแข้งอยู่ในปัจจุบันเป็น ฉากสุดท้าย แม้ไม่ใหญ่เท่า ราชมังฯ แต่เต็มไปด้วยความประทับใจ จากชัยชนะเหนือ ตรินิแดด แอนด์ โตเบโก 1-0 ท่ามกลางผู้ชม 15,059 คนที่หลั่งไหลเข้ามาอำลา “ซูปเปอร์ตี๋”

จากเซฟแรก

ย้อนไปราว 36 ปีก่อน ณ สกลนคร มีเด็กชาย นามว่า บอล ถือกำเนิดขึ้น และฟุตบอลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเขาตั้งแต่จำความได้ แต่ โกสินทร์ (ชื่อเดิม) ไม่ได้เริ่มต้นกับตำแหน่งผู้รักษาประตู

“ผมเล่นตำแหน่งศูนย์หน้าเป็นหลัก ปีกบ้าง กองหลังบ้าง เรียกว่าเล่นมาทุกตำแหน่ง เล่นทุกวัน แต่ที่ผมมาเล่นผู้รักษาประตู เพราะมันมีรายการหนึ่งตอนผมอยู่สกลนคร เราเห็นโกลทีมเราพลาด เลยคิดว่าทำไมมันพลาดง่ายๆ ถ้าเป็นเราคงไม่เสียประตูแน่ๆ ผมก็เลยขอลงไปเล่นแทน ผมบอกไปว่า ‘ผมทำได้ดีกว่าคุณแน่นอน’ พอไปเล่นผู้รักษาประตูแล้วมันสนุก มันได้เซฟ มันได้ทำอะไรที่ไม่เหมือนตำแหน่งผู้เล่น มันท้าทายดี”

ความฝันก่อตัว

ก้าวแรกเริ่มจากความสนุก เหมือนเด็กผู้ชายทั่วๆ ไป แต่ก้าวถัดมาเกิดจากหน้าจอโทรทัศน์ ที่เด็กชาย โกสินทร์ ได้เห็นเหล่ารุ่นพี่นักฟุตบอลทีมชาติไทย ยืนร้องเพลงชาติไทย ท่ามกลางกองเชียร์ไทย

“ตอนเล่นแรกๆ เราก็เล่นเอาสนุก เล่นไปวันๆ แต่พอผมเห็นเขาถ่ายทอดสดฟุตบอลทีมชาติไทย เห็นพี่ๆ ทีมชาติไทย ยืนตรงเคารพเพลงชาติก่อนเกม ทำให้เรามีความคิดแวบนั้นว่า เห้ย ทำไมมันเป็นเกียรติจัง มันเท่จัง มันน่าภูมิใจที่ได้ไปยืนตรงนั้น อยากเป็นแบบนั้นจัง ณ วันนั้น ทำให้ความฝันมันเกิดขึ้นมา อยากเป็นเป็นเหมือนเขา อยากจะติดทีมชาติแบบเขา”

“พอเรามีความฝัน ผมก็มาคิดต่อว่าถ้าเล่นไปวันๆ มันคงไปไม่ถึงทีมชาติ เราต้องไปฝึกฝนกับสถาบันใดสถาบันหนึ่งที่มันสามารถพัฒนาเราได้ ก็เลยเลือกที่จะต้องไปคัดตัวตามโรงเรียนดัง เพื่อที่จะได้ฝึกฝน เราต้องออกจากสกลนคร”

สู่โลกแห่งความเป็นจริง

ความจริงและความฝันย่อมแตกต่างกัน ความโหดร้ายของโลกใบนี้ บากบั่นกำลังใจของ สินทวีชัย ตั้งแต่แรกเริ่มการเดินทางตามหาความฝัน

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล
mooinblack / Shutterstock.com

“โรงเรียนแรกที่ผมไปคัดคือ กรุงเทพคริสเตียน ผมคัดตัวไม่ติด ก่อนไปผมคิดแค่ว่าคงมีแค่เราที่อยากจะเป็นนักฟุตบอล แต่จริงๆ มีอีก 1,500 คนที่อยากเป็นเหมือนเรา แล้วเขาเอาแค่ 15 คน เรายังไม่ได้โชว์อะไรเลย เรายังไม่แสดงทักษะอะไรเลย เขาก็คัดออกแล้ว”

“แม้ไม่ติดผมก็ไม่ท้อนะ แค่รู้สึกว่ามันไม่ง่ายนะ พอกลับมาบ้านผมก็บอกกับแม่ ขอลองอีกครั้งนะ ก็มีโอกาสได้ไปที่ อัสสัมชัญ ศรีราชา ผมก็คัดติด เป็นก้าวแรกที่เข้าสู่ชีวิตนักฟุตบอล”

“ผมต้องบอกก่อนว่า ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยห่างจากมือแม่เลย ไม่เคยอยู่ไกลจากคุณแม่ ไปโรงเรียน หรือไปเตะบอล แม่คอยไปรับไปส่งตลอด ซึ่งการที่ผมติดที่ อัสสัมชัญ ทำให้ผมต้องอยู่โรงเรียนประจำ ผมไม่เคยใช้ชีวิตที่ต้องทำเอง รีดผ้า ซักผ้า ทุกๆ อย่างต้องดูแลตัวเอง พอไปอยู่ผมร้องไห้อยากกลับบ้าน คิดว่าทำไมชีวิตมันโหดร้ายจังว่ะ เราอายุ 14-15 เอง”

“กำลังใจสำคัญก็คือฟุตบอล พอผมได้ไปซ้อมฟุตบอล มันลืมทุกอย่าง ลืมว่าเราอยู่ไกลบ้าน ลืมว่าเราคิดถึงบ้าน พออยู่กับฟุตบอล ฟุตบอลมันเยียวยาเรา เราสนุกกับมัน มันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวของผม ทำให้ผมปรับตัวชีวิตที่ อัสสัมชัญ ได้ดีขึ้น”

เส้นทางสู่มืออาชีพ

มีรายงานว่ามีนักฟุตบอลเพียง 1.4 เปอร์เซ็น ที่เล่นอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย ก้าวขึ้นไปนักเตะระดับอาชีพได้ และน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นจากเยาวชนที่เข้าฝึกกับอคาเดมี่ ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ สามารถก้าวขึ้นไปเป็นนักเตะอาชีพตามสโมสรได้

พรสวรรค์ ไม่ได้ทำให้เข้าไปอยู่ในจำนวนน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นนี้ได้ แต่เป็น ความพยายามอย่างหนักต่างหาก ที่จะพาไปสู่ความสำเร็จ แบบที่นายทวารทีมชาติไทยรายนี้มุ่งมั่นตลอดชีวิตการเล่นฟุตบอล

“อัสสัมชัญ ศรีราชา ที่คอยปลูกฝังผมในการก้าวขึ้นมาเป็นมืออาชีพ ตั้งแต่เข้ามา เขาจะต้องประเมินผลงาน ผมเข้าไปขอทุนเขา ทำให้ผมต้องตอบแทนสถาบันด้วยแชมป์ มันมีความกดดันตั้งแต่ตรงนั้น เราต้องพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเพื่อที่จะไม่ให้เขาตัดทุนเรา บรรยากาศตอนนั้นก็สิ่งที่กระตุ้น สิ่งที่สร้างผมให้ก้าวขึ้นไปสู่ความเป็นมืออาชีพ”

ทีมชาติไทย

“ติดทีมชาติไทยครั้งแรกคือรุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เป็นขั้นแรกของผม ณ ตอนที่ผมได้รู้ว่าโค้ชเขาเรียกผมติดทีมชาติ มันดีใจมากๆ แม้จะเป็นชุดเล็ก แต่มันคือทีมชาติไทย มันคือความภาคภูมิใจที่สุด”

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล
feelphoto / Shutterstock.com

ย้อนกลับไปปี 1999 กับฟุตบอลชิงแชมป์โลก รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี ที่ประเทศนิวซีแลนด์ “โค้ชติ๊ก” สมชาติ ยิ้มศิริ เลือกหยิบ “ตี๋” ไปในฐานะผู้รักษาประตูมือสองรองจาก อินทรัตน์ อภิญญากุล 

2 นัดผ่านไป ทีมชาติไทยพ่ายเม็กซิโก 0-4 และสเปน 0-6 ก่อนจะต้องลงเล่นในนัดสุดท้ายกับ กาน่า ที่ แม็กลีน ปาร์ค เวลาผ่านไปจนเข้า 10 นาทีสุดท้ายของเกม ทีมชาติไทยไล่ตามอยู่ 1-6 ความฝันของเด็กชายจากแดนอีสาน ดูเหมือนจะมาได้แค่นั่งเชียร์เพื่อนอยู่บนม้านั่งสำรอง

แต่แล้ว ความฝันก็ “สินทวีชัย” ก็เกิดขึ้นในนาที 88  หลังถูกเปลี่ยนลงไปสัมผัสเกมระดับโลก แม้มีเวลาไม่ถึง 5 นาทีก่อนหมดเวลา แต่ช่วงเวลาที่ความฝันของเด็กคนหนึ่งเป็นจริง

เส้นทางฟุตบอลของ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล
ไม่ได้หยุดอยู่ที่สนาม แม็กลีน ปาร์ค
ไม่ได้หยุดอยู่ที่ประเทศนิวซีแลนด์
ไม่ได้หยุดอยู่ที่ทีมชาติไทย U17
ชีวิตนักฟุตบอลของเขาต้องเดินทางต่อไปสู่ทีมชาติไทย ชุดใหญ่

“ช่วงที่ผมติดชุด U23 ก็มีโอกาสได้ซ้อมกับทีมชุดใหญ่อยู่บ่อยๆ ก็เรียกว่าค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปอยู่ทีมชุดใหญ่แล้ว เวลาซ้อมก็อยู่กับพวกรุ่นพี่อย่าง พี่โก้ พี่โอ่ง พี่แบน พี่โชค ค่อยๆ ซึมซับเรื่อยๆ จนมาเกมอุ่นเครื่องกับ เรอัล มาดริด ยุคที่ ปีเตอร์ วิธ คุมทีมอยู่ เขาเปลี่ยนตัวผมลงสนามในช่วงครึ่งหลัง เป็นความทรงจำที่ดี ครั้งแรกในนามทีมชาติชุดใหญ่ เป็นเกมที่ตื่นเต้น และมีความสุขที่ได้เห็นนักเตะระดับโลกมาอยู่ตรงหน้าเราตัวเป็นๆ ”

“ส่วนเกมที่ได้ลงเป็นตัวจริง น่าจะเป็นเอเชียน คัพ ( 2007)ที่ได้ลงอย่างเป็นทางการ ความรู้สึกที่ได้ร้องเพลงชาติไทยต่อหน้าคนไทย มันคือฝันที่เป็นจริง เราเคยเห็นพี่ๆ ร้องเพลงชาติในทีวี แต่วันนี้เราได้เป็นคนร้องเพลงชาติไทยเอง ร้องด้วยความภาคภูมิใจทุกๆ ครั้ง มันอะไรที่เราใฝ่ฝันถึง เราถวิลหา เป็นความภูมิใจที่สุดในชีวิตของเรา”

เซฟสำคัญ

ตลอดชีวิตการค้าแข้งของผู้รักษาประตูคนหนึ่ง เซฟช่วยทีมมาแล้วหลายพัน หลายหมื่นครั้ง แต่คงจะมีไม่กี่ครั้งที่ความรู้สึก ณ จังหวะนั้น จะจารึกเข้าไปอยู่ในทุกส่วนของร่างกาย

ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย นัดแรก ทีมชาติไทยต้องเปิดราชมังคลากีฬาสถาน พบกับคู่ปรับอย่าง เวียดนาม ท่ามกลางแฟนบอล 40,500 คนในสนาม ความกดดันถาโถมแบบเงียบๆ จากสกอร์ 0-0 จนมาถึงในนาทีที่ 52 เล คง วินห์ หลุดกับดักล้ำหน้าขึ้นมาเดี่ยวๆ แต่สินทวีชัย ตัดสินใจเสี้ยววินาที วิ่งออกมาจากปากประตูตัดบอลจากเท้า เล คง วินห์ ได้แบบเฉียดฉิว

“จังหวะเซฟผมชอบที่สุดก็มีหลายจังหวะนะ แต่ช็อตที่เข้าตาสุดๆ ก็น่าจะเป็นเกมกับเวียดนาม ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก สถานการณ์ ณ ตอนนั้นมันชี้เป็นชี้ตายเราได้ เป็นจังหวะที่ เล คอง วินห์ หลุดขึ้นมา ลูกนั้นมันมีความเสี่ยงสูง ถ้าเราออกมาพลาดมันคือนรก มันทำให้ทีมชาติแพ้ ในสถานการณ์นั้นมันไปตามจังหวะฟุตบอล ตามสัญชาตญาณ แต่มันมีแวบหนึ่งที่ผมคิดว่า เล คอง วินห์ จะถึงบอลก่อน ซึ่งถ้าเขาแตะหนีผม ผมก็คงต้องยอมทำฟาลว์ แต่ยังโชคดีที่ เขาแตะบอล แล้วผมเข้าไปทันพอดี”

สุภาพบุรุษนักฟุตบอล

ในอดีตเขาถูกจดจำว่าเป็นนักเตะอารมณ์ร้อน และค่อนข้างเอาเรื่องคนหนึ่งในวงการฟุตบอลไทย แต่ด้วยอายุ และปัจจัยหลายๆ อย่าง ทำให้เขาแก้ไข ปรับปรุงตัว โฟกัสผลงานในสนาม โฟกัสไปที่ความมุ่งมั่น โฟกัสไปที่ความกระหาย และทุ่มเทเพื่อแฟนฟุตบอล เพื่อเพื่อนร่วม ทำให้แฟนฟุตบอลไทยให้นิยามตัว เขา ว่าเป็น “สุภาพบุรุษนักฟุตบอล” คนหนึ่งของไทย

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล

“ก่อนอื่นเลยผมต้องขอบคุณที่ให้ผมเป็นสุภาพบุรุษนักฟุตบอล แต่ผมไม่เคยนิยามตัวเองแบบนี้ ผมไม่ได้ใกล้กับคำคำนี้เลย ผมเป็นคนคนหนึ่งที่เล่นแบบไฟท์ติ้ง เกรี้ยวกราด ผมถูกโค้ชฝึกมาให้เล่นเพื่อชัยชนะ บ่อยครั้งวิธีที่ผมทำออกไปมันอาจจะไม่ถูกใจ บางคนอาจจะมองแล้วรู้สึกว่ามันไม่โอเค มันหยาบกระด้างไปนะ แต่ผมขอชี้แจงว่า ทั้งหมดที่ผมทำไป ผมทำไปเพื่อชัยชนะของทีม”

“บ่อยครั้งที่เห็นผมอารมณ์ร้อน ผมได้เรียนรู้ และทุกๆ ครั้งที่มันเกิดขึ้น ผมพยายามประเมินตัวเอง และแก้ไขอยู่ตลอด พยายามจะเป็นนักฟุตบอลที่ดี ผมใช้คำว่าผมจะพยายามเป็นให้ดีที่สุด ให้ใกล้เคียงกับคำว่า สุภาพบุรุษนักฟุตบอล ที่สุด”

การตัดสินใจสำคัญ

14 ปีที่ผ่านมาเราคุ้นเคยกับชื่อ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล อยู่ในรายนามทีมชาติ แม้รู้ทั้งรู้ว่าในบางโอกาส เขาต้องเข้าไปในฐานะผู้รักษาประตูมือรอง แต่ “ซูปเปอร์ตี๋” ไม่เคยปฏิเสธการรับใช้ชาติ

“ช่วงที่ตัดสินใจเลิกเล่นทีมชาติ ผมคิดว่าตอนนั้นเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดแล้ว ผมตั้งคำถามกับหัวใจตัวเองว่ามันถึงเวลาแล้วหรือยัง ทุกครั้งที่เราถูกเรียกติดทีมชาติ ความห่างของอายุเรากับรุ่นน้องมันมากขึ้นเรื่อยๆ”

“ช่วงที่ตัดสินใจเลิกจริงๆ คือตอนที่ได้แชมป์ ซูซูกิ คัพ ผมไม่เคยได้รายการนี้ พอได้มันก็มีความคิดเข้ามาให้หัวว่า จบตอนนี้น่าจะสวย สิ่งที่เราใฝ่ฝันมาว่าได้มาแล้ว เหมือนที่รุ่นพี่เราเคยได้มา แต่ช่วงนั้นยังคาบเกี่ยวกับรอบคัดเลือก ฟุตบอลโลก อยู่ มันยังคลุมเครือยู่ว่า ทีมชาติไทย จะได้เป็น 12 ทีมสุดท้าย ของเอเชียอยู่ไหม ผมก็เลยเอาให้สุด ก็เลยยาวไปจนถึงแมตช์สุดท้ายกับออสเตรเลีย”

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล

“ก่อนเกมกับออสเตรเลีย ผมก็ได้คุยกับครอบครัว ได้คุยกับภรรยาแล้วว่าจะทำแบบนี้นะ เขาถามกลับมาว่า มั่นใจนะ ผมก็บอกว่าผมมั่นใจในสิ่งที่ผมจะตัดสินใจ ผมชั่งน้ำหนักด้วยเหตุและผลทุกอย่างแล้ว ผมถามหัวใจตัวเอง”

“ว่าจะไม่เสียใจนะถ้าวันหนึ่งเราหันหลังไปแล้ว จะไม่มีข้อสงสัย หรือคำว่าไม่น่าเลยว่ะ ซึ่งหัวใจของผมก็บอกว่า มันถึงเวลาแล้ว”

เซฟสุดท้าย

วันที่ 13 ตุลาคม 2061 ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว แฟนฟุตบอลต่างหลั่งไหลเข้ามาที่ สนามกีฬากลางจังหวัดสุพรรณบุรี แฟนบอล 15,059 คน เข้ามาเพื่ออำลา สินทวีชัย หทัยรัตนกุล กับเกมสุดท้าย ในการรับใช้ทีมชาติไทย

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล

“ผมขนลุกนะ สิ่งที่ยากที่สุดก็คือก่อนเกม ผมไม่มีสมาธิด้านนอกสนาม ซึ่งปกติผมไม่เป็นแบบนี้ ผมกังวลมาก ผมนอนไม่หลับ มันตื่นเต้น ผมอยากจะพูดความในใจกับแฟนบอลให้รู้ถึงสิ่งที่ผมสัมผัสและรู้สึกในใจออกมา มันเยอะมากเลย แต่ผมถูกจำกัดด้วยเวลา ทำให้ผมถ่ายทอดออกมาได้ไม่หมดในวันนั้น”

“ช่วงที่ลงสนาม ผมบอกกับน้องๆ นะว่า ฟุตบอลในนามทีมชาติมันกดดันอยู่แล้ว มันเน้นผล มันแบกความคาดหวังของแฟนฟุตบอลไทยเอาไว้ แต่นอกเหนือจากผลงานแล้ว มันคือ 15 นาทีสุดท้ายในชีวิตพี่ ถ้าจะมีอะไรเพิ่มเติมในเกมนี้ได้ อยากให้ใส่ความสุขกับมันได้ไหม พี่รู้ว่ามันยากที่จะเล่นให้สนุก แต่วันนี้เล่นให้เต็มที่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้เต็มที่ ขอให้สนุกกับมัน”

“ตอนอยู่ในสนามผมตื่นเต้นนะ มันนับถอยหลังไปเรื่อยๆ เหมือนคนกำลังจะหมดลมหายใจ แข่งไปผมก็พยายามมีสมาธิกับช่วงเวลาที่ผมได้เล่น ช่วงเวลาที่เหลืออยู่”

“หลังจากเล่นนัดเมื่อวาน ผมก็ไม่เสียใจที่คิดเลิกเล่นทีมชาติ ผมมีความสุขมากกว่าเดิม มีความสุขกับผลการแข่งขัน มันเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมตั้งแต่เล่นฟุตบอลมา”

คำที่ไม่ได้พูดออกไป

เวลาสั้นๆ ก่อนเกมระหว่าง เทสติโมเนียล แมตช์ ของเขา เพียง 5 นาทีที่ได้พูดแต่หน้าแฟนฟุตบอล “พี่ตี๋” ยอมรับว่าเขายังมีคำ มีข้อความอีกมากมาย ที่ไม่ได้พูดออกไป

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล

“ผมอยากขอบคุณโค้ชทุกๆ คนที่ร่วมงานด้วย ผมอยากขอบคุณเพื่อนร่วมทีมที่เคยร่วมงาน ที่เคยสนับสนุนกันมาตลอด คนที่เล่นทีมชาติทุกๆ คนมีค่าและมีเกียรติทุกคน แต่ด้วยจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมที่จะมีเกมเกียรติยศแบบนี้ไม่เหมือนกัน”

“ผมขอบคุณทุกๆ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ เด็กเก็บบอล ที่เราร่วมทางกันมา ผมอยากขอบคุณและขอโทษในบางที่ผมอาจจะทำให้พวกเขาเสียงอารมณ์ไปบ้าง บางทีผมอาจจะเป็นนักฟุตบอลที่ผิดพลาดไปบ้าง ผมก็อยากให้เขาได้อภัย อยากขอบคุณทุกๆ คนครับ”

“สำหรับน้องๆ ในทีมชาติ ผมเคยผ่านตรงนั้นมา ผมก็รู้ว่ามันกดดัน และการรับใช้ทีมชาติมันคือการแบกความหวังของคนทั้งชาติ มันไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธความผิดพลาดหรือความล้มเหลวได้เลย เราต้องอยู่กับมันให้ได้ ผมอยากเป็นกำลังใจให้กับเขา อยากให้เขาต่อสู้และผ่านอุปสรรคที่เขาต้องเจอในทีมชาติไปให้ได้”

“ผมผ่านประสบการณ์เรื่องคำชม และคำด่ามา ผมได้เรียนรู้ ทั้งในทางบวกและทางลบ การที่เรามาอยู่ตรงนี้การมาเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ เราต้องอดทนในเรื่องนี้ เรามีหน้าที่ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ส่วนอะไรที่บกพร่องไป ก็กลับไปแก้ไขด้วยตัวเอง พยายามทีกำลังใจให้กับตัวเองเสมอ”

จากเด็กน้อยที่สกลนคร
จากความฝันหน้าจอโทรทัศน์
จากนักเตะอารมณ์ร้อน
สู่กัปตันทีมชาติไทย
สู่สุภาพบุรุษนักฟุตบอล

ขอบคุณ สินทวีชัย หทัยรัตนกุล
ขอบคุณ 14 ปี ที่คอยเป็นปราการด่านสุดท้าย
ขอบคุณ 14 ปี ที่คอยป้องกันประตู
ขอบคุณสำหรับการรับใช้ทีมชาติไทย

สินทวีชัย หทัยรัตนกุล

 

“MAXZIO”

ศุภณัฐ


ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61 
 คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports