จบลงไปแล้ว สำหรับเกมนัดที่สองของ ทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 19 ปี ในการแข่งขันฟุตบอล ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย 2018 ที่มีตั๋วฟุตบอลโลก ยู-20 ที่ประเทศโปแลนด์ ปีหน้า เป็นเดิมพัน

สกอร์ของเกมในวันนี้ คือ ความพ่ายแพ้ที่มีต่อทีมชาติญี่ปุ่น 1-3 ส่งผลให้ “ช้างศึกจูเนียร์” มีเพียง 1 แต้มจาก 2 เกมแรก หลังจากที่นัดก่อน เสมอ อิรัก มาได้อย่างสนุกสุดมันส์ 3-3 ทำให้เกมสุดท้ายกับ เกาหลีเหนือ ต้องการชัยชนะเท่านั้น เพื่อมี 4 แต้ม และจะทำให้ผ่านเข้ารอบตามญี่ปุ่นไป ในกรณีที่ อิรัก ไม่สามารถเอาชนะ ญี่ปุ่น ได้

ทีมชาติไทย U19

แต่ก่อนจะไปดูเกมสุดท้าย ที่ยังมีความหวังเหลืออยู่ ผมขอพูดถึงเกมในวันนี้สักหน่อยว่า มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง ในสายตาของผม…

“ญี่ปุ่น” ชาติที่เราผูกปีแพ้

ดวงช่างสมพงษ์กันเสียจริง สำหรับ ทีมชาติไทย และ ทีมชาติญี่ปุ่น ที่พักหลังมักถูกจับสลากมาพบกันในรายการสำคัญระดับออฟฟิเชี่ยล ที่อยู่ภายใต้การจัดการแข่งขันของ สหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) และ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า)

ชุดอายุไม่เกิน 16 ปี ภายใต้การนำทีมของ “โค้ชดาท” ธงชัย รุ่งเริงเลิศ ก็เพิ่งพ่ายแพ้ไปด้วยสกอร์ 2-5 เมื่อเดือนที่แล้ว

ทีมชาติไทย U16

ชุด ยู-19 ก็พ่ายแพ้ในวันนี้ ด้วยสกอร์ 1-3 และก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปี ก็เพิ่งพ่ายแพ้ 1-2 ในการแข่งขัน ฟุตบอล ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย 2018 รอบคัดเลือก ที่ประเทศมองโกเลีย ภายใต้อากาศติดลบ 12 องศาเซลเซียส

ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย รอบสุดท้าย ในสองครั้งหลังสุด ก็จับเจอ ญี่ปุ่น มาร่วมกลุ่มทั้งสองครั้ง และก็พ่ายแพ้ทั้งสองครั้ง (ปี 2018 แพ้ 0-1 และปี 2016 แพ้ 0-4)

ทีมชาติไทย ชุดใหญ่เอง ก็เพิ่งร่วมกลุ่มกับ ทีมชาติญี่ปุ่น ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย ซึ่งก็พ่ายแพ้ไปกลับทั้งเหย้า (0-2) และเยือน (0-4)

“ผูกปีแพ้แบบชัดเจน”

11 ตัวจริง และระบบที่แตกต่างจากปีที่แล้ว โดยสิ้นเชิง

มีนักเตะเพียงแค่ 3 รายเท่านั้น ในเกมวันนี้ ที่ยังหลงเหลือมาจากเกมที่ ทีมชาติไทย ยู-19 แพ้ให้กับ ญี่ปุ่น ด้วยสกอร์ 1-2 ในรอบคัดเลือก ฟุตบอล ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย 2018 เมื่อปีที่แล้ว ที่ประเทศมองโกเลีย ท่ามกลางอากาศหนาวจัด ติดลบถึง 12 องศษเซลเซียส แบบไม่มีหิมะตก ซึ่งเฮ้ดโค้ชในวันนั้นคือ มาร์ค อลาเบดร้า จาก เอคโคโน

ทีมชาติไทย U19

นั่นคือ เอกนิษฐ์ ปัญญา, สิทธิโชค ภาโส และ กฤษฎา กาแมน สามนักเตะสุดในรุ่นของแต่ละตำแหน่ง ที่ผ่านการลงเล่นในศึกไทยลีกมาแล้วทั้งสิ้น

ส่วนรายอื่นๆ ไล่ตั้งแต่ กัณตพัชห์ มันปาติ (ผู้รักษาประตู), จตุรพัช สัทธรรม, ธีรภัทร เลาหบุตร, วุฒิชัย คุ่มเคี่ยม, กฤษฎา นนทรัตน์, นรากร นุ่มจันทร์สกุล, นาคิน วิเศษชาติ และ นราวิชญ์ เก้าสันเทียะ ต่างถูกแปรเปลี่ยนเป็นรายชื่ออื่นๆ ที่ “โค้ชหระ” อิสระ ศรีทะโร ใช้งานมาตลอด ภายใต้ระบบที่เปลี่ยนใหม่ด้วย จาก 4-2-3-1 มาเป็น 3-5-2 ที่เขาใช้ระบบนี้ ทำให้ทีม “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” คว้าแชมป์โค้กคัพ 2017 มาได้เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

สำหรับรายชื่อ 11 ตัวจริงในเกมวันนี้ ผู้รักษาประตูเป็นหน้าที่ของ กฤศน์วัต คงคต จาก ชัยนาท ฮอร์นบิล ส่วนสามแนวรับไล่มาตั้งแต่ กัปตันทีม กฤษดา กาแมน, กิตติพงษ์ แสนสนิท และ กิตติธัช ประนิธิ

วิงแบ็คขวา-ซ้าย เป็นหน้าที่ของ ศราวุธ มั่นจิตร และ สกุลชัย แสงโทโพธิ์ โดยมี อิรฟาน ดอเลาะ กับ ธีรศักดิ์ เปรื่องนา, คอยตัดเกม และโฮลด์ดิ้งบอล ส่วน เอกนิษฐ์ ปัญญา วันเดอร์คิดส์จากล้านนา คอยทำหน้าที่สร้างสรรค์เกมรุกหลังคู่กองหน้าอย่าง สิทธิโชค ภาโส และ กรวิชญ์ ทะสา

เป็นครึ่งแรกที่ต้อง “ขอบคุณที่ช่วยสอนพวกเรา”

ประโยค “เก็บประสบการณ์ เพื่อพัฒนา ขอบคุณที่มาสอนฟุตบอลพวกเรา แล้ววันนึงพวกเราจะชนะพวกคุณ” เป็นประโยคคลาสสิคที่ผมชอบมากนะ ซึ่งทาง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้พิมพ์ประโยคทั้งหมดนี้ลงในอินสตาแกรม หลังจากที่เล่นให้กับทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ที่เปิดบ้านแพ้ ญี่ปุ่น 0-2 คาราชมังคลากีฬาสถาน

“สู้ไม่ได้เลยในทุกกระบวนท่าอย่างจริงจัง และยอมรับอย่างจริงใจ”

เหมือนเช่นเกมวันนี้ ของ น้องๆ ยู-19 โดยเฉพาะในครึ่งแรก
ญี่ปุ่น ไล่บอล เพรสซิ่งเร็วได้ทุกจังหวะ ส่วนเราครองบอลได้แปปเดียวก็โดนไล่คืน
ญี่ปุ่น ทำเกมรุกวูบวาบทุกครั้ง มีไม้เด็ดมากมาย ทั้งภาคพื้นดิน กลางอากาศ บอลเร็ว ต่อบอลสั้น การทะลุทะลวงจากด้านข้าง
ญี่ปุ่น ผิดพลาดน้อยมากในเกมรับ ส่วนทีมชาติไทย ร้อนรนเห็นได้ชัด และแสดงความผิดพลาดให้เห็นจนเสียประตูแรก

ทีมชาติไทย U19

ลูกแรก ทีมชาติไทย เสียบอลง่ายเกินไป ในตำแหน่งแบ็ค ก่อนจะถูกนักเตะญี่ปุ่น พาบอลเข้ากรอบเขตโทษได้ และก็เป็นความผิดพลาดซ้ำสองของผู้รักษาประตูที่ได้ลงสนามนัดแรก ที่ปัดบอลที่ไม่ได้อันตรายนัก ไปเข้าทางปืน

เสียประตูให้กับญี่ปุ่น ในฟุตบอลระดับทวีปเอเชีย ก็แทบจะเสียโอกาสการเก็บแต้มไปเลย

ในขณะที่ 30 นาทีแรก ทีมชาติไทย ยังไม่ได้โอกาสยิงสักครั้ง แต่ ญี่ปุ่น กลับได้โอกาสส่องไปแล้วถึง 5-6 ครั้ง และสุดท้าย ประตูที่ 2 ก็มาจนได้ จากการต่อบอลทะลุช่อง เข้าไปจบสกอร์อย่างเยือกเย็น

แม้จะนำ 2-0 แต่ญี่ปุ่น ก็คือ ญี่ปุ่น เขาไม่เคยปล่อยพื้นที่ให้ใครง่ายๆ และความฟิตที่เหนือกว่าก็แสดงให้เห็นความแตกต่าง ในขณะที่ ทีมชาติไทย หาบอลไม่เจอ หรือหากได้บอลก็ไม่สามารถต่อกันขึ้นมาจบได้สวยๆ อย่างใจคิด นั่นเป็นเพราะการถูกเพรสซิ่งเร็วมากๆ (มีจังหวะนึงที่พยายามเล่นลิงชิงบอลในแดนตัวเอง แต่กลับถูกไล่บอลจนเกือบเสียประตู ส่วนถ้าญี่ปุ่น เป็นฝ่ายได้บอล ก็ต้องยอมรับเลยว่า ไล่คืนยากมากๆ)

ทีมชาติไทย U19

และหลังจากนั้น ญี่ปุ่นก็ได้ต่อบอลเข้าทำอีกหลายครั้ง ด้วยสปีดบอลที่เหนือกว่าเราอย่างชัดเจน จนมาได้ประตูที่ 3 ในช่วงท้ายครึ่งแรก จากการปั่นฟรีคิกสุดสวย ซึ่งเป็นอีกไม้เด็ดของทัพ “ซามูไรบลูส์”

3-0 ตั้งแต่ครึ่งแรก … ในสถานการณ์ที่ตามหลังห่าง 3 ลูก เราได้เห็น ภาษาร่างกาย ที่ออกมาจากสีหน้าของน้องๆ เลยว่า พวกเขามีความท้ออย่างเห็นได้ชัด จากจังหวะการทำประตูแล้วประตูเล่า จังหวะแล้วจังหวะเล่าที่ถูกถาโถมเข้ามาโดยทีมชาติญี่ปุ่น

นี่แหละ ชาติที่เพิ่งนำเด็กอายุไม่เกิน 19 ปี ไปร่วมซ้อมกับทีมชาติชุดใหญ่ในศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่ประเทศรัสเซีย
นี่แหละ ชาติที่เพิ่งคว้าแชมป์ ยู-16 ชิงแชมป์เอเชีย 2018
นี่แหละ ชาติที่เพิ่งคว้าแชมป์ รายการนี้ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว
นี่แหละ ชาติที่เป็นเต็งหนึ่งของรายการ อาเชี่ยนคัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

เกมมันปิดฉากตั้งแต่ครึ่งแรกแล้ว.. ใครๆ ก็คิดแบบนี้

วันเดอร์คิด กลบ วันเดอร์คิดส์

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทีมชาติไทย ชุดนี้ ต่างก็ฝากความหวังไว้กับ สิทธิโชค ภาโส และ เอกนิษฐ์ ปัญญา สองวันเดอร์คิดส์ ประจำรุ่น

คนหนึ่งเคยผ่านการค้าแข้งที่ประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว กับทีมระดับ เจลีก สาม
คนหนึ่งเคยผ่านการทำสถิติยิงประตูในศึกไทยลีก ด้วยอายุน้อยที่สุด เพียง 15 ปีเศษๆ ก่อนโดนทำลาย

แต่ท้ายที่สุด สองวันเดอร์คิดส์ ก็โดน วันเดอร์คิดรุ่นน้อง กลบซธมิดเลยในทัวร์นาเมนต์นี้ นั่นคือ ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา กองหน้าจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่จัดการยิงประตูญี่ปุ่นได้ หลังจากถูกส่งมาเป็นตัวสำรองไม่ถึง 1 นาที ในช่วงต้นครึ่งหลัง นั่นทำให้ “น้องแบงค์” ดาวเตะวัย 16 ปี ผู้แบกอายุ 3 ปีเลยทีเดียวในรายการนี้ ยิงไปแล้ว 2 ประตู และหากนับรวมอีก 4 ประตูเมื่อเดือนที่แล้ว กับรายการ ยู-16 ชิงแชมป์เอเชีย 2018 นั่นทำให้เขาซัดในรายการชิงแชมป์เอเชีย ไปแล้วถึง 6 ประตูจาก 5 เกมด้วยกัน

หลังจากนั้น เกมก็ดูเหมือนว่าจะถูกปิดไปแล้ว เพราะ ญี่ปุ่น เมื่อเสียประตู เขาก็เล่นฟุตบอลด้วยความรัดกุมมากขึ้น เพื่อรักษาสกอร์ รักษาระยะห่างให้ได้ เพื่อการันตีการผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย และพวกเขาก็ทำได้ โดยยังมีจังหวะได้ลุ้นอีกหลายครั้ง ทั้งการยิงติดบล็อค กฤษฎา กาแมน รวมถึงยองไกลไปเข้าซองผู้รักษาประตูไทย

ความหวังที่ 90 นาทีสุดท้าย

โอเคหล่ะ การแพ้ญี่ปุ่น 1-3 ของทีมชาติไทย นับว่าไม่เสียหายมากนัก หากเทียบกับ เกาหลีเหนือ ที่โดนถล่มไปกระจุย 5-2 และทีมชาติไทย ยังมี 1 แต้มตุนมาจากนัดแรก ซึ่งหากไม่มีแต้มเดียวจากลูกโขกของ ศุภณัฎฐ์ เหมือนตา ทีมชาติไทย ก็คือแทบจะตกรอบไปแล้วด้วยซ้ำ

ทีมชาติไทย U19

1 แต้มที่มี ยังต่อยอดได้อยู่ โดยต้องชนะ เกาหลีเหนือ เท่านั้นในเกมสุดท้าย เพราะวันนี้ “โสมแดง” สามารถเอาชนะ อิรัก ได้ 1-0

เสมอคือตกรอบ แพ้คือตกรอบ ชนะคือเข้ารอบ
เงื่อนไขมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น กับ 90 นาทีสุดท้าย

สลัดความพ่ายแพ้ในวันนี้ออกไปให้หมด
เก็บประสบการณ์ไว้เป็นบทเรียน
และทำเต็มที่กับนัดสุดท้าย ที่มีเท่าไร ต้องใส่ให้หมดแม็กซ์!!

“จอน”

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports