สมัยที่ผมยังเป็นเด็กๆ ด้วยความที่ฟุตบอลบ้านเรายังไม่ได้มีความเป็นมืออาชีพเทียบเท่าปัจจุบัน ความสนใจของเด็กชายนิติพงษ์ ณ ยุคสมัยนั้นจึงพุ่งไปที่ฟุตบอลต่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

 

สตาร์ซอคเกอร์รายวัน และรายสัปดาห์เล่มแล้วเล่มเล่า ไกด์บุ๊คลูกหนังทุกลีกทั่วยุโรปทุกซีซั่น ล้วนแต่หล่อหลอมให้ผมได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของบุคคลที่สื่อบ้านเราเรียกว่า “กุนซือ” หรือ “ขงเบ้งลูกหนัง” จะด้วยคำว่าอะไรก็แล้วแต่ สุดท้ายผมได้เรียนรู้แนวคิด และความสำเร็จของบุคคลเหล่านี้จนหลายๆ คนถูกยกจากแฟนบอลให้อยู่ในระนาบเดียวกับเทพเจ้า ไล่มาตั้งแต่ บิลล์ แชงก์ลีย์, บ็อบ เพสลีย์, “คิง เคนนี่” เคนนี่ ดัลกลิช มาจนถึง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เรียกได้ว่าสุดยอดกุนซือในดวงใจผมส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่บนผืนแผ่นดินเกาะอังกฤษ

แต่ด้วยความยิ่งใหญ่ สไตล์การเล่นที่ดูสวยงาม และมีชั้นเชิงแบบ “บราซิเลี่ยน” จริงๆ (ไม่เหมือนแซมบ้าที่เขาว่ากลายพันธ์ุเป็นลูกครึ่งยุโรปสมัยนี้) บวกกับในยุคนั้น (หลังปี 1994) บราซิล ยังคงเป็นทีมที่ถูกยกให้เป็นมหาอำนาจลูกหนังจริงๆ จึงทำให้ผมค่อยๆ หันมาให้ความสนใจเฮดโค้ชสายพันธุ์แซมบ้าที่ผมเองเชื่อว่าน่าจะมีดีไม่น้อยไปกว่านักเตะที่เปรียบเสมือนสินค้าส่งออกดีเด่นไม่ด้อยไปกว่าเมล็ดกาแฟ

วันเวลาผ่านไป เด็กชายนิติพงษ์ จากเชียงใหม่ ได้ร่ำเรียนจนก้าวเข้ามาสู่วงการสื่อกีฬา (พร้อมกับน้ำหนักตัวที่มากขึ้น ฮา) แน่นอน ฟุตบอล ยังเป็นกีฬาเบอร์หนึ่งในใจผมไม่เปลี่ยน ความเป็นมืออาชีพที่มากขึ้นของวงการลูกหนังบ้านเรา จึงทำให้ผมมิอาจละทิ้งความสนใจฟุตบอลไทยไปได้ และสิ่งที่ผมเริ่มเห็นมากขึ้นๆ เรื่อยๆ นั่นคือ สโมสรฟุตบอลในไทยส่วนใหญ่มักเรียกใช้บริการทั้งนักเตะ และกุนซือจากประเทศบราซิล เพราะด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง ทั้งลักษณะนิสัย ความสนุกสนาม สภาพอากาศ ความคลั่งไคล้ และความเข้าใจในศาสตร์ฟุตบอล บวกกับเครดิตการเป็นชาติที่ได้รับการยกย่องว่ารู้จักฟุตบอลได้ดีกว่าใครในโลก นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมหลายๆ ทีมทั้งในไทย และเอเชีย ถึงยอมรับ บราซิล มากกว่าชาติอื่นๆ

โชเซ่ อัลเวส “บอร์จีส” (ยาสูบ), รอยเตอร์ โมไรร่า (ศรีสะเกษ เอฟซี), สเตฟาโน่ คูกูร่า “เตโก้” (เชียงรายฯ), มาโน่ โพลกิ้ง (ทรู แบงค็อกฯ) จนกระทั่งการก้าวเข้ามาของ อเล็กซานเดร กาม่า …

ผลงาน 8 โทรฟี่แชมป์กับทีมที่ดีที่สุดในประเทศ และรอคอยความสำเร็จไม่ได้อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในช่วงเวลาแค่ 3 ปี ถือเป็น “ปรากฎการณ์” ที่เขย่าวงการลูกหนังบ้านเราให้หันมามองว่า มันสมองของ กาม่า มันเด็ดดวงแค่ไหน จนหลายคนต้องยอมลงทุนเสาะหาข้อมูลว่า เขาเป็นใคร มาจากไหน ใยถึงเด็ดดวงเพียงนี้

แชมป์ไทยลีก 2 สมัย (2014, 2015)
แชมป์เอฟเอ คัพ 1 ครั้ง (2015)
แชมป์ลีกคัพ 1 หน (2015)
แชมป์ถ้วยพระราชทานประเภท ก. 2 สมัย (2015, 2016)
โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 1 ครั้ง (2016) และแม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ อีก 1 สมัย (2015)

นี่คือทำเนียบความสำเร็จที่ กาม่า ได้เนรมิตให้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ซึ่งต้องยอมรับว่า เจ้าตัวนี่แหละคือคีย์แมนคนสำคัญที่ปลูกฝังดีเอ็นเอความเป็นผู้ชนะ และทีมที่กระหายความสำเร็จให้กับ บุรีรัมย์ จนทีมสามารถต่อยอดความยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

แต่ด้วยความที่เจ้าตัวเป็นกุนซือที่ไม่ได้พูดพร่ำเพื่อ และอาศัยผลงานในสนามคอยตอบกับสื่อมากกว่าปาก จึงทำให้เฮดโค้ชบราซิเลี่ยนรายนี้ไม่ได้ถูกยกย่องถึงความสามารถเท่าที่ควร จนกระทั่งชีพจรลงเท้าพา กาม่า ไปยังดินแดนสามเหลี่ยมทองคำเหนือสุดแดนสยาม ณ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่เปิดประตูต้อนรับการก้าวเข้ามาของชายวัย 50 ปีรายนี้อย่างยิ่งใหญ่

แน่นอน หลายคนทั้งคนที่ทำงานในวงการสื่อกีฬา หรือแม้แต่แฟนบอลเชียงรายเองก็คงมีคำถามว่า ลำพังแค่ความสามารถของชายใจดีคนนี้ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลง หรือพลิกโฉม สิงห์ เชียงรายฯ ให้เข้าใกล้ถ้วยแชมป์มากขึ้นได้อย่างไร เพราะต้องยอมรับตรงๆ ว่าคุณภาพทีมของ “กว่างโซ้งมหาภัย” นั้นไม่ได้เทียบเท่ากับอดีตทีมเก่าที่มีพร้อมทุกอย่าง อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

แต่ “เพชร” อยู่ที่ไหนก็ย่อมเป็น “เพชร” อยู่วันยังค่ำ อเล็กซานเดร กาม่า ไม่รีรอที่จะมอบความไว้วางใจให้กับคนรอบกาย ด้วยการอิมพอร์ตทีมงานคู่บารมีมาทำงานด้วยกันที่ เชียงราย พร้อมกับให้เหตุผลว่า ทีมงานสต๊าฟชุดนี้ได้ร่วมงานกันมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และสามารถร่วมกันคว้าแชมป์มาแล้วหลายรายการ ซึ่งตัวเขาเองหวังว่าความสำเร็จเหล่านั้นจะเกิดขึ้นที่ เชียงราย อีกครั้งแน่นอน

20 ธันวาคม 2559 คือวันที่สื่อระดับแถวหน้าทั่วไทย ต่างพากันประโคมข่าว กาม่า เปิดตัวกับยอดทีมแดนล้านนา โดยมีการชูผ้าพันคอร่วมกับ “บิ๊กฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรคนหนุ่มไฟแรง…

สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ในยุคของ กาม่า เริ่มต้นฤดูกาล 2017 ได้อย่างร้อนแรง ด้วยนักเตะเซ็ตใหม่ที่เสริมทัพเข้ามาไล่มาตั้งแต่ ฉัตรชัย บุตรพรม, แนวรับจอมเติมอย่าง สุริยา สิงห์มุ้ย, นักเตะค่าตัวแพงที่สุดในไทยลีกอย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์, แข้งดาวรุ่งเจ้าของฉายา “ซ้ายสั่งตาย” ศิวกรณ์ เตียตระกูล, ฮาร์ดแมนที่วิ่งไม่มีหมดอย่าง  พิธิวัต สุขจิตธรรมกุล เช่นเดียวกับสองดาวเตะตัวกลั่นของ พัทยา ยูไนเต็ด ทั้ง ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ ชินภัทร ลีเอาะ รวมถึงแข้งบราซิเลี่ยนอย่าง วานเดอร์ หลุยส์, เอเวอร์ตัน, เฟลิเป้ อเซเวโด้ และราฟาเอล โคเอลโญ่

เมื่อรวมกับนักเตะที่มีอยู่อย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, ทศวรรษ ลิ้มวรรณเสถียร และปิยพล ผานิชกุล แน่นอน นี่คือการพลิกโฉมครั้งยิ่งใหญ่ที่ “บิ๊กฮั่น” ต้องการให้ กาม่า เข้ามาสวมบทเชฟใหญ่เพื่อหยิบจับปรับแต่งปรุงวัตถุดิบชั้นเลิศเหล่านี้ให้ออกมาเป็นโทรฟี่แชมป์จานอร่อยในบั้นปลาย

ชัยชนะ 6 พร้อมกับสถิติไร้พ่ายจาก 7 เกมแรก เพียงพอที่จะทำให้ “กว่างโซ้งฯ” ตัวนี้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำบนบัลลังก์ไทยลีก 2017 ได้ชนิดที่ช็อกแฟนบอลทั้งประเทศ รวมถึงแฟนบอลเชียงรายเองที่ยับแทบไม่อยากจะเชื่อว่าพวกเขาจะยกระดับตัวเองจากทีมกลางตาราง สู่การเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์เต็มตัว ทีมที่ถูกหลายๆ คนปรามาสว่าไม่มีสตาร์คนไหนอยากจะย้ายไปร่วมทีมเนื่องจากอยู่ไกล กลับอุดมไปด้วยนักเตะระดับทีมชาติไทยหลายต่อหลายคน

ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปทั้งใน และนอกสนาม…

แต่ด้วยการขับเคี่ยวที่เต็มไปด้วยความดุเดือด และสูสี ทุกคนรู้ดีว่าในบ้านเรามีมากกว่า 5 ทีมที่มีศักยภาพในการลุ้นโทรฟี่แชมป์ แม้ปีแรกของ กาม่า กับ เชียงราย จะไม่สามารถจบลงด้วยการคว้าแชมป์ลีกอย่างที่แฟนบอลคาดหวังได้ แต่ผลงาน 60 คะแนนจาก 34 นัด จบด้วยอันดับที่ 4 ของตาราง ก็เพียงพอที่จะเป็นผลงานที่ดีที่สุดของสโมสรนับตั้งแต่ก่อตั้งมา (ปี 2009) แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่ชายผมสีดอกเลารายนี้สามารถเสกบันดาลไว้ให้กับแฟนบอลเชียงรายได้นั้นก็คือ โทรฟี่แชมป์ฟุตบอลถ้วยอย่าง “ช้าง เอฟเอ คัพ 2017” พร้อมกับตั๋วไปเล่นรอบเพลย์ออฟในรายการที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียอย่าง เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก !!! ในชุดเหย้าที่ว่ากันว่าสวยที่สุดนับตั้งแต่ทีมเคยผลิตมา

2018

ท่ามกลางข่าวลือหนาหูมากมายถึงการเสริมทัพของ กาม่า และสิงห์ เชียงรายฯ สุดท้าย พวกเขามาลงเอยกับหัวหอกที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในพงศาวดารลูกหนังแดนสยามอย่าง เคลตัน ซิลวา เมื่อบวกกับแข้งต่างชาติเกรดพรีเมี่ยมทั้ง วิคเตอร์ คาร์โดโซ่, อี ยอง แร และตัวเก๋าอย่าง กิลแบร์โต้ มาเชน่า พอบวกลบคูณหารกับการเสียสตาร์ของทีมอย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ไปชนิดที่ช็อกแฟนบอล รวมถึงการปล่อย เอเวอร์ตัน และวานเดอร์ หลุยส์ ไปให้คู่แข่งลุ้นแชมป์โดยตรงอย่าง ทรู แบงค็อกฯ… สุดท้ายแฟนบอลส่วนใหญ่ยังเชื่อมั่นในเครดิตของตัว กาม่า ว่า กุนซือรายนี้คงมีแผนอะไรในใจอย่างแน่นอน จึงกล้าปล่อยสามแข้งตัวหลักของทีมออกไปแบบนั้น

สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ประเดิมฤดูกาล 2018 ได้อย่างยอดเยี่ยม หลังโชว์ฟอร์มสมราคาเต็งแชมป์ด้วยการดวลจุดโทษเอาชนะทีมแกร่งอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ไปแบบสุดมันส์ 8-7 (ในเวลาเสมอ 2-2) ในศึกออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ 2018 ประเดิมโทรฟี่ใบแรกของปี และใบที่สองของ กาม่า ในรั้วเชียงราย เรียกความฮึกเหิมให้กับแฟนบอล “กว่างโซ้งฯ” ได้เป็นอย่างดีก่อนที่จะลงเล่นกับ บาหลี ยูไนเต็ด ที่ สิงห์ สเตเดี้ยม ในอีกสามวันถัดมา

เกมนัดนี้ถือว่าสำคัญมากๆ เนื่องจากเป็นบทพิสูจน์ด่านสำคัญที่ว่า ทำไม สิงห์ เชียงรายฯ ถึงต้องเรียกใช้บริการ กาม่า ที่มีประสบการณ์กับเกมระดับสูงมามากมาย สุดท้าย กาม่า และแข้ง “กว่างโซ้ง” ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง หลังหักด่านยอดทีมจากอินโดนีเซียเข้าไปลุยกับ เซี่ยงไฮ้ เอสไอพีจี ในรอบต่อไปได้สำเร็จ

แม้สุดท้าย สิงห์ เชียงรายฯ จะไม่สามารถฝ่าด่านอรหันต์ที่ เซี่ยงไฮ้ ในศึกเอเอฟซี เพลย์ออฟ รอบที่สามได้ แต่ความพ่ายแพ้เพียงแค่เม็ดเดียวบวกกับรูปเกมที่ต้องบอกเลยว่าสู้ได้ ทำให้ กาม่า เองได้รับเครดิตจากผมงานชิ้นโบว์แดงนี้มากพอสมควรถึงระดับคลาสของทีมในแมตช์นี้ สิงห์ เชียงรายฯ เดินทางกลับบ้านชนิดที่ว่ามีแต่เสียงชื่นชม…

แม้สโมสรจะตกเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วประเทศในช่วงต้นปี สื่อทุกสำนักต่างลงข่าวในทำนองว่า สิงห์ เชียงรายฯ อาจจะไม่มีวันกลับมาผงาดได้ใกล้เคียงในขวบปีแรกที่ กาม่า เข้ามาทำทีม ผลงานของทีมดูดร็อปลง ทีมต้องเสียนักเตะคีย์แมนที่พึ่งจะหายเจ็บอย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ยิ่งเปรียบเสมือนลิ่มที่ตอกเข้ามาตรงกลางใจของแฟนบอลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกอย่างดูมืดมน และสั่นคลอน แม้กระทั่งเก้าอี้ของ กาม่า เอง

เสียงโจมตีถึงสไตล์การทำทีมของ กาม่า ที่เน้นผลการแข่งขันมากจนทำให้ เชียงราย ถูกเปรียบเปรยว่าเล่นฟุตบอลได้ชวนง่วง… เกมรุก และการสวนกลับที่อันตรายได้หายไปจากทีมในฤดูกาลนี้ รวมถึงความคงเส้นคงวาที่แกว่งจนเราพบได้ว่า หากไม่นับผลงานในเดือนเมษายน (ชนะติดกัน 4 เกมในลีก) เชียงราย ไม่สามารถรักษาโมเมนตั้มดีๆ ของทีมได้แบบยาวๆ เลย ไม่นับในช่วง 7 นัดสุดท้ายที่ไม่แพ้ใคร แต่ก็เสมอไปถึง 4 แมตช์ด้วยกัน

สิ่งเหล่านี้กลายเป็นหอกที่ย้อนกับมาทิ่มแทง กาม่า ในฐานะผู้รับผิดชอบผลงานโดยตรง และท่ามกลางความคลุมเครือในเรื่องของสัญญาฉบับใหม่ สุดท้ายเราจึงได้บทสรุปว่า นี่จะเป็นฤดูกาลสุดท้ายระหว่าง กาม่า กับ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด

แต่โลกใบนี้ได้บอกกับมนุษย์เราเสมอว่า ไม่มีใครที่จะโชคร้ายไปตลอดกาล เฉกเช่นเดียวกับผลงานของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด หลังจากที่พวกขาสามารถจบในอันดับที่ 5 ของตาราง พร้อมกับทำสถิติเสียประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ในไทยลีก ขณะที่ผลงานในฟุตบอลถ้วยนั้นก็ยอดเยี่ยมจนหลุดเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศทั้งสองรายการ โดยมีสองทีมยักษ์ใหญ่ และยักษ์หลับอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และบางกอกกล๊าส เอฟซี ยืนจังก้าขวางทางอยู่

นี่ยังไม่รวมผลงานการปลุกผีนักเตะที่โดนปรามาสว่าหมดสภาพไปแล้วทั้ง บิลล์ โรซิมาร์, ธนะศักดิ์ ศรีใส ให้กลับมาเป็นตัวหลักได้ รวมถึงการประคับประคองทีมในช่วงที่แข้งความหวังอันดับ 1 อย่าง เคลตัน ซิลวา ฟอร์มรูดจนต้องย้ายออกจากทีมในฐานะยืมตัว การเสีย ธนบูรณ์ แบบช็อกแฟนบอลอีกหน อาการบาดเจ็บของดาวเตะตัวใหม่อย่าง กิลแบร์โต้ มาเชน่า และจอ โค โค สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ สิงห์ เชียงรายฯ ในปี 2018 อยู่ในสภาพที่เมาหมัดหลังพิงเชือก แต่ กาม่า ก็ยัง “เอาอยู่”

“ผมอยากให้แฟนบอลเชียงรายทุกคนเข้ามาให้กำลังใจทีม และนักเตะในเกมที่เหลือ และลุ้นแชมป์บอลถ้วยไปด้วยกัน”

หากเป็นคนที่ไร้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ คนๆ นั้น ก็อาจจะหลับหูหลับตาทำทีมไปแบบไม่ต้องแคร์สื่อ ไม่ต้องสนใจความรู้สึกของเหล่าซัพพอร์ทเตอร์ที่สนับสนุนทีมด้วยจิตวิญญาณที่บางคนยอมอดมื้อกินมื้อเพียงเพื่อเสื้อฟุตบอลตัวใหม่ของทีมรัก เด็กน้อยหลายคนเลือกที่จะเก็บหอมรอมริบจากเงินค่าขนมอันน้อยนิดเป็นแรมเดือนเพื่อซื้อสตั๊ดลงไปวาดฝันบนผืนฟลอร์หญ้าพร้อมกับหลับตาจินตนาการว่าตัวเองกำลังลงเล่นในฐานะนักเตะของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด… กาม่า มีสิทธิ์ที่จะตอบโต้สโมสรได้ กาม่า จะทำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องไปสนใจฝันของคนที่ตัวเขาจะมองว่าไกลตัวก็ได้…

แต่ กาม่า ไม่ทำแบบนั้น ไม่เคยคิด และไม่มีวันที่จะทำอย่างนั้น

ชายผมสีดอกเลาคนนี้มีความเป็นมืออาชีพเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ
เขาเก็บความน้อยเนื้อต่ำใจ และทุกเสียงวิจารณ์ไว้ในอก พร้อมกับเปลี่ยนมันออกมาเป็นแรงผลักดันเพื่อพาทีมลงสนามในอีกสองเกมสุดท้ายด้วยเป้าหมายเดียวนั่นคือ “ความสำเร็จ”

เพื่อที่เขาจะได้เดินจาก และอำลาแฟนบอล – ทีมที่เปรียบเสมือนบ้านอีกหนึ่งหลังของเขาไปได้อย่างภาคภูมิ…

ไม่ต้องในฐานะคนที่นำความสำเร็จมาสู่ทีมมากที่สุดก็ได้ แต่ขอแค่ในฐานะลูกผู้ชายที่มีหัวใจมอบให้กับ “ฟุตบอล” ก็พอ

ชัยชนะเหนือทีมเงินถุงเงินถังอย่าง บางกอกกล๊าส ในนัดชิงฯ โตโยต้า ลีก คัพ หรือการหักปากกาเซียนด้วยการเฉือนทีมที่ดีที่สุดในประเทศ หรืออาเซียนเลยก็ว่าได้อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ด้วยรูปเกม และการวางหมากอันชาญฉลาด พิสูจน์ให้แฟนบอลทั้งสยามประเทศได้เห็นว่า กุนซือวัย 50 ปีรายนี้คือหนึ่งในเฮดโค้ชชาวต่างชาติที่ดีที่สุดในวงการลูกหนังบ้านเรา

12 แชมป์ในตู้โชว์ (รวมสองทีม) บวกกับการสร้างประวัติศาสตร์พา สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ผงาดคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เพียงพอแล้วที่จะทำให้ กาม่า ขึ้นแท่นเทพเจ้าของแฟนบอล “กว่างโซ้งมหาภัย” ได้ไม่ยาก

เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงพอจะทราบข่าวที่ว่า เจ้าตัวกำลังเตรียมที่จะก้าวรับบทบาทใหม่ที่ กาม่า ยอมรับเองว่าเป็นอะไรที่ “ท้าทาย” ความสามารถเจ้าตัวสุดๆ

ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร ไม่มีใครสามารถเข้าไปลบ หรือไปเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ที่ กาม่า วาดเอาไว้ให้กับ สิงห์ เชียงรายฯ ได้ เพราะสิ่งๆ นั้นมันยิ่งใหญ่เหลือเกิน มันคือสามแชมป์ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่า หยาดเหงื่อ และหยาดน้ำตาที่หลายๆ คนต้องแลกไปกับมัน

บัดนี้ กาม่า ได้ปิดฉากชีวิตในรั้วกว่างโซ้งฯ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับความสำเร็จที่เชื่อว่าน่าจะเติมเต็มให้แฟนบอลเชียงรายอิ่มเอมใจไปอีกนานแสนนาน ในฐานะทีมฟุตบอลที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงเฉียดๆ พันกิโลเมตร แต่ฟุตบอลไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ ฟุตบอลไม่ได้มีกฎเกณฑ์ว่า เชียงราย จะประสบความสำเร็จไม่ได้

สองปีที่ผ่านมา กาม่า คือชายที่เปลี่ยนฝัน และทำให้โลกฟุตบอลของ เชียงราย นั้นเป็นอะไรที่มหัศจรรย์จริงๆ

หากผมจะเอ่ยว่า “อเล็กซานเดร กาม่า” คือชายผู้เดินเข้ามา และก้าวออกจาก “สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด” อย่างสง่างาม ก็คงจะไม่ผิดแปลกอะไร

โชคดีกับทุกเส้นทางที่เลือกนะครับ กาม่า… สำหรับผม คุณยิ่งใหญ่จริงๆ

“บก.เก้น”

สิงห์ เชียงราย

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports