ระยะเวลารวมประมาณ 1 ปี 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2017 ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย มีการแต่งตั้ง “มิโลวาน ราเยวัช” เฮ้ดโค้ชชาวเซอร์เบีย วัย 64 ปี เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย พร้อมทั้งมีทีมงานของเขาเข้ามาด้วย

18 เดือนผ่านไป ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ มีเกมการแข่งขันทั้งหมด 12 เกมที่ถูกรับรองโดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) และอีก 1 เกมที่ไม่ได้ถูกรับรอง (เสมอกับ เบลารุส ชุดเล็ก 0-0 ในรอบชิง คิงส์คัพ 2017) ซึ่งผลงานการคุมทีมของอดีตเฮ้ดโค้ชผู้เคยพา ทีมชาติกาน่า เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ก็เป็นประจักษ์แก่สายตาของแฟนบอลแล้วว่า มีผลงานเป็นเช่นไร

แต่…..

ทั้ง 12 เกมที่ผ่านมานั้น ก็ต้องยอมรับว่า “ลุงมิโล” ได้คุมทีมเพียงแค่เกมอุ่นเครื่องช่วงฟีฟ่าเดย์, ทัวร์นาเมนต์ระดับอุ่นเครื่อง “A-Match” อย่าง คิงส์คัพ และการเข้ามาคุมทีมช่วงท้ายของศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย จำนวน 3 เกมสุดท้าย ซึ่งยังไม่มีทัวร์นาเมนต์ออฟฟิเชี่ยลที่เขาได้เตรียมทีมตั้งแต่เริ่มต้นเลย

สรุปผลงานของ มิโลวาน ราเยวัช

อุ่นเครื่อง แพ้ อุซเบกิสถาน 2-0 (เยือน)
ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก เสมอ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1-1 (เหย้า)
คิงส์คัพ 2017 ชนะ เกาหลีเหนือ 3-0 (เหย้า)
คิงส์คัพ 2017 เสมอ เบลารุส 0-0 (เหย้า) (ไม่ถูกรับรองโดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ)
ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก แพ้ อิรัก 1-2 (เหย้า)
ฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก แพ้ ออสเตรเลีย 2-1 (เยือน)
อุ่นเครื่อง ชนะ เมียนมา 3-1 (เยือน)
อุ่นเครื่อง ชนะ เคนยา 1-0 (เหย้า)
คิงส์คัพ 2018 เสมอ กาบอง 0-0 (ชนะจุดโทษ 4-2) (เหย้า)
คิงส์คัพ 2018 แพ้ สโลวาเกีย 2-3 (เหย้า)
อุ่นเครื่อง แพ้ จีน 0-2 (เหย้า)
อุ่นเครื่อง ชนะ ฮ่องกง 1-0 (เยือน)
อุ่นเครื่อง ชนะ ตรินิแดด แอนด์ โตเบโก 1-0 (เหย้า)

feelphoto / Shutterstock.com

ฉะนั้น การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018” ในอีกสองวันข้างหน้า และ การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย “เอเชี่ยนคัพ 2018” ในช่วงเดือนมกราคมนี้ จะเป็นตัวพิสูจน์ “ของจริง” ของ ราเยวัช

แล้ว 12+1 นัดที่ผ่านมาของเขา กับ “ทัพช้างศึก”
ราเยวัช ทำให้เราเห็นอะไรจากตัวของเขาบ้าง ?
อะไรที่ดีขึ้น ?
อะไรที่ยังต้องปรับ ?
อะไรที่ก้าวหน้า ?
และเราจะตั้งเป้าหมายอย่างไรกับสองทัวร์นาเมนต์หลังจากนี้ ?
ลองไปวิเคราะห์กันดูครับ….

 

ทีมชาติไทย ยุคเกมรับมาก่อน

Supakit Wisetanuphong / Shutterstock.com

12 เกมแรกอย่างเป็นทางการของทีมชาติไทย ในยุคของ มิโลวาน ราเยวัช เริ่มต้นจากความพ่ายแพ้นัดอุ่นเครื่องต่อ อุซเบกิสถาน 0-2 ในการไปเยือน แต่จบลงด้วยชัยชนะนัดอุ่นเครื่อง 2 เกมติด ต่อ ฮ่องกง ที่มงก๊ก สเตเดี้ยม และ เก็บชัยเหนือ ตรินิแดดฯ ที่สนามกีฬากลางจังหวัดสุพรรณบุรี ด้วยสกอร์เดียวกัน นั่นคือ 1-0

“จากยิงไม่ได้ ก็ยิงได้
จากเสียประตู ก็ไม่เสียประตู”

“ทีมชาติไทย ต้องสนใจในเรื่องของเกมรับก่อน” …. นี่คือสิ่งที่ มิโลวาน ราเยวัช เคยบอกเอาไว้ และเขาก็ทำให้เห็น ก็คือ พยายามให้นักเตะทุกคน เล่นฟุตบอลโดยโฟกัสที่การเล่นเกมรับเป็นหลัก ไม่เสียประตูก็คือไม่แพ้

“เกมรุกอาจจะทำให้คุณชนะ แต่เกมรับจะทำให้คุณเป็นแชมป์” วลีสุดคลาสสิคที่เคยออกจากปากของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน … ทีมชาติไทย อยู่ในยุคที่นักเตะถูกโฟกัสเรื่องความฟิตเป็นหลัก และต้องเล่นเกมรับตั้งแต่แดนบนให้เป็น นั่นเป็นผลทำให้ พวกเขาเก็บคลีนชีตได้ถึง 5 เกมจาก 12 นัด คิดเป็นกว่า 41.67% และหากนับเกมกับ เบลารุส ด้วย ก็จะเป็น 6 นัดจาก 13 เกม

และที่สำคัญที่สุด นั่นคือ เล่นเกมไม่เสียประตูไว้ก่อนเป็นหลักเลย เพราะจากสถิติในช่วงครึ่งแรก ปรากฏว่า ทีมชาติไทย ไม่เสียประตูถึง 9 นัด (เสียประตูครึ่งแรกในเกมกับ อิรัก, สโลวาเกีย และ จีน)

 

ตีหัวเข้าบ้านสไตล์ ฟุตบอลยุโรปตะวันออก

feelphoto / Shutterstock.com

เมื่อเกมรับถูกเซตเข้าที่เข้าทางแล้ว ระดับต่อไปของทีมที่เล่นเกมรับ ก็คือ “ต้องตีหัวเข้าบ้านให้เป็น” หรือที่ผู้คนเรียกกันติดปากว่า ฟุตบอลแบบ “คาเตนัคโช่ (Catenaccio)” ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทีมชาติอิตาลี ใช้งานในยุคที่พวกเขาโชว์ฟอร์มได้สุดเกรียงไกร

เกมรับ คือ สิ่งที่ต้องโฟกัสเป็นอันดับ 1, รับให้ลึก, คุมโซนในแดนตัวเอง, เพรสซิ่งเร็ว เมื่อกำลังถูกจู่โจมในระยะก่อนเข้าพื้นที่อันตราย, โต้กลับต้องแน่นอน

รูปแบบการเล่นแบบนี้ เป็นการเล่นที่ “น่าเบื่อ แต่ได้ผล”
ชนะ 1-0 ก็ชนะเหมือนกันนี่หน่า

ดังนั้น เราจึงได้เห็นว่า 3 เกมหลังสุดของทีมชาติไทย ที่ได้รับชัยชนะใน 90 นาที ในแมตช์ออฟฟิเชี่ยลของฟีฟ่า สกอร์ทั้งหมด คือ 1-0 ล้วนๆ (เคนย่า, ฮ่องกง และ ตรินิแดดฯ)

 

ปั้นเดือนให้เป็นดาว

คำว่า “ปั้นเดือนให้เป็นดาว” สำหรับผม มีความหมายว่า มิโลวาน ราเยวัช สามารถทำให้นักเตะหลายคนที่เล่นในไทยลีก ซึ่งมีฟอร์มการเล่นที่ดี มีมาตรฐานสูงอยู่แล้ว สามารถเฉิดฉายได้เพิ่มขึ้นอีก ในยามที่เขาเรียกมาใช้งานในฐานะนักเตะทีมชาติไทย

เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว :
จากนักเตะสุดแสนธรรมดาๆ ในสายตาของแฟนบอล ที่เล่นอยู่กับสโมสรที่ห่างไกลจากคำว่าลุ้นแชมป์ไทยลีกอย่าง นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี แต่สายตาอันเฉียบคมของ ราเยวัช ก็ผลักดันให้ เฉลิมพงษ์ ติดทีมชาติไทยชุดใหญ่ครั้งแรกในวัยแตะหลัก 30 ปี พร้อมทั้งกลายเป็นตัวหลักของ “ช้างศึก” จนถึงปัจจุบัน และล่าสุด เขาเพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมชาติไทย ชุดป้องกันแชมป์ เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 อีกด้วย

ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ :
จากนักเตะที่อยู่ภายใต้ร่มเงาเพื่อนร่วมทีม ทั้งทีมชาติไทย และ สมัยอยู่กับ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เพราะด้วยอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด รวมถึงฟอร์มการเล่นที่ตกลง จนไม่ได้เล่นในตำแหน่งที่ถนัดในบางช่วงเวลา

แต่ปัจจุบัน ราเยวัช ก็ทำให้เขากลายเป็น “มิดฟิลด์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์” ที่ดีที่สุดของทีมชาติไทยไปแล้ว จากฟอร์มการเล่นสุดทุ่มเทในยามสวมชุดช้างศึก รุกก็ได้ รับก็ดี ฟรีคิกยิงได้ เปิดลูกนิ่งได้ แถวสองก็ซัดได้ ตัดเกมได้ แย่งบอลได้ จ่ายบอลได้ และนี่คือมิดฟิลด์อีกคนที่ราเยวัชจะขาดไม่ได้เลยเด็ดขาด

 

เสน่ห์ของกองกลาง คือที่สุด

ฟุตบอลทีมชาติไทย

รูปแบบการวางหมากการเล่นในแดนกลาง นับว่าเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของการบริหารจัดการตัวผู้เล่นในกระดานของผู้จัดการทีม และ ราเยวัช ก็ทำได้ดีเลยทีเดียว

กองกลางในปัจจุบัน มีอยู่สี่แบบมาตรฐาน (ไม่นับปีก หรือ กองหน้าด้านข้าง) นั่นคือ กองกลางตัวโฮลด์บอล, กองกลางตัวรับ, กองกลางบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ และ กองกลางตัวสร้างสรรค์เกมรุก (เพลย์เมกเกอร์)

บ่อยครั้งที่เราได้เห็นพื้นที่แดนกลางของ ราเยวัช มีการทดลองอะไรใหม่ๆ เช่น ไม่มีกองกลางตัวรับ (นัดล่าสุด ใช้ตัวโฮลด์บอลสองคนหลังชนาธิป นั่นคือ ปกเกล้า และ สุมัญญา)

สูตรการปรุงแต่งแดนกลางของ ราเยวัช มีหลากหลายมากๆ โดยใช้ส่วนผสม 4 อย่าง ที่เข้ากันอย่างกลมกล่อม แม้จะสามารถเลือกใช้ได้แค่อย่างมากก็ 3 ส่วนผสมในเกมเดียวกันก็ตาม

 

กองหน้ายังมีคำถาม

ฟุตบอลทีมชาติไทย

แม้จะมีเกมรับที่ยอดเยี่ยมน่าชื่นชม แต่จำนวน 14 ประตูจาก 13 เกม (นับเกมกับ เบลารุส ด้วย) นับว่ากลายเป็นหนึ่งในคำถามที่ตามมาถึงจุดอ่อนที่สุดของทีมชาติไทย ยุค ราเยวัช นั่นคือ ยังใช้โอกาสเปลืองเกินไปหรือไม่

ค่าเฉลี่ยประมาณ 1 ประตูต่อ 1 เกม และยิงไม่ได้ถึง 4 นัดจาก 13 นัด เป็นเหตุให้ทีมงานต้องเคี่ยวเข็ญวิธีการเข้าทำมากกว่าเดิม โดยเฉพาะสองเกมหลัง ที่เก็บชัยชนะได้ 1-0 นั้น มีอีกหลายจังหวะที่มีโอกาสบวกประตูเป็น 2-0 แต่ก็ทำไม่ได้ ซึ่งหากฮ่องกง และ ตรินิแดดฯ สามารถตีเสมอได้ ในจังหวะที่พวกเขามีโอกาสนั้น ผลการแข่งขันอาจจะเปลี่ยนไปเลยก็ได้

12 เกมออฟฟิเชี่ยลที่ มิโลวาน ราเยวัช ผ่านมากับทีมชาติไทยนั้น มีเพียงนัดเดียวที่ลงเล่นพบกับทีมในย่านอาเซียน นั่นคือ การบุกไปเอาชนะ เมียนมา 3-1 ซึ่งสามประตูของทีมชาติไทยยิงได้นั้น เกิดจากการแอสซิสต์ของ ธีราทร 1 ประตู (มงคล ยิง), การยิงของ ธีรศิลป์ อีก 1 ประตู และ การยิงจุดโทษของ ฐิติพันธ์ อีก 1 ประตู

แน่นอนว่า ธีราทร และ ธีรศิลป์ จะไม่อยู่กับทีมชาติไทย ในเกมเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 ทั้งทัวร์นาเมนต์ ซึ่งก็จะกลายเป็นการบ้านของ ราเยวัช อย่างแน่นอน ถึงการทำให้ทีมมีเกมรุกที่ดุดันกว่าเดิม หรืออย่างน้อยก็ต้องมีมาตรฐานในระดับเดิมกับที่เคยเล่นกับ เมียนมา ทีมเกรดบีของภูมิภาค (ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยิงนัดละ 3 ประตูนะ แต่หมายถึงรูปแบบการเล่น เมื่อยามที่ไม่มีตัวจากต่างประเทศ)

 

อีก 3 วันเท่านั้น บทพิสูจน์จริงๆ ของ มิโลวาน ราเยวัช จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว การคว้าแชมป์อาเซียน สมัยที่ 6 และเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันของทีมชาติไทย คือ เป้าหมายแรก และจะเป็นทัวร์นาเมนต์ที่เรียกความมั่นใจให้กับเขา และลูกทีมอย่างมาก ก่อนจะไปเจอของจริง ในศึก เอเชี่ยนคัพ 2019 ที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่จะบอกได้อย่างชัดเจนที่สุดว่า กว่า 1 ปีครึ่ง ที่ ราเยวัช ตบแต่งทีมชาติไทย ให้เข้ารูปเข้ารอยนั้น

“ทีมชาติไทย อยู่ในระดับไหนแล้ว ในทวีปเอเชียแห่งนี้….”

 

“จอน”

 

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports