ชัยชนะเหนือทีมชาติลาว 3-0 ในการไปเยือน และกลับมาเชือด “เสือเหลือง” มาเลเซีย 2-0 ในบ้านตัวเองที่กรุงฮานอย ของทีมชาติเวียดนาม ได้ทำให้เกิดอาการ “โรคกลัวเวียดนาม” ในหมู่แฟนบอลชาวไทยจำนวนหนึ่ง หลังจากที่นักเตะสกุลเหงียน โชว์ฟอร์มได้ดีในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 รอบแรก จำนวน 2 เกมแรก

กลัวว่า อดีตแชมป์ 1 สมัย เมื่อปี 2008 จะกลับทวงบัลลังก์อาเซียนได้
กลัวว่า เวียดนาม จะยึดแท่นเบอร์หนึ่งในเรื่องของความสำเร็จของภูมิภาคนี้ไป เพราะตอนนี้พวกเขาก็เป็นเบอร์หนึ่งในรูปแบบของการจัดอันดับแรงกิ้งฟีฟ่าอยู่แล้ว

กลัวนู่น กลัวนี่ กลัวนั่น กลัวโน่น กลัวไปหมด…

เวียดนาม ชุดนี้ ต้องยอมรับว่า เป็นชุดที่ ปาร์ค ฮัง ซอ เฮ้ดโค้ชชาวเกาหลีใต้ ทำออกมาได้ดีจริงๆ ไล่ตั้งแต่ พาทีมชาติเวียดนาม ชุด ยู-23 บุกมาเอาชนะทีมชาติไทยได้ 2-1 พร้อมคว้าอันดับ 3 ของศึก M-150 Cup 2017 ไปครองที่จังหวัดบุรีรัมย์ เมื่อปลายปีที่แล้ว ก่อนที่พ่อมดลูกหนังจากแดนกิมจิรายนี้จะสร้างประวัติศาสตร์ พาทีมชาติเวียดนาม ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี คว้ารองแชมป์เอเชีย ในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี มาครองได้แบบกระหึ่มทั่วทั้งทวีป

การพ่ายให้กับ อุซเบกิสถาน ยู-23 ในรอบชิงชนะเลิศ ชนิดที่ถูกยิงในช่วงต่อเวลาพิเศษนาทีสุดท้าย ทำให้พวกเขากลายเป็นหนึ่งในรองแชมป์ที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลเยาวชนในเอเชีย

นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จในฟุตบอลระดับเยาวชนของพวกเขา หลังเพิ่งผ่านเข้าสู่ศึกฟุตบอลโลก ยู-20 มาเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมานี่เอง โดยรอบ 8 ทีมสุดท้ายของการคัดเลือก พวกเขาสามารถเอาชนะ บาห์เรน ด้วยสกอร์ 1-0 ซึ่งบาห์เรนคือเจ้าภาพของการแข่งขันฟุตบอล ยู-19 ชิงแชมป์เอเชีย 2016 ด้วย

ค่อยเป็นค่อยไป สมบูรณ์ขึ้นสมบูรณ์ขึ้น
และน่ากลัว…

ไม่เพียงแค่นั้น ปาร์ค ฮัง ซอ ยังสร้างความน่าอิจฉาให้กับแฟนบอลอาเซียนทั่วทั้งภูมิภาคอย่างต่อเนื่องด้วยการพาทีมชาติเวียดนาม ผ่านเข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลในมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย ได้อีก แม้จะไม่สามารถหักด่านทีมชาติเกาหลีใต้ ชาติเดียวกับกุนซือของพวกเขาได้ในรอบรองชนะเลิศ (แพ้ 1-3) แต่นั่นก็เป็นสุดยอดประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งที่ ปาร์ค ฮัง ซอ และขุนพลของเขาสามารถทำได้

จบจากทัวร์นาเมนต์ ยู-23 สองรายการในปีนี้ (ชิงแชมป์เอเชีย กับ เอเชี่ยนเกมส์) ปาร์ค ที่ถูกผลักดันให้คุมทีมชาติเวียดนาม ชุดใหญ่ด้วย ก็จัดการผลักดันผู้เล่นที่เขาใช้งานในระดับ ยู-23 ขึ้นมาหลายคน (จริงๆ ต้องพูดว่า แทบจะยกทีม) คล้ายๆ กับการที่ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ผลักดัน ทีมชาติไทย ชุดแชมป์ซีเกมส์ 2013 และ ชุดอันดับที่ 4 ของเอเชี่ยนเกมส์ 2014 ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ขึ้นมาเล่นฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2015

“รูปแบบคล้ายคลึงกัน
ความสำเร็จใกล้เคียงกัน
เป็นโกลเด้น เจเนเรเชั่น เหมือนกัน
ต้องแบกอายุเหมือนกัน”

15 รายชื่อ จาก 23 ขุนพล ทีมชาติเวียดนาม ในชุดนี้ ต่างอายุไม่เกิน 23 ปี ทั้งสิ้น นำมาโดย เหงียน คอง เฟือง, เลือง ซวง ตรวง และ เหงียน ควาง ไฮ โดยมี กองหน้าอายุเกินที่พวกเขาฝากความหวังเอาไว้ ในฐานะกัปตันทีม นั่นคือ เหงียน วาน เควียต (คล้ายๆ กับ โมเดลของ ธีรศิลป์ แดงดา ในทีมชาติไทย)

การทำงานในรูปแบบที่ชื่อถือได้ ภายใต้เฮ้ดโค้ชชาวเกาหลีใต้ที่หวังความสำเร็จได้, รูปแบบและลักษณะการเล่นในสนามก็โอเค, มีการเข้าทำด้วยวิธีหลากหลาย ยิงไกลได้ ครองบอลดี ยิงฟรีคิกได้ โอเพ่นเพลย์ก็ดี เกมรับก็ยอดเยี่ยมกว่ายุคก่อนๆ และผลงานก็จับต้องได้ เป็นรูปธรรมตลอดปี ทำให้ เวียดนาม กลายเป็นหนึ่งในทีมที่เป็นเต็งแชมป์ของศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ อย่างไม่ต้องสงสัย  เอาจริงๆ อันดับโลกของพวกเขาตอนนี้ก็ดีที่สุดในอาเซียน และใกล้ท็อป 100 เข้าไปทุกที (ปัจจุบันอยู่ในอันดับ 102) จึงไม่แปลกที่จะกลายเป็นทีมตัวเต็ง

และทั้งหมดนี้แหละ ทำให้เกิดโรคกลัวเวียดนามขึ้น เหมือนๆ กับ ในช่วงหนึ่งที่เกิดโรค “กลัวทีมชาติไทย” ในหมู่แฟนบอลอาเซียน เมื่อช่วงปี 2013-2016 ที่ผ่านมา

จนกระทั่งเมื่อวานที่ผ่านมา ด้วยสกอร์ 0-0 แบบที่ เมียนมา มีโอกาสบุก และครองบอลมากกว่า (ในบ้านตัวเอง) ได้ทำให้ความเป็นโรคกลัวเวียดนาม ค่อยๆ หายไปเล็กน้อย

AP Photo/Thein Zaw

เวียดนาม เองก็ยังมีจุดบอด เพราะพวกเขาไม่สามารถทำประตูได้เป็นนัดแรกของศึกซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ แต่จุดแข็งอีกอย่าง ก็คือ เกมรับ ยังทำงานต่อเนื่อง หลังไม่เสียประตูเป็นนัดที่ 3 ติดต่อกันเข้าให้แล้ว

ผมนั่งชมเกมที่เสมอกับเมียนมา ต้องยอมรับว่า มันก็มีช่วงที่เวียดนาม ผิดฟอร์มไปดื้อๆ เมื่อทีมชาติเมียนมา มีโอกาสครองบอลมากกว่า และมีโอกาสเล่นเกมรุกเข้าใส่เวียดนาม

“ไม่ได้น่ากลัว หรือไม่มีข้อบกพร่องเลยขนาดนั้น”

การผลักดันนักเตะชุดโกลเด้นเจเนเรชั่นขึ้นมาพร้อมๆ กันเกือบยกทีม มาอยู่ในฐานะนักเตะทีมชาติชุดใหญ่ กลายเป็นดาบสองคม ที่จะคอยสร้างความกดดันให้กับแข้งวัยละอ่อนของเวียดนาม ซึ่งกำลังแบกความหวังของแฟนบอลภายในประเทศเอาไว้

เสียงเชียร์จากแฟนบอลเมียนมา รูปแบบการเล่นที่ไม่มีกลัวของเมียนมา
ทำให้ความน่ากลัวของเวียดนามดูลดลงอย่างเห็นได้ชัด
พวกเขาเกิดอาการเกร็ง และหวิดจะเสียประตูอยู่หลายครั้ง หากเมียนมามีการทำงานในพื้นที่สุดท้ายได้ดีกว่านี้

AP Photo/Thein Zaw

การที่เมียนมา เสมอได้ แม้จะถูกมองว่าเป็นรองสุดกู่ก่อนเกมการแข่งขัน นั่นทำให้พิสูจน์ว่า ฟุตบอลก็ยังเป็นลูกกลมๆ ความกลัวไม่ได้ทำให้ความเก่งของเรามากขึ้น แต่มันยิ่งทำให้เราห่างไกลจากชัยชนะมากขึ้น

ลองถามตัวเอง และมองเปลี่ยนมุมมองดูว่า
“เวียดนาม น่ากลัวจัง เค้ามีแบบนั้น เค้าเคยทำแบบนี้ได้ กับ เวียดนาม เก่งนะ ชุดนี้ แต่เราอย่าไปกลัว พวกเขาเสมอเมียนมาได้ เราชนะเมียนมามาแล้ว 3-1 ฉะนั้น เรามีดีพอที่จะชนะพวกเขาได้ ” …
ลองคิดดูว่า แบบไหนที่จะให้กำลังใจนักเตะไทยมากกว่ากัน

แต่เอาจริงๆ ผมก็อยากจะปรบมือให้กับเวียดนาม ที่พวกเขาสามารถเดินทางมาถึงจุดๆ นี้ ที่ทำให้หลายๆ คน กลัวได้

“แต่อย่างที่บอก ไม่ใช่ว่า เราจะชนะไม่ได้
และถ้ามีโอกาส ผมก็อยากให้ทีมชาติไทย ได้โอกาสเจอกันไปเลยนะในทัวร์นาเมนต์นี้ วัดไปข้างเลยว่า เอาจริงๆ แล้ว ใครเหนือกว่ากัน กันแน่??”

 

“จอน”

 

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports