เกมระหว่างทีมชาติไทย กับ สิงคโปร์ ในศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2018 รอบแรก นัดสุดท้ายของกลุ่ม บี เมื่อวานที่ผ่านมา ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน … ผมได้ชมเกมผ่านมุมมองในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการนั่งอัฒจันทร์ชั้นบนฝั่ง E หรือบัตรโซน E2-3 นั่นเอง

เป็นมุมมองที่ไม่ได้ใหม่นักในชีวิต เพราะผมนั่งมาครบหมดทุกมุมแล้ว ทั้ง N, S, W1, W2-3, E1 หรือ ที่นั่งสื่อมวลชน แต่นี่เป็นครั้งแรกของศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ครั้งนี้ ที่ผมดูทีมชาติไทย ผ่านมุมมองของกองเชียร์ จากที่นั่งชั้นบน

ทีมชาติไทย จัด 11 ผู้เล่นตัวจริงที่มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง โดย มิก้า ชูนวลศรี ได้โอกาสลงเล่นในตำแหน่งแบ็คขวา แทนที่ของ ฟิลิป โรลเลอร์ ส่วนแผงแนวรับรายอื่นๆ ยังเหมือนเดิมจากนัดที่ผ่านมา นั่นคือ “บอย” ฉัตรชัย บุตรพรม เป็นผู้รักษาประตู, กรกช วิริยะอุดมศิริ เป็นแบ็คซ้าย และ พรรษา เหมวิบูลย์ กับ “กัปตันเหลิม” เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ยืนคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ

แผงกองกลาง ใช้สามมิดฟิลด์ชุดที่ดีที่สุดของทีมชุดนี้ นั่นคือ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ในฐานะมิดฟิลด์ตัวรับ, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ในฐานะมิดฟิลด์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์ และ สรรวัชญ์ เดชมิตร เป็นเพลย์เมกเกอร์

ส่วน แนวรุกมี นูรูล ศรียานเก็ม ได้กลลับมาลงตัวจริงอีกครั้ง โดยยืนปีกขวา ส่วนปีกซ้ายเป็นหน้าที่ของ ศุภชัย ใจเด็ด และหน้าเป้า เจ้าของ 7 ประตูจาก 3 เกมอย่าง “กอล์ฟ” อดิศักดิ์ ไกรษร ยืนเป็นตัวความหวังในการพังประตู

ส่วนสิงคโปร์ ที่ต้องการสามแต้ม ไม่มีทางเลือก ฟานดี้ อาหมัด เฮ้ดโค้ชที่เป็นตำนานนักเตะคนหนึ่งของทวีปเอเชีย ได้ส่งผู้เล่นที่เคยเล่น และกำลังลงค้าแข้งในลีกไทยอย่างครบครัน ทั้ง ฮัสซัน ซันนี่, กาเบรียล คว็อก, ซุลฟะห์มี อาริฟิน และ อิร์ฟาน ฟานดี้ แข้งใหม่ของ บีจี ปทุมธานี เอฟซี

หลังจากนั้น ผมก็จัดการสวมแว่น โดยเบื้องหน้าเป็นสนามฟุตบอลขนาดอ่างศิลายักษ์
เกมเริ่ม… (เสียงน้าหัง)

15 นาทีแรก ทั้งสองทีมกึ่งแลกกึ่งรับ เพราะรู้ว่าประตูแรกนั้นสำคัญมาก ใครได้ก่อนจะมีผลต่อเวลาที่เหลือในการตัดสินทีมที่จะเข้ารอบ

เพียง 2-3 นาทีแรก ศุภชัย ใจเด็ด ได้ทักทายจากความพยายามพาบอลแหวกแนวรับตรงริมเส้นฝั่งซ้าย ก่อนที่ทีมจะได้โหม่งจะลูกเตะมุม สร้างความเสียวไส้ให้กองเชียร์รอบสนาม

สิงคโปร์ มีความวูบวาบให้เห็นจากการได้ยิงกดดันจนทำให้ ฉัตรชัย ต้องออกแรงพุ่งปัดออกหลังไป และได้เตะมุมด้วย ซึ่งลูกโด่งนั้น เป็นทีเด็ดของ “ทัพเมอร์ไลออนส์” ชุดนี้เลย ทว่าสำหรับลูกโด่งนั้น ต้องยอมรับว่าเกมนี้ ฉัตรชัย ออกมาตัดบอลในหลายๆ จังหวะได้ดีมากๆ

เกมผ่านไปราวๆ 10 นาที ดูเหมือนว่า สิงคโปร์ จะมีปัญหาในการจัดการกับเกมสวนกลับของทีมชาติไทย โดยเฉพาะการทะลุทะลวงจากริมเส้น ที่ใช้นูรูล กับ ศุภชัย ลากเลื้อย ซึ่งได้ผลจากการเรียกใบเหลืองได้ตั้งแต่นาทีที่ 9 ของการแข่งขัน

ในที่สุด ทีมชาติไทย ก็มาได้ประตูออกนำไปก่อนจนได้ 1-0 จากจังหวะที่ กรกช วิริยะอุดมศิริ เปิดบอลเข้าไปในกรอบเขตโทษ และ พรรษา เหมวิบูลย์ ได้โหม่งหวังทำประตู ก่อนที่ อิร์ฟาน ฟานดี้ จะสกัดเข้าประตูไป

จังหวะนี้ ต้องชมการครอสบอลที่ลงหัวของ กรกช จนได้ประตูออกนำเร็ว และทำให้ สิงคโปร์ ต้องกดดัน เพราะพวกเขาต้องการชัยชนะ ผลเสมอ หรือแพ้ ไม่เพียงพอต่อการเข้ารอบ

พอออกนำเร็ว “ยี่ห้อ ราเยวัช” ฟุตบอลจากยุโรปตะวันออกที่เน้นสไตล์ “ตีหัวเข้าบ้าน” ก็ทำงานอีกครั้ง แต่คราวนี้ มีการจู่โจมในจังหวะสวนกลับหลายแบบ ทั้งใช้ความเร็ว กับ ความสามารถเฉพาะตัวของ กราบสองข้าง ทั้งนูรูล และ ศุภชัย รวมถึงการใช้ฟุตบอลไดเร็กต์ ไม่กี่จังหวะจากแนวรับ หรือพูดง่ายๆ คือ เปิดยาวนั่นเอง

และแค่ 10 นาทีให้หลัง การเปิดยาวก็ทำงานจนได้ เมื่อ ศุภชัย ใจเด็ด ได้จังหวะเก็บตกจากการโหม่งสกัดไม่ดีของผู้เล่นสิงคโปร์ ก่อนกดด้วยขวาเข้าไปอย่างสวยงาม

“ลูกที่ 3 ในทัวร์นาเมนต์ของ หนุ่มวัย 19 ปี จาก จังหวัดปัตตานี”
และเขาใช้เวลาเพียง 229 นาทีเท่านั้น ในทีมชาติไทย ชุดใหญ่ จำนวน 6 เกม (ตัวจริง 3 ตัวสำรอง 3) ในการทำ 3 ประตู

ซึ่งบทสรุปสุดท้ายของเกมนี้ “เจ้าอาร์ม” ได้ตำแหน่งแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ไปครองด้วย ทั้งที่มีอายุเพียงแค่ 19 ปี กับอีก 359 วันเท่านั้น

2-0 ตั้งแต่ 23 นาทีแรก และได้เล่นในบ้าน
ดูเหมือนอะไรๆ ก็เป็นใจให้กับทัพ “ช้างศึก” ในวันนี้

แม้จะมีจังหวะหวาดเสียวอยู่บ้าง รวมถึงจังหวะผิดพลาดของ ฉัตรชัย เล็กน้อย แต่สุดท้ายฟุตบอลคู่นี้ก็จบลงในครึ่งแรกด้วยสกอร์ 2-0 ที่มองยังไงก็ต้องบอกว่า ชิลทั้งรูปเกม ชิลทั้งผลการแข่งขัน ชิลทั้งความสามารถ ชิลทั้งได้เล่นในบ้าน

“เตรียมตัวเข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มได้เลย”

ครึ่งหลัง ทีมชาติไทย ยังปล่อยให้สิงคโปร์ ได้ครอบครองบอลอยู่เหมือนเดิม ซึ่งการเล่นเกมรับเป็นปรัชญาฟุตบอลในแบบ มิโลวาน ราเยวัช อยู่แล้ว

90 นาทีของการแข่งขัน ทีมชาติไทย ครองบอลน้อยกว่า สิงคโปร์ ด้วยซ้ำ ที่จำนวน 55 ต่อ 45 เปอร์เซ็นต์ แต่ผลการแข่งขันกลับเป็นทีมชาติไทยที่ชนะห่างถึง 3 ประตู

ต้นครึ่งหลัง ทีมชาติไทย ส่งปกเกล้า อนันต์ ลงแทนนูรูล ศรียานเก็ม ทำให้มีการเปลี่ยนตำแหน่งการยืนกันเล็กน้อย โดยถ่างเอา ฐิติพันธ์ ไปเล่นฝั่งขวา และปกเกล้า มายืนคู่มิดฟิลด์ตัวกลางกับ ธนบูรณ์

จากนั้น ทีมชาติไทย พยายามใช้ฟุตบอลไดเร็กต์เร็วในจังหวะโต้กลับ โดยพยายามโยนยาวจากแนวรับเมื่อตัดบอลได้ (มีหลายจังหวะที่ ฉัตรชัย พยายามออกบอลเร็วให้เพื่อนทางฝั่งขวา นั่นคือ ฐิติพันธ์) และสุดท้าย การสวนกลับก็ทำงานอีกครั้งในช่วงท้ายเกม โดย สรรวัชญ์ เดชมิตร จัดการแอสซิสต์ลูกที่ 5 จาก 4 นัดในรอบแรก ให้กับ “กอล์ฟ” อดิศักดิ์ ไกรษร ที่จัดการยิงลูกที่ 8 ของตัวเองไปเรียบร้อย จาก 4 นัด

“3-0 นิ่มๆ ฉีกแทคติกของสิงคโปร์ ให้ขาดวิ่น ฉลุยกรุยทางสู่รอบรองชนะเลิศ ไปลุ้นแชมป์ 3 สมัยติดต่อกันเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน”

ซึ่งชัยชนะนัดนี้ เป็นชัยชนะที่เยอะที่สุดของทีมชาติไทย ที่มีต่อสิงคโปร์ อดีตแชมป์ 4 สมัย ในศึกชิงแชมป์อาเซียนด้วย และชนะเยอะที่สุดในรอบ 16 ปี นับตั้งแต่ชนะ 4-0 ในศึกฟุตบอลคิงส์คัพ เมื่อปี 2002 แถมยังสร้างประวัติศาสตร์ยิงประตูเยอะที่สุดในรอบแรกของศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ด้วยจำนวน 15 ลูกจาก 4 เกม อีกด้วย

สำหรับเกมนี้ ถ้าจะมีอะไรติดใจก็เพียงเล็กน้อยในเรื่องของ การเปลี่ยนตัว ซึ่งเปลี่ยนฟิลิป โรลเลอร์ กับ ปกรณ์ เปรมภักดิ์ ลงมายืดเส้นยืดสายในจำนวนเวลาที่น้อยจนเกินไป เพราะด้วยสกอร์ที่นำห่าง 2 ลูกตั้งแต่ครึ่งแรก ก็อยากให้มีการพักตัวผู้เล่นที่เป็นตัวจริงมาตลอด รวมถึงเกมกำลังหนัก ก็อยากให้เก็บตัวเพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ

นับเป็นเพอร์เฟคแมตช์ อีกหนึ่งเกมของทีมชาติไทย ที่มีต่อทีมจากอาเซียน และทำให้ทีมชาติไทย ผ่านด่านแรก ในรอบแรก เข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ได้เรียบร้อยแล้ว โดยมีทีมชาติมาเลเซีย เป็นด่านต่อไปในเกมตัดเชือก ซึ่งก็เหมือนได้รีแมตช์สองเกมเหย้าเยือนจากครั้งที่ทั้งคู่เคยผลัดกันแพ้ และชนะ ในรอบชิงชนะเลิศ เมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา

สุดท้ายนี้ ผมก็ขอขอบคุณแฟนบอลทุกท่านเช่นเคยที่เข้ามาชมเกมในสนามราชมังคลากีฬาสถาน เมื่อวานที่ผ่านมา จำนวนถึง 29,716 คน และหวังว่า ในเกมรอบรองชนะเลิศ จะมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเชียร์ทีมชาติไทยของพวกเราแบบเต็มความจุของสนาม

และหวังว่า เราจะได้กระโดดโลดเต้นดีใจด้วยกันเหมือนเมื่อวานอีกครั้ง…

 

“จอน”

 

ดูบอลสดฟรี ไม่มีสะดุด ลูกค้าทรูมูฟ เอช รับเน็ต 2GB ดูทรูไอดีฟรี เปิดทรูไอดีทุกวันรับฟรีทุกวัน ตั้งแต่วันนี้ – 30 พ.ย.61  คลิกเลย

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports