เข้ารอบแล้วโว้ย!!!!!!

ประโยคแห่งความปลดปล่อยของแฟนบอลชาวไทยมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ผมนี่แหละ” ที่ตะโกนออกมาดังลั่น พร้อมน้ำตาซึมๆ เล็กน้อยถึงปานกลาง ณ ข้างสนามฮัซซา บิน ซาเยด สเตเดี้ยม ในเมืองอัล ไอน์ แบบไม่อายใคร หลังจากที่ ริวจิ ซาโตะ ผู้ตัดสินชาวญี่ปุ่น เป่านกหวีดยาวเมื่อทดเวลาบาดเจ็บครบ 4 นาที

เพราะนั่นหมายถึง การคว้า 1 แต้มสำคัญจากเจ้าบ้าน ทีมชาติสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ของทีมชาติไทย และทำให้ “ทัพช้างศึก” ทะลุผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ 16 ทีมสุดท้าย ศึกฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ 2019 ได้สำเร็จตามเป้าหมาย

0 แต้ม จากเกมพบ อินเดีย
3 แต้ม จากเกมพบ บาห์เรน
และ 1 แต้ม จากเกมพบ ยูเออี

รวมเป็น 4 แต้ม จาก 3 นัด เพียงพอต่อการกลายเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่ม เอ และรอพบอันดับที่ 2 ของกลุ่ม ซี ที่มีโอกาสเป็นทีมชาติจีน หรือ ทีมชาติเกาหลีใต้ บิ๊กเบิ้มของเอเชียตะวันออก

90 นาทีสุดท้ายที่เพิ่งจบลงไป มันเป็น 90 นาทีที่เต็มไปด้วยความกดดัน เต็มไปด้วยความบีบคั้น แม้จะไม่มีวินาทีใดเลยที่ทีมชาติไทย ตกอยู่ในสถานการณ์ตกรอบแรกแน่นอน แบบเรียลไทม์ แต่ทำไมก็ไม่รู้ ผมไม่สามารถละความกดดันออกจากหัวใจ ความคิด และร่างกายได้เลย

 

เริ่มต้นอย่างร้อนรน

11 ผู้เล่นตัวจริงของทีมชาติไทย เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนเพียงตำแหน่งเดียวจากเกมที่ชนะ บาห์เรน 1-0 โดย พรรษา เหมวิบูลย์ ที่ถูกแบน ถูกแทนที่ด้วย มิก้า ชูนวลศรี ที่ได้ลงเล่นตัวจริงเป็นเกมแรก

ระบบเดิม (3-5-2) ผู้รักษาประตูคนเดิม กองกลางชุดเดิม สองกองหน้าคนเดิม สองผู้เล่นทางกราบคนเดิม เปลี่ยนเพียงแผงกองหลังสามคน ที่ใช้ อดิศร พรหมรักษ์ ยืนด้านซ้าย, สุพรรณ ทองสงค์ ยืนตรงกลาง และมิก้า ชูนวลศรี ยืนทางขวา ในระบบหลังสาม

ทุกอย่างแทบจะเหมือนเดิม แต่ผลสกอร์ในช่วง 10 นาทีแรก ไม่เหมือนเดิม

ทีมชาติไทย เสียประตูเร็วแบบชนิดที่ใครก็ไม่คาดคิด แต่ยังมีความโชคดีอยู่บ้าง เมื่อ อดิศร พรหมรักษ์ โดนเพียงแค่ใบเหลืองจากการตั้งใจใช้มือปัดบอลที่กำลังเข้าโกล ซึ่งผมคิดว่า หากเขาปัดได้สำเร็จ แล้วโดนใบแดง พร้อมเสียจุดโทษ ทุกอย่างอาจจะไม่จบแบบนี้

AP Photo/Hassan Ammar

ครึ่งทางของครึ่งแรก ผ่านไปแบบน่าอึดอัดเหลือเกิน เมื่อพื้นที่ของ ทริสตอง โด โดนจี้อยู่บ่อยครั้ง จนทำให้ “กอล์ฟ” อดิศักดิ์ ไกรษร ต้องลงมาเล่นเสมือนเป็นปีกขวา เพื่อช่วยเกมรับทางฝั่งขวา

ทีมชาติไทย เล่นเหมือนคนออกอาการ “โดนแล้วลน” เมื่อโดนบุกกระหน่ำแบบเจียนอยู่เจียนไป แม้จะบุกสู้ได้บ้าง แต่ต้องยอมรับว่า ในช่วง 30 นาทีแรกของครึ่งแรกนั้น กองหน้าแทบจะเก็บบอลไม่ได้ กองกลางคุมเกมไม่อยู่ แม้ว่าจะช่วยกันวิ่ง ช่วยกันไล่แค่ไหนก็ตาม

คู่หู “มุ้ย แอนด์ กอล์ฟ” แทบหายไปจากเกมรุก
มุ้ย เก็บบอลได้อย่างยากลำบาก
กอล์ฟ เก็บบอลไว้กับตัว แต่ก็เสียบอลบ่อยครั้ง
กองหลังดูทำอะไรก็ไม่สมูธเลย
และทีมชาติไทยเจอการเพรสซิ่งเร็ว จนนักเตะที่สำคัญที่สุดอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ไม่ได้ทำงานในแบบที่ถนัดเลย

และที่สำคัญ คลาฟลาน มูบารัค (เบอร์ 21) เป็นตัวอันตรายสุดๆ ของยูเออี ที่สร้างความปั่นป่วนได้ตลอดทุกครั้งที่เขาได้บอล ผมนี่กลัวทุกครั้งที่เขาได้บอล

สถานการณ์ยิ่งแย่ไปมากกว่าเดิม เมื่อทีมชาติไทย ที่ต้องการประตูตีเสมอ กลับต้องเปลี่ยนตัวคนแรก เมื่อเวลาผ่านไปเพียงครึ่งชั่วโมง หลังจากที่ มิก้า ชูนวลศรี บาดเจ็บ และทำให้ต้องส่ง เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ลงสนามแทน โดยปรับเกมรับ ให้สุพรรณ ทองสงค์ ไปเล่นฝั่งซ้าย และเอา เฉลิมพงษ์ มาเล่นตรงกลาง

ในใจตอนนั้น คิดว่า เราอาจจะต้องยืมจมูก (อินเดีย) หายใจซะแล้ว ในเวลาที่เหลือ…..

AP Photo/Kamran Jebreili

ประตูที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

มิดฟิลด์บ็อกซ์ทูบ็อกซ์ ที่ยอดเยี่ยมที่สุดของทีมชาติไทย ในขณะนี้ แสดงศักยภาพในเกมรุกให้เห็นอีกครั้ง ในเวลาที่เขามี ธนบูรณ์ เกษารัตน์ คอยสกรีนเกมรับในแดนกลางให้ และในนาทีที่ 41 เขาก็กลายเป็น “พระเอก” ในภาพยนตร์ลูกหนังสุดดราม่าเรื่องนี้

ฐิติพันธ์ – ชนาธิป – ฐิติพันธ์ (ฝาก – จ่าย – จบ)
สูตรสำเร็จง่ายๆ ของประตูนี้ ที่ปลดล็อกให้ทีมชาติไทย ไล่ตีเสมอ ยูเออี ได้สำเร็จ และนั่นคือโมเมนต์ที่ดีที่สุดก่อนจบครึ่งเวลาแรก

 

45 นาทีที่เกร็งที่สุดในชีวิตครั้งหนึ่ง

ผลสกอร์ 1-1 จากครึ่งแรก และการที่ทีมชาติอินเดียยังไม่เสียประตูให้กับบาห์เรน ก็ทำให้เราสามารถสบายใจได้ในระดับนึง ในการเริ่มต้นครึ่งหลังแบบยังไม่ตกรอบแรก หากคิดแบบ “เรียลไทม์”

45 นาทีหลัง เป็นครึ่งหลังที่ผมยกให้ “ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์” เป็นเดอะเบสต์ในใจเลย

AP Photo/Hassan Ammar

“เจ้านิว” วิ่งไล่กวดบอลอย่างไม่คิดชีวิต ไม่สนใจว่าจะต้องสูญเสียพลังงานมากมายแค่ไหน และสกัดบอลได้อย่างเด็ดขาดในหลายๆ ช็อต รวมถึงวิ่งอย่างกับม้า ที่พร้อมจะไล่ล่าลูกบอลในทุกจังหวะ

รองลงมาคือ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่โชว์ในสิ่งที่มากกว่าแค่เรื่องของสกิลล์ในการเล่น นั่นคือความมุมานะ ความมุ่งมั่น ความไม่อยากตกรอบ ที่แสดงออกมาทั้งสีหน้า ท่าทาง และภาษาร่างกาย

เกมในช่วงครึ่งหลัง ดำเนินไปเรื่อยๆ ผมเองก็นับเวลารอจบเกมแบบที่ทุกคนเป็น และก็คอยเช็คผลการแข่งขันของคู่ทีมชาติอินเดียด้วย

ซึ่งเมื่อเกมผ่านไปจนเหลือ 15 นาทีสุดท้าย สถานะในขณะนั้น แม้จะยังเข้ารอบอยู่ แต่ด้วยความที่ทีมชาติไทยยังไม่สามารถขึ้นนำ และยังไม่ถูกออกนำไปอีกครั้ง ผลสกอร์แบบน่าหวาดเสียว ที่ยังเสมออยู่ทั้งสองคู่ ก็ทำให้ใจของผม ตุ้มๆ ต่อมๆ เหลือเกิน แต่ต้องชื่นชมเกมรับของทีมชาติไทย ในช่วงครึ่งหลังแบบอย่างมากที่ช่วยกันเล่น ช่วยกันบี้ ช่วยกันตั้งโซนนิ่งอย่างแน่นอน และเข้าบีบเพรสซิ่งในช่วงเวลาที่ต้องกดดัน

จนกระทั่ง ทีมชาติบาห์เรน ขึ้นนำ 1-0 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของอีกสนาม นั่นทำให้ ความกดดันในการไม่อยากเสียประตูพุ่งสูงถึงขีดสุด

และท้ายที่สุด เมื่อช่วงทดเวลาบาดเจ็บที่แสนยาวนาน ทั้งที่มันก็แค่ 4 นาที ก็แค่นับ 1 จนถึง 240 เท่านั้น ได้หมดลงไป
นั่นคือเวลาที่เป็นสัญญาณที่อนุญาตให้พวกเราตะโกนคำที่อยากตะโกนที่สุดตลอดเวลา 90 นาที

“เข้ารอบแล้วโว้ย!!!!” มันเป็นความรู้สึกที่ปลดปล่อยความกังวล ความกดดันทั้งหมดที่มี มันคือความรู้สึกที่ยากจะอธิบายจริงๆ กับการเข้ารอบน็อกเอาท์ครั้งนี้

สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณแฟนบอลไทยทุกท่านที่อยู่ทั้งในสนาม และชมเกมอยู่ทางบ้านที่ประเทศไทย
ขอขอบคุณทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชทุกคน
ขอขอบคุณนักเตะทีมชาติไทยทุกท่าน

ขอขอบคุณการผ่านเข้ารอบน็อกเอาท์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของทีมชาติไทย หากนับเฉพาะการแข่งขันเอเชี่ยนคัพ ในครั้งที่มีมากกว่า 8 ชาติขึ้นไป ที่ผมได้เห็นกับตาอยู่ข้างสนาม

และหวังว่า เราจะสมหวังอีกครั้งในรอบต่อไป

 

“จอน”

 

อ่านข่าว ตลาดซื้อขายนักเตะไทยลีก 2019

 

อ่านข่าว ตลาดซื้อขายนักเตะพรีเมียร์ลีก 2018/19

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ดูบอลสด – ไฮไลท์บอล แบบจัดเต็มได้ ที่นี่

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!
ดูไฮไลท์บอล พรีเมียร์ลีก ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports