กระแสฟุตบอลพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ผ่านมาดูจะเบาบางกว่าทุกอาทิตย์ หลังมีกระแสลุ้นบอลไทยมากลบ แต่ถึงอย่างนั้นความมันส์ของพรีเมียร์ลีกก็ไม่ได้ลดลง และแน่นอนเราก็ยังไม่ลืมที่จะนำเรื่องราวที่น่าสนใจจากพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ผ่านมามาฝากแฟน ๆ ของ TrueID SPORTS กัน

บทสรุปหลังจบสัปดาห์ที่ 23 ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก เมื่อ ลิเวอร์พูลยังนำจ่าฝูง และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก็ตามหลังมาที่ 4 คะแนนเท่าเดิม แต่ในส่วนอันดับที่ 4 นั้น การลุ้นพื้นที่ตรงนี้กลับเข้มข้นกว่าเดิม เมื่อทั้ง เชลซี, อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่างอยากอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ตรงนี้

และนี่คือ 5 สิ่งที่เราเรียนรู้หลังผ่านพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ 23 ครับ

 

1. ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ กับสถานการณ์ “ไก่พิการ”

(AP Photo/Frank Augstein)

ถ้าสถานการณ์ของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ตอนนี้ ไม่เรียกว่า วิกฤต ก็ไม่รู้จะเรียกตอนไหนว่าวิกฤตแล้ว

ถึงแม้จะยังเก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง ทิ้งอันดับ 4 อย่าง เชลซี ห่างถึง 4 แต้ม แต่สถานการณ์ของทีม “ไม่โอเค” อย่างแรง หลังต้องมาเซ่นสังเวย เดเล่ อัลลี ไปอีกคน ทำให้ตอนนี้ สภาพทีมของพวกเขา ดูไม่จืด หลังต้องขาด 4 ยอดกุมารหาญกล้า ไปถึง 3 คนแล้ว

แฮรี่ เคน เจ็บยาว เจอกันอีกที มีนาคม, ซอง เฮือง มิน ยังอยู่ดี แต่มีภารกิจกับทีมชาติเกาหลีใต้ในเอเชียนคัพ กลับมาอีกทีต้นกุมภาพันธ์ ซึ่งตอนนั้นทีมจะเป็นไงบ้างก็ไม่รู้ แถม อัลลี เป็นรายล่าสุด ที่เจ็บกล้ามเนื้อต้นขาซ้าย เจอกันอีกทีมีนาคมเช่นกัน

นี่ยังไม่นับ วิคเตอร์ วานยาม่า, มูสซ่า ซิสโซโก้ แล้วก็ ลูคัส มูร่า ที่มีอาการเดี้ยงเล่นงานกันหมดอีกด้วย

ชั่วโมงนี้เรียกว่า “ไก่พิการ” คงไม่ผิด

แต่ในโชคร้าย ยังดูจะมีโชคดีหลงเหลืออยู่บ้าง เมื่อโปรแกรมของพวกเขาหลังจากนี้อีก 4 นัด ในลีก จะไม่เจองานที่โหดเกินไป โดยเป็นเกมเหย้า 3 นัดติด เจอกับ วัตฟอร์ด, นิวคาสเซิ่ล และ เลสเตอร์ ก่อนที่จะไปเยือน เบิร์นลี่ย์ งานหนักอยู่ที่ปลายเดือน 2 เพราะต้องไปเยือน เชลซี ถ้ารอด 5 เกมนี้ไปได้ ก็จะเริ่มทยอยได้พวกที่เจ็บ ๆ กลับมาให้ใช้งาน

ต้องรอดูฝีมือของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ว่า ภายใต้สถานการณ์วิกฤติแบบนี้ เขาจะพาทีมอยู่รอดปลอดภัยใน 4 อันดับแรกต่อไปได้ไหม?

 

2. หรือแรชฟอร์ด จะเป็นหมายเลข 7 คนต่อไปที่ “ปีศาจแดง”

(Martin Rickett/AP via AP)

นับตั้งแต่โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ เข้ามาเทคโอเวอร์งานของ โชเซ่ มูรินโญ่ ในรังโอลด์ แทรฟฟอร์ด ผลงานของไอ้หนู มาร์คัส แรชฟอร์ดก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างฉุดไม่อยู่

5 ประตู 1 แอสซิสต์ จาก 6 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีก คือลงานของเขา หากยังดูดีไม่พอ ขอแถม ตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ให้อีก 2 เกมด้วยแล้วกัน

ผลงานของเขาไม่ได้ดีขึ้นแค่ในส่วนของตัวเลขเท่านั้น การมีส่วนร่วมกับเกม การชี้เป็นชี้ตายในเกม เขาก็พัฒนาขึ้นทั้งหมด ขนาดที่ โซลชาร์ เคยบอกว่า เด็กคนนี้ จะขึ้นมาเป็นกองหน้าระดับเดียวกับ แฮร์รี่ เคน ได้ไม่ยาก

ประธานโทษ…แฮร์รี่ เคน นี่ระดับดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว และ กุนซือชาวนอร์เวย์ เชื่อว่า แรชฟอร์ด จะเป็นนักเตะระดับนั้นได้เลย

ณ จุดนี้ แรชฟอร์ด น่าจะยังพัฒนาได้อีกแน่นอน เพราะทั้งด้วยอายุและประสบการณ์ เขายังสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมาก และกราฟการพัฒนาของเขาก็เริ่มเป็นรูปธรรมแล้ว หลังจากเขายิงประตูช่วย ยูไนเต็ด ชนะ ไบรท์ตัน ก็ทำให้เขายิงทะลุ 8 ประตูเรียบร้อย ซึ่งจะทำให้เป็นฤดูกาลที่เขายิงให้ “ปีศาจแดง” ในพรีเมียร์ลีกมากที่สุดด้วย

ตอนนี้ เขากลายเป็นนักเตะคนสำคัญของทีมอย่างแน่นอน แต่เขาดีเพียงพอที่จะสืบทอดหมายเลข 7 ที่ยังไม่มีใครทดแทนได้ตั้งแต่ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทิ้งมันไว้ แล้ว…หรือยัง?

 

3. เชลซี แค่สะดุด หรือ จะหลุดยาว?

(AP Photo/Frank Augstein, File )

เมาริซิโอ ซาร์รี่ ถือเป็นกุนซือ “ไนซ์กาย” มาตลอดนับตั้งแต่เปิดฤดูกาลพรีเมียร์ลีก ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะให้สัมภาษณ์ไม่ดี หรือ ต่อว่ากรรมการ, คู่แข่ง หรือกระทั้งลูกทีม

แต่หลังเกมที่ “สิงห์บลูส์” พ่ายต่อ อาร์เซน่อล เขาขอเปิดประเด็นการสัมภาษณ์โดยขอใช้ภาษาอิตาเลียน และให้มีล่ามแปลบทสัมภาษณ์ของเขา เนื่องจากเขาต้องการสื่อความหมายคำพูดของเขาอย่างชัดเจน เขาเกรงว่า ภาษาอังกฤษของเขาไม่ดีพอจะสื่อมันออกมาได้หมด

และในการสัมภาษณ์ครั้งนี้เองก็เป็นครั้งแรก ที่เขาเลือกที่จะตำหนิลูกทีมแบบ “ตรงไปตรงมา” ซึ่งผิดกับภาพลักษณ์ของเขาที่เป็ดมาตลอดตั้งแต่เปิดฤดูกาล

ทางเลือกนี้ของซาร์รี่ มันจะส่งผลได้ทั้งทางบวกและลบ

ถ้าดี คือนักเตะสำนึก และฮึดสู้ ทีมของเขาก็จะกลับมายืนหยัดอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้ง ด้วยคำพูดที่เป็นแรงกระตุ้นของเขาในครั้งนี้

แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้านักเตะ “ไม่โอเค” และ “ไม่เอาด้วย” ปลายทางของซาร์รี่ ก็มีให้เห็นแล้ว ทั้งที่เกิดกับ โชเซ่ มูรินโญ่ และ อันโตนิโอ คอนเต้

แล้วทางเลือกนี้ของซาร์รี่ จะทำให้เชลซี แค่สะดุด หรือ หลุดยาวกันนะ?

 

4. เมื่อ “เรือใบ” ที่ไร้เทียมทาน กลับมาแล้ว

(AP Photo/Rui Vieira)

ชัยชนะ 3-0 เหนือทีมไร้กุนซืออย่าง ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจจะไม่ได้ทำให้คนที่ไม่ได้ดูเกมนี้ รู้สึกว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แตกต่าง หรือ น่ากลัวขึ้นกว่าที่ผ่านมาสักเท่าไหร่นัก

แต่สำหรับคนที่ได้รับชมเกมนี้ จะเข้าใจได้ง่าย ๆ เลยว่า ซิตี้ ที่มี เควิน เดอ บรอยน์ ในสนามนั้น เป็นทีมที่แตกต่างจากเดิมอย่างไร

“เรือใบ” ต้องได้รับข่าวร้ายว่า เพลย์เมกเกอร์ เบลเยี่ยม บาดเจ็บยาวตั้งแต่ก่อนเปิดฤดูกาล หลังจากนั้น เขากลับมาได้ แต่ก็ไม่ได้ลงเล่นเต็มเกมสักที เนื่องจากปัญหาความฟิต แต่ในเกมกับ “เทอร์เรีย” นั้น “เคดีบี” ได้ออกสตาร์ตเป็นตัวจริง และได้ลงเล่นครบ 90 นาทีด้วย

และนี่เอง ที่เป็นสิ่งที่ขายหายไปในทีม “เรือใบ” นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมา คือการทำเกมที่เหนือชั้น การพักบอล และออกบอลอย่าชาญฉลาด รวมไปถึงการเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้อย่างไกลลื่น

หลังจากนี้ คงพูดได้ว่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เคยทำลายสถิติเก็บคะแนนในพรีเมียร์ลีกถึง 100 แต้มเมื่อฤดูกาลที่แล้ว กลับมาอย่างสมบูรณ์แล้ว และพวกเขา จะเป็น “ผู้ล่า” อีกครั้งแน่นอน

มันอยู่ที่ จ่าฝูงจะเหนียวพอไหม แค่นั้นเอง

 

5. “หงส์แดง” แชมป์ไหมอยู่ที่ “ใจแข็ง” พอรึเปล่า

(AP Photo/Rui Vieira)

ประเด็นในข้อ 5 นี้ มันก็ต่อเนื่องมาจากท้ายข้อ 4 นั่นแหละ

ลิเวอร์พูล ที่ตอนนี้ ต้องเปลี่ยนจาก “หงส์” มาใส่ “เกียร์หมา” เพื่อหนีการไล่ล่าจาก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 ที่ดูเหมือนอะไร ๆ จะลงตัวกว่าพวกเขาในตอนนี้

ที่พูดแบบนั้น เพราะว่า นับตั้งแต่ที่ “หงส์แดง” พ่ายต่อ “เรือใบ” เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พวกเขาไม่เคยโชว์ฟอร์ม “สวย ๆ “ ได้อีกเลย โดยสามเกมหลังจากนั้น คือ แพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน 1-2, ชนะ ไบรท์ตัน 1-0 และ ชนะ คริสตัล พาเลช 4-3 เรียกว่า “ลิ้นห้อย” ทุกเกม

บางที ถ้าพวกเขาชนะแบบ “สวย ๆ ” ได้สักนัด อะไร ๆ มันก็อาจจะเปลี่ยนไป แต่ถ้าตราบที่พวกเขาต้องปิดแต่ละเกมด้วยความรู้สึกที่ “ลิ้นห้อย” แบบนี้ มันก็ต้องมีสักเกมที่สะดุดจนได้…ไม่ต้องถึงแพ้หรอก แค่เสมอก็ลำบากแล้ว เพราะมันจะยิ่งทำให้ ซิตี้ ยิ่งได้ใจ

ดังนั้น หลังจากนี้ ลิเวอร์พูล ต้องใช้ “ใจ” ล้วน ๆ ในการเล่นแต่ละเกม และถ้าใจพวกเขา “แข็งพอ” ก็เป็นบทพิสูจน์ว่า พวกเขาก็ “คู่ควร” จะเป็นแชมป์เช่นกัน

“Mr.BOSTON”

 

อ่านข่าว ตลาดซื้อขายนักเตะไทยลีก 2019

 

อ่านข่าว ตลาดซื้อขายนักเตะพรีเมียร์ลีก 2018/19

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ดูบอลสด – ไฮไลท์บอล แบบจัดเต็มได้ ที่นี่

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!
ดูไฮไลท์บอล พรีเมียร์ลีก ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports