การปรากฎกายของกุนซือวัย 46 ปี ที่ คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของเหล่า “เดอะ ฟ็อกซ์ส” นับตั้งแต่การผงาดคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาล 2015/2016

ชัยชนะ 5 จาก 8 นัดนับตั้งแต่ก้าวมารับบทนายใหญ่ในถิ่น “คิง เพาเวอร์” ได้ทำให้ เลสเตอร์ ซิตี้ กลับมาอยู่ในจุดที่ควรจะเป็นอีกครั้ง

แม้ทั้งในทางทฤษฎี และปฏิบัติ เลสเตอร์ ซิตี้ จะมิอาจพาตัวเองขึ้นไปยืนอยู่ในกลุ่ม Top 6 ได้ภายในฤดูกาลนี้ แต่อย่างน้อยพวกเขาเองก็ยังมีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์จบในอันดับที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกมา โดยไม่นับปีที่ได้แชมป์ นั่นคือ “อันดับ 7”

หกคะแนนจากสองนัดสุดท้าย คือสิ่งที่เหล่า “เดอะ ฟ็อกซ์ส” ต่างหมายปองเอาไว้ว่าพวกเขาจะต้องทำให้ได้

แต่ทว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่เคยมีความสำเร็จใดที่ได้มาโดยง่าย ร็อดเจอร์ส และลูกทีมรู้อยู่เต็มอกว่าพวกเขากำลังจะลงสนามพบกับสองทีมที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก แถมหนึ่งทีมยังเป็นสโมสรที่เข้าขั้นระดับ “เวิลด์ คลาส” อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ต้องการกำหนดลมหายใจการลุ้นแชมป์ของตนเองด้วยสามแต้มจาก เลสเตอร์

ด้วยความที่ ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นอดีตบ้านหลังเก่าของ ร็อดเจอร์ส จะมีโปรแกรมลงดวลกับ นิวคาสเซิ่ล ในคืนวันเสาร์ก่อน หากไม่มีอะไรผิดพลาด ทัพ “หงส์แดง” ก็น่าจะกรีฑาทัพหักปีกสาลิกาดงได้อย่างโหดเหี้ยม นั่นหมายความว่า สายตาแฟนบอลทั้งโลก โดยเฉพาะเหล่า “เดอะ ค็อป” จะมุ่งตรงไปยังเกมในศึกมันเดย์ไนท์ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เท่านั้น

ในยามที่อะไรๆ ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นใจ ความเกรียงไกร และแข็งแกร่งของแข้ง “เรือใบสีฟ้า” ที่ยากเกินกว่าที่ใครจะต้านทานไหว เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังคงแสดงให้เห็นว่า พวกเขาเองไม่ยอมตกม้าตายในช่วงโค้งสุดท้ายแบบนี้โดยเด็ดขาด กระดูกบอลที่เคี้ยวยากเช่นนี้ย่อมทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลบางส่วนเริ่มออกอาการ “ปวดใจ” กับสิ่งที่เกิดขึ้น ครั้งจะไปว่าทีมอื่นก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เพราะ ลิเวอร์พูล เองก็มีโอกาสมากมายในวันที่มีคะแนนนำโด่ง แต่ เยอร์เก้น คล็อปป์ เองกับไม่สามารถกุมสถานการณ์นั้นให้มาถึงวันนี้ได้

ไม่ต่างอะไรไปจาก “รักแท้ ดูแลไม่ได้” …

แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่เหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” จะพอไว้วางใจได้ในช่วงสองนัดสุดท้ายก็คือ “แบรนเดน ร็อดเจอร์ส” !!!

ใช่ครับ ผมไม่ได้พูดผิด ร็อดเจอร์ส นี่แหละครับ ที่อาจจะกลายเป็นความหวังสุดท้ายกับโอกาสในการแซง แมนฯ ซิตี้ และขับรถแซงนำม้วนเดียวจบในวันสุดท้ายที่ แอนฟิลด์

“ปีนั้นหงส์ไม่ได้แชมป์ ก็เพราะความไม่ละเอียดของ ร็อดเจอร์ส นี่แหละ”
“ไม่ไหวหรอกหว่ะ เลสเตอร์ นะเว้ย ไม่ใช่ บาร์เซโลน่า”
“กลัวกองกลางเลสเตอร์ลื่นกลางสนามจริงๆ”
“ตื่นครับ ตื่นมากินข้าวได้แล้ว พอๆ เลิกฝันว่าใครจะมาช่วยเถอะ”

สารพัดความเห็นระหว่างที่ผมได้พูดคุยกับเพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้องคอเดียวกันถึงความเป็นไปได้ที่ ร็อดเจอร์ส จะกลายเป็นแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิด ผมคิดเข้าข้างตัวเอง ใครจะไปรู้ว่าบางทีฟ้าอาจจะลิขิตมาให้กุนซือรายนี้ได้แก้ตัวลบล้างความผิดหวังที่เคยทำไว้ในฤดูกาล 2013/2014

ในปีดังกล่าว ลิเวอร์พูล เข้าใกล้กับบัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุดครั้งหนึ่ง เกมทำท่าว่าจะเหมือนหนังม้วนเดียวจบ จนกระทั่ง ร็อดเจอร์ส ได้ยืดหนังม้วนนี้ให้กลายเป็นภาคต่อในนัดที่ 35 และ 36 ของฤดูกาล

การตัดสินใจเปิดเกมรุกดุจพายุโหมกระหน่ำเข้าใส่รถบัสของ โชเซ่ มูรินโญ่ กลายเป็นหอกที่กลับมาย้อนทิ่มแทงตัวเองจากเกมสวนกลับ และช็อต “ไม่คาดฝัน” ของ สตีวี่ จี

ความพ่ายแพ้ในวันนั้น ร็อดเจอร์ส โดนโจมตีอย่างหนักที่ไปเสียเหลี่ยมเสียเชิงให้กับ มูรินโญ่ ทั้งๆ ที่เกมนั้น แค่ผลเสมอก็ยังเพียงพอกับสถานการณ์ ณ ขณะนั้น

หรือการบุกไปนำ คริสตัล พาเลซ ที่ เซลเฮิร์ส พาร์ค ถึง 0-3 ก่อนที่ทุกอย่างจะพังในช่วง 11 นาทีสุดท้าย ทำให้เราได้เห็นภาพการร่ำไห้อันน่าสะเทือนใจของ หลุยส์ ซัวเรซ น้ำตาในวันนั้น ได้พรากเอาความน่าเชื่อถือทั้งหมดในตัวของ ร็อดเจอร์ส ให้มลายหายไปจากความทรงจำของเหล่า “เดอะ ค็อป”

นั่นคือ “ฝันร้าย” ที่ตามหลอกหลอนกุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือรายนี้มาตลอด และแม้ว่าโทรฟี่แชมป์ถึง 7 ใบกับ เซลติก จะทำให้บารมีของเจ้าตัวดูสง่างามขึ้นมา แต่เชื่อว่าลึกๆ แล้ว ร็อดเจอร์ส เองก็คงอยากจะทำอะไรสักอย่างเพื่อลบปมที่อยู่ในใจตรงนั้นออกไป

หากเปรียบเป็นหนังจีนกำลังภายใน ก็คงไม่มีโอกาสไหนที่จะเหมาะสมไปกว่าเกมนัดต่อไปของ เลสเตอร์ ซิตี้ ที่จะบุกไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ถึง เอติฮัด สเตเดี้ยม

AP Photo/Kirsty Wigglesworth

ผมมักจะหยิบยกประโยคนี้มาไว้ในงานเขียนของตัวเองเสมอ “เพราะฟุตบอลไม่ใช่คณิตศาสตร์ ฟุตบอลไม่ใช่บัญญัติไตรยางค์ และฟุตบอลไม่สามารถคาดเดาได้ตราบใดที่ยังไม่ได้ยินเสียงนกหวีดสุดท้ายจากผู้ตัดสิน” ใครจะไปรู้ว่า ด้วยศักดิ์ศรี ความเป็นมืออาชีพ สำคัญที่สุด เมื่อคุณมีปมอะไรสักอย่างที่ก่อให้เกิดแพสชั่น ในวันนั้นคุณอาจจะทำอะไรบ้าๆ เพื่อพาชื่อของตัวเองเข้าไปอยู่ใน ฮาร์ต ออฟ เฟรม ของเหล่า “เดอะ ค็อป” ที่อาจจดจำคุณไปตลอดกาลถึงการเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองที่พาให้ทีมกลับมาได้แชมป์ หรืออาจะเป็นที่กล่าวขวัญไปตลอดกาลถึงความคลาสสิคของฟุตบอลที่มักจะมีเรื่องราวที่น่าประหลาดใจให้แฟนบอลได้เห็นเสมอ

ไม่มีใครอยากยืนจมูกคนอื่นหายใจหรอกครับ แต่บางครั้ง ในสถานการณ์ที่บางทีตัวเราเองก็กำหนดไม่ได้

ร็อดเจอร์ส อาจจะกลายเป็น “จมูก” ที่แฟนๆ ลิเวอร์พูล ต้องขอยืมหายใจในเกมนัดรองสุดท้าย เพื่อพาพวกเขาไปสู่เป้าหมายที่ฝั่นใฝ่…

แชมป์ลีกสมัยแรกในประวัติศาสตร์นับตั้งแต่เปลี่ยนเข้าสู่ยุค “พรีเมียร์ลีก”

แต่มีเงื่อนไขอีกอย่างนะครับ… “หงส์แดง” พลาดไม่ได้แล้วนะ

“บก.เก้น”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports