ผลเสมอในเกมเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ ถูกกลั่นออกมาเป็นความผิดหวังครั้งใหญ่ของผองเพื่อนชาวเดอะ ค็อป หลายๆ คน บ้างถึงกับน้ำตาตกในทันทีที่รู้ว่าทีมรักได้หล่นจากบัลลังก์จ่าฝูงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

การถูก แมนฯ ซิตี้ แซงในสัปดาห์นี้ ถือได้ว่าเสียหายหนัก เพราะครั้งหนึ่ง ลิเวอร์พูล เคยทำแต้มหนีห่าง “เรือใบสีฟ้า” ถึง 7 คะแนนหลังเกมที่พวกเขาบุกไปเฉือนเอาชนะ ไบรท์ตัน 0-1 จากจุดโทษของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เมื่อช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมานี่เอง

จากนำ 7 กลายเป็นตามหลัง 1 กับอีก 27 คะแนนสุดท้ายที่เหลือให้เก็บ คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับ เยอร์เก้น คล็อปป์ และลูกทีม ณ ขณะนี้…

การรอคอยอันแสนจะยาวนานร่วมๆ 3 ทศวรรษ กำลังจะต้องดับสูญเพียงเพราะผลเสมอกับ เอฟเวอร์ตัน งั้นหรือ ?

AP Photo/Rui Vieira

ความกดดัน

“ความกดดัน” และความคาดหวังของแฟนบอลทั้งโลก กลายเป็นหอกที่คอยทิ่มแทงให้นักเตะชุดนี้เริ่มออกอาการเกร็ง ลงเล่นแบบไม่เป็นธรรมชาติเท่าที่ควร สังเกตได้จากหกเกมหลังสุดในลีก ที่แม้พวกเขาจะเก็บคลีนชีตได้ถึง 4 นัด แต่ทว่าผลเสมอถึง 4 เกม ทั้งๆ ที่มีโอกาสปิดบัญชีหลายต่อหลายครั้ง ถือเป็นความเสียหายที่กระทบต่อเส้นทางลุ้นแชมป์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ย้อนกลับไปเมื่อฤดูกาล 2013/2014 “หงส์แดง” ภายใต้การนำของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก็เคยเผชิญกับสถานการณ์เฉกเช่นเดียวกันกลับ คล็อปป์ ชัยชนะในลีก 11 เกมติดต่อกัน ถือเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ทำให้ ลิเวอร์พูล ก้าวมาครองบัลลังก์จ่าฝูงอยู่นานถึง 5 สัปดาห์ ชัยชนะเหนือ  อาร์เซน่อล ถึง 5-1 , การบุกไปอัดคู่ปรับอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงสามประตูคาโรงละครแห่งความฝัน เช่นเดียวกับการกลับมาเปิดรังถลุงไก่เดือยทองแบบสบายเท้า และที่สำคัญที่สุด ลิเวอร์พูล เอาชนะคู่ปรับลุ้นแชมป์โดยตรงอย่าง แมนฯ ซิตี้ ในสัปดาห์ที่ 34 แสงไฟสปอร์ตไลท์ทั้งโลกต่างสาดส่องมาที่ แอนฟิลด์ ถึงโอกาสในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองเป็นสมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร (ไม่นับแชมป์ดิวิชั่น 1 เดิม)

กระทั่งพวกเขาต้องลงสนามพบกับ เชลซี ภาพใต้การนำของ โชเซ่ มูรินโญ่

ในเกมนั้น หากว่ากันตรงๆ ลิเวอร์พูล เองไม่มีความจำเป็นต้องเดินเกมรุกบุกแหลกใส่ สิงห์บลูจากลอนดอน ราวกับพายุบ้าคลั่ง เพราะด้วยผลเสมอเอง ทุกอย่างก็ยังเป็นใจกับอีกสองเกมที่เหลือ

แต่ก็พยายามเข้าใจใจมุมของ ร็อดเจอร์ส ที่อาจจะมองเห็นว่า จะตีงูทั้งทีก็ควรจะตีให้ตาย ลิเวอร์พูล ณ ช่วงเวลานั้นไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเกรงกลัว เชลซี อีกต่อไปแล้ว พวกเขาเดินหน้าฆ่าทีมระดับท็อปบนเกาะอังกฤษการันตีที่สามประตูเป็นอย่างน้อย แล้วคิดเหรอว่ารถบัสในแบบ มูรินโญ่ จะมาทำอะไรได้

ตามคาด ร็อดเจอร์ส สั่งให้ลูกทีมเดินเข้าใส่ตั้งแต่วินาทีแรกของเกม หลุยส์ ซัวเรซ, แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์, ฟิลิปเป้ คูตินโญ่, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง สร้างโอกาสยิงให้กับทีมได้มากถึง 26 ครั้ง พร้อมกับเปอร์เซ็นต์การครองบอลที่มากถึง 73%

ถ้ามองจากตัวเลข “หงส์แดง” ชนะใสๆ แต่เผอิญว่าโลกใบนี้ไม่ได้ตัดสินด้วยตรรกะทางคณิตศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว เพราะนอกจาก ลิเวอร์พูล จะเจาะรถบัสไม่เข้า ความผิดพลาดที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิตการเป็นมนุษย์ของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ได้พรากเอาถ้วยแชมป์ออกจากมือ “เดอะ ค็อป” ไปหนึ่งข้าง ก่อนที่พวกเขาจะไปช็อตดื้อๆ ในรังเซลเฮิร์ส พาร์ค กับช่วงเวลา 9 นาทีที่เปลี่ยนโลกทั้งใบของ ลิเวอร์พูล ให้แหลกสลายไปต่อหน้าต่อตาแฟนบอลทั้งโลก

ในเกมสุดท้าย ลิเวอร์พูล ยังแอบหวังปาฏิหาริย์อยู่ลึกๆ แต่ “เรือใบสีฟ้า” ไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือไปอีกแล้ว แมนฯ ซิตี้ คว้าแชมป์ลีกด้วยการมีแต้มเหนือยอดทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์เพียงแค่ 2 คะแนนเท่านั้น

นี่คือตัวอย่างของผลค้างเคียงจาก “ความกดดัน” ที่ ลิเวอร์พูล ต้องนำมาเรียนรู้…

เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกในปีนี้ ปีที่หลายๆ คนยกให้เป็นปีแห่งการเสริมทัพที่ดีที่สุดในรอบ 20 ปี การทุ่มเม็ดเงินมหาศาลเพื่อซื้อความเป็น “ระดับโลก” ของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ค กับ อลิสสัน (อลิซอน) แน่นอนสองคนนี้ตอบโจทย์ของการแก้ปัญหาเกมรับอย่างแท้จริง

แต่เกมรุก ถ้าวันไหนที่ ซาลาห์, มาเน่ หรือฟีร์มีโน่ เล่นไม่ออก ทุกอย่างก็คงจบอย่างที่หลายๆ คนได้เห็นกัน นี่คือการบ้านชิ้นใหญ่ของ คล็อปป์ ที่ต้องเร่งหาทางรีดฟอร์มเก่งของบรรดาแนวรุกเหล่านี้ให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมในช่วงเวลาสำคัญที่สุดให้ได้ ย้ำว่าของแค่เหมือนนะครับ ไม่ต้องดีขึ้น ขอแค่ให้อยู่ในมาตรฐานเดิมที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ก็พอ

AP Photo/Rui Vieira

คิดในแง่ดี ลิเวอร์พูล ยังมีอีก 27 แต้มจาก 9 นัดเท่าๆ แมนฯ ซิตี้ แถม 9 ทีมที่เป็นคู่ต่อสู้ของ “หงส์แดง” นั้นล้วนแต่พลาดท่าให้กับลูกทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ มาแล้วถึง 8 ทีม ในเกมแรกที่เจอกันในซีซั่นนี้ จะมีแค่ของหนักอย่าง เชลซี ทีมเดียวเท่านั้น ที่เสมอกันในแมตช์แรก ในขณะที่ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ต้องเผชิญกับของหนักไล่มาตั้งแต่การบุกไปเยือน คริสตัล พาเลซ ตัวแสบที่เคยอัดพวกเขาในเกมแรกมาแล้ว หรือจะเป็นการเปิดบ้านพบกับ สเปอร์ส ที่หวังเรียกฟอร์มเก่งกลับมาให้เร็วที่สุด แถมด้วยการบุกไปเยือนคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ไม่มีวันยอมกันง่ายๆ ก่อนเปิดรังรับ เลสเตอร์ ซิตี้ ของ ร็อดเจอร์ส ที่อาจจะหวังใช้เกมนัดนี้ลบล้างความผิดที่เคยทำไว้กับแฟนบอล “หงส์แดง” เมื่อหลายปีก่อน

ใครจะไปรู้ครับว่าบางที ร็อดเจอร์ส นี่แหละที่อาจจะเป็นคนเขียนบทประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับ ลิเวอร์พูล ด้วยการคว่ำ แมนฯ ซิตี้ ในเกมนัดรองสุดท้าย เพื่อให้สถานการณ์มันพลิกกลับมาอยู่ในมือของ คล็อปป์ อีกครั้งก็เป็นได้

แต่ทั้งนี้ทุกอย่างตั้งอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ ลิเวอร์พูล จะต้อง “ไม่พลาด” อีกแล้ว จากนี้ไปทุกเกมของพวกเขาคงไม่ต่างอะไรไปจากเกมฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศที่ “หงส์แดง” ต้องเดินหน้าล่าสามแต้มลูกเดียว แบบไม่มีทางเลือกใดๆ ให้คิด หรือเอื้อมอีก

AP Photo/Rui Vieira

ตราบใดที่ชีวิตยังมีความหวัง เรายังต้องก้าวเดินต่อไปอย่างภาคภูมิ ไม่มีใครหยั่งรู้ หรือล่วงรู้อนาคตได้ว่าสุดท้ายบทสรุปจะออกมาเป็นเช่นไร หากแต่ถ้าเราลงมือทำมันอย่างเต็มที่แล้ว ถึงแม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน ก็คงไม่มีอะไรที่ต้องเสียดาย เพราะว่าเรา “ทำเต็มที่” แล้วจริงๆ

ใครจะไปรู้ว่าบางทีการสวมบท “ผู้ล่า” ในครั้งนี้ อาจจะทำให้ ลิเวอร์พูล สลัดความกดดันทั้งหมดที่มีอยู่โยนทิ้งไป พร้อมลงสนามด้วยความผ่อนคลาย และเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นกว่าเก่า มันอาจกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งของฤดูกาลนี้

สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพ “ลิเวอร์พูล” …

“บก.เก้น”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports