หลังจากเกมพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ผ่านมา แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับไปครองบัลลังก์ จ่าฝูงได้อีกครั้ง แม้ที่ผ่านมามันตกเป็นของ “หงส์แดง” ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 เดือนหลัง ทว่าคะแนนเพียงแต้มเดียว อาจจะตัดสินอะไรในตอนนี้ไม่ได้ คงทำได้แค่ดูสถานการณ์ต่อไป

ในส่วนอื่น ๆ ของพรีเมียร์ลีกสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน และเหมือนเดิมครับ เราไปดูกันว่า 5 สิ่งที่เราเรียนรู้จากพรีเมียร์ลีก สัปดาห์นี้ มีอะไรกันบ้าง

 

1. แมนฯ ซิตี้ โยนความกดดันทิ้งไปได้ชั่วคราวเท่านั้น

(Adam Davy/PA via AP)

เหมือน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะกุมความได้เปรียบในการลุ้นแชมป์อีกครั้งหลังแซงกลับขึ้นมานำ 1 คะแนนในตารางพรีเมียร์ลีก แต่ในความเป็นจริง หาเป็นเช่นนั้นไม่

ทั้งนี้ เพราะนอกจากเกมสัปดาห์หน้า ที่พวกเขาจะไปเยือน วัตฟอร์ด และจะได้แข่งก่อนทีม “หงส์แดง” แล้ว หลังจากนั้น พวกเขา จะได้แข่งหลัง ลิเวอร์พูล ยาว ๆ ไปจนสิ้นเดือนกันยาเลยทีเดียว ทั้งนี้ เป็นเพราะ โปรแกรมการปข่งขันพรีเมียร์ลีก ในช่วงสุปสัปดาห์ วันที่ 16-17 มีนาคม ซิตี้ ต้องไปเล่นเกม เอฟเอ คัพ และลิเวอร์พูล จะมีโอกาสทำคะแนนแซงนำ (หากไม่พลาดในเกมสัปดาห์ที่จะถึงนี้ไปเสียก่อน)

และถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนั้น ซิตี้ จะต้องเล่นเพื่อ ‘แซงกลับ’ อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ได้เล่นเพื่อทิ้งห่างอย่างที่ใครหลายคนคาดคิด นั่นทำให้ ความกดดันที่พวกเขาต้องเผชิญ จะยังต้องมีต่อไปยาว ๆ จนวันที่พวกเขาเล่นเกมนัดตกค้าง ในวันที่ 28 เมษายน เรียบร้อยแล้ว เมื่อนั้น หากยังนำอยู่ พวกเขาถึงจะโยนความกดดันไปให้ทีมจากเมอร์ซี่ย์ไซด์ใน 2 นัดสุดท้ายได้อย่างแท้จริง

แต่ในสถานการณ์นี้ ซิตี้ ยังมีเปรียบอยู่บ้าง ตรงที่ นอกจาก คะแนนพวกเขายังจะนำอยู่ 1 คะแนนแล้ว ในกรณีที่ แต้มเท่ากัน พวกเขายังได้เปรียบเรื่องประตูได้เสีย ที่ ณ จุดนี้ มีมากกว่า “หงส์แดง” อยู่ 7 ประตูด้วย

ถึงแม้ โปรแกรม จะไม่เป็นใจ แต่ยังไง สถานการณ์พวกเขาตอนนี้ ยังคงได้เปรียบลิเวอร์พูลอยู่ดี

 

2. ลิเวอร์พูล ถ้ายังกดดันตัวเองโอกาสแชมป์ก็แทบหมดไป

(AP Photo/Rui Vieira)

6 นัดหลังสุดในเกมพรีเมียร์ลีก ลิเวอร์พูล เสมอไปเสีย 3 นัด นั่นหมายความว่า พวกเขาทำแต้มหล่นไปแบบเห็น ๆ ถึง 6 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนที่ทำให้ พวกเขาต้องมาตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในตอนนี้อยู่นั่นเอง

หลังเกมกับ เอฟเวอร์ตัน เจอร์เก้น คล็อปป์ ไม่พอใจคำถามที่หาว่าพวกเขาไม่กล้าเสี่ยงบุก โดยตอบโต้ว่า นี่คือการเล่นฟุตบอล จริง ๆ ไม่ใช่เกม ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ง่าย ๆ ปานนั้น

อาจจะจริง แบบที่คล็อปป์พูด พวกเขาบุกหนักแล้ว แต่ด้วยความไม่เป็นธรรมชาติบางอย่าง หรือ ความพยายามที่มากเกินไป ทำให้ “หงส์แดง” ในตอนนี้ ไม่ใช่ทีมที่ร้อนแรงแบบในช่วงสิ้นปี

อาจจะไม่ใช่เหตุผลหลัก ๆ แต่ การต้องเล่นในภาวะความกดดันที่ถาโถม ทำให้ ลิเวอร์พูล ในชุดนี้ เอาจริงเอาจัง จนเสียความเป็นตัวเองไป

การออกบอลที่เน้นแต่ความชัวร์ หรือ การเคาะหาการเข้าทำที่ไม่จ่ายบอลจังหวะ 50/50 นั้น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คล็อปป์ สั่งลูกทีม แต่เป็นสิ่งที่นักเตะ เลือกตัดสินใจ และ ปฏิบัติ ด้วยตัวเอง เพราะรู้ดีว่า ถ้าพลาดมีโอกาสโดนโต้กลับ และ เสียประตู ซึ่งจะนำมาสู่การเสียตำแหน่งผู้นำในตารางคะแนน

แน่นอน มันคือความกดดันที่นักเตะต้องแบกรับอย่างไม่รู้ตัวก็ได้…ตรงนี้เป็นเรื่องของจิตใจ

ถึงแม้หลังจากนี้ มันจะยังมีโอกาสให้พวกเขากุมความได้เปรียบ และกลับขึ้นไปรั้งจ่าฝูง จากตารางการแข่งขันที่เอื้ออำนวย แต่ถ้าพวกเขายังเล่นโดยที่ไม่เป็นธรรมชาติแบบนี้ โอกาสพลาดอีกก็ไม่ใช่จะไม่มี

ตรงนี้ ต้องมาวัดกึ๋นเรื่องจิตวิทยาของคล็อปป์ กันอีกครั้ง เพราะถ้าเขาทำได้ไม่ดีพอ ภาพซ้ำของปีที่แบรนดอน ร็อดเจอร์ส ‘เกือบ’ พาทีมได้แชมป์ อาจจะกลับมาหลอกหลอนซ้ำก็ได้

 

3. ดราม่า เกป้า จบลงอย่างเป็นทางการ

(AP Photo/Tim Ireland)

มีคำกล่าวว่า “บอลชนะ อะไรก็ดี” ซึ่งมันจริงมากกับสถานการณ์ของเชลซี กับ เกปา อาร์ริซาบาลาก้า หลังจบเกมพรีเมียร์ลีก เมื่อสัปดาห์ทีผ่านมา

ปัญหาที่เกิดขึ้นในนัดชิงชนะเลิศของ คาราบาว คัพ ที่เชลซีพ่ายต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลายเป็นประเด็นใหญ่ต่อทั้งโลกฟุตบอล และโลกกีฬา มันตามมาด้วยการดร็อป เกปา ในนัดต่อไป และน่าจะจบลงอย่างถาวรในเกมที่ เชลซี เอาชนะ เอาชนะ ฟูแล่ม 2-1 ในนัดนี้ หลัง เกปา กลายมาเป็น ฮีโร่ ช่วยทีมทำเชฟสำคัญ เก็บ 3 คะแนนเต็มได้สำเร็จ

จริง ๆ ต่อให้แพ้เกมนี้ เรื่องนี้ก็ควรจะจบได้แล้วเช่นกัน เพราะเป้าหมายของเชลซี ที่ทีมวางไว้ตั้งแต่ต้นฤดูกาล กำลังอยู่ในช่วงที่ต้องลุ้นหนัก ปัญหาภายในอาจจะทำเป้าหมายนั้นพังได้ง่าย ๆ

แต่ในเมื่อมันชนะ ก็คงพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่าเรื่องนี้จบแล้ว และ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ก็คงห้ามใครในทีมรื้อฟื้นด้วย เพื่อสปิริตของทีมที่ดีในการไล่ล่าพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อไป

ด้าน เกปา เองก็ไม่น่า ‘ซ่า’ ก่อเรื่องอะไรทำนองนี้อีกแล้วเช่นกัน มิเช่นนั้น อนาคตของเขาที่ เชลซี รวมไปถึงในพรีเมียร์ลีก หรือลีกใหญ่อื่น ๆ อาจจะดับวูบได้

เพราะต่อให้ฝีมือดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่ฟังโค้ช ก็ถือว่าไม่มีวินัย ใคร ๆ ก็ไม่ชอบทั้งนั้นแหละ…

 

4. อย่าเพิ่งตัดสิน บีร็อด แค่นัดแรก

(Steven Paston/PA via AP)

ยังคงรักษาสถิติ 100% ในการคุมทีมนัดแรกในพรีเมียร์ลีก และพ่ายแพ้ทั้งหมดไว้ได้ต่อไป สำหรับ แบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่พา เลสเตอร์ ซิตี้ ไปพ่ายต่อ วัตฟอร์ด ถึง วิคาเรจ โร้ด 1-2 ชนิดที่แสดเจ็บปวด เพราะมาเสียประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บแบบไม่น่าโดน

อันที่จริง เกมนี้น่าเห็นใจ “บีร็อด” เพราะการเสีย เจมี่ วาร์ดี้ ไป ไม่ใช่เป็นแค่การเสียตัวจบสกอร์เท่านั้น แต่มันคือการเสียนาจในการ “ขู่” แนวรับของวัตฟอร์ดไปในตัว

การทิ้งวาร์ดี้ไว้ในแดนหน้า ถึงจะไม่มีบทบาทมาก เพราะโดดเดี่ยว แต่ก็ข่มขู่แนวรับของเจ้าบ้านในเกมนั้นได้พอสมควร และเมื่อเผลอ กองหน้าจิ้งจอกก็ลงโทษด้วยประตูเรียบร้อย

ดังนั้น การถอดเขาออกไป ก็เหมือนถอดคำขู่นั้นออกไปด้วย จึงไม่แปลกที่ท้ายเกม วัตฟอร์ดจะกล้า ๆ เติมเกม และจ่ายบอลจังหวะ 50/50 มากขึ้น จนนำมาสู่ประตูชัย

ดังนั้น จึงเป็นความโชคร้ายของ ร็อดเจอร์ส และ เลสเตอร์ ก็ว่าได้

และดังนั้น ก็อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสิน “บีร็อด” ในเกมนี้ และรอดูเขาทำงานต่อไปอีกสักสองสามนัด ว่างานนี้ จะของจริง หรือ แค่ขิงปลอม กันแน่

 

5. ความบันเทิงของ โควตา แชมเปี้ยนส์ลีก ใบสุดท้าย

(AP Photo/Tim Ireland)

58, 57, 56 คือจำนวนคะแนนของทีมอันดับ 4-6 ในตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกตอนนี้ ซึ่งมันห่างกันตำแหน่งละคะแนนเท่านั้น นั่นทำให้การลุ้นโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก หลังจากนี้จะเป็นเรื่องบันเทิงทีเดียว

เชลซี ปัจจุบัน อยู่อันดับที่ 6 มีเพียง 56 คะแนน แต่พวกเขาถือความได้เปรียบจากเกมตกค้าง 1 เกม จากการที่ไปชิงชนะเลิศ คาราบาว คัพ โดยพวกเขายังต้องพบกับ ไบรจ์ตัน และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดในการเบ 3 คะแนนเต็ม “สิงห์บลูส์” จะแซงขึ้นไปรั้งอันดับ 4 ทันที

แต่ถึงอย่างนั้น คะแนนมันจะเป็น 59, 58, 57 นำอยู่กันแค่อันดับละแต้มอยู่ดี

ถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็น เชลซี, อาร์เซนอล หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ต้องบอกว่าทั้งหมดมีลุ้นโควตา ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กันหมดนี่แหละ

และดีไม่ดี อาจจะได้ลุ้นดันมากกว่าแค่ 1 ทีมด้วย ถ้า ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ยังหาฟอร์มเก่งไม่เจอใน 9 นัดที่เหลือ

จับตาดูกันให้ดีนะครับ ไม่แน่ว่า นี่อาจจะเป็นปีที่ชิงอันดับที่ 4 กันดุเดือดที่สุดฤดูกาลนึงเลยก็ได้ และอาจจะต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้ายกันเลยทีเดียว

“Mr.BOSTON”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports