ไม่ว่าคุณจะเกิดในยุคไหน ปี พ.ศ. เท่าไหร่ การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งที่พวกคุณต้องพบเจอ มันสามารถบ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างอดีตกับปัจจุบันได้อย่างชัดเจน

เช่นเดียวกับบาสเกตบอล “เอ็นบีเอ” หนึ่งกีฬาที่ต้องพบกับการเปลี่ยนอยู่เสมอ สไตล์การเล่น และรูปแบบในการเล่นที่ถูกเปลี่ยนไปตามเทรนของยุคสมัยอย่างเห็นได้ชัด วันนี้จึงอยากจะพาทุกคนไปย้อนดูความงดงามของบาสเกตบอล “เอ็นบีเอ” ตั้งแต่ยุค 80s จนถึงปัจจุบันรูปแบบการเล่นเป็นแบบไหน และใครคือผู้ที่จุดประการรูปแบบการเล่นของแต่ละยุค

Parin Skulwanitjaroen

ทศวรรษแห่งการต่อสู้ และจุดกำเนิดคู่กัดตลอดกาล

หากพูดถึงยุค 80s ในประวัติศาสตร์เอ็นบีเอ ภาพเสื้อกล้ามบางๆ กับกางเกงขาสั้นเหมือนน้องใบเตยเสมอหูก็ลอยเข้ามาในหัวทันที หนึ่งช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุด เป็นยุคที่มีผู้ชมติดตามกันอย่างหนาแน่น และลีกที่เต็มไปด้วยผู้เล่นที่น่ามหัศจรรย์ เป็นช่วงเวลาถูกครอบงำด้วยการแข่งขันของ 2 ผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของลีกอย่าง แมจิก จอห์นสัน (เลเกอร์ส), แลรี่ เบิร์ด (เซลติก) คู่กัดแห่งทศวรรษที่คว้าแชมป์รวมกันถึง 8 ครั้งจาก 10 ฤดูกาล โดยเลเกอร์สกวาดไป 5 แชมป์ เซลติกส์คว้าไป 3 แชมป์ ทั้ง 2 ทีมใช้ “บิ๊กทรี”เป็นส่วนผสมของการสร้างความสำเร็จ

ความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเอาราชสีห์ 3 ตัวมารวมไว้ในถ้ำเดียวกันแต่พวกเขาได้แสดงให้เห็นว่าการมีผู้สตาร์ 3 คน ก็สามารถเล่นร่วมกันได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้ทั้ง 2 ทีมเป็นเหมือนต้นแบบที่กระตุ้นให้ทีมอื่น ๆ ในลีก คิดทำตาม แก๊ง “บอยแบนด์” (พิสตัน) หนึ่งทีมที่ทำตาม และได้ไป 2 แชมป์ปิดท้ายทศวรรษนี้

Parin Skulwanitjaroen

สไตล์การเล่นในยุค 80s จะแตกต่างจากยุคอื่นๆ ตรงที่มีการปะทะกันรุนแรง อารมณ์คือสิ่งสำคัญที่นักกีฬาทุกคนจะต้องควบคุมให้ได้ เลเกอร์ส ประสบความสำเร็จมากที่สุดเลือกใช้แผนการเล่น “Run & Gun” คือแผนการเล่นบาสเกตบอลแบบบุก ที่มีความหมายตรงตามตัวคือ “วิ่ง และยิง” โดยทีมต้องวิ่งพาบอลขึ้นไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด และจ่ายไปในจุดที่เหมาะสม พร้อมกับยิงทันทีไม่ว่าจะอยู่ตำแหน่งใกล้หรือไกลก็ตาม แผนนี้จะสมบูรณ์แบบได้ผู้เล่นจะต้องมีร่างการที่แข็งแรง และมีความแม่นยำ

ในส่วนของเกมป้องกัน จะเน้นป้องกันไปที่ผู้ถือบอลเป็นหลักเพื่อต้องการบีบให้มีการสร้างสรรค์เกมที่น้อยที่สุด เดนนิส ร็อดแมน , บิล เลมเบียร์ และชาร์ลส์ บาร์คลีย์ ตัวอย่างผู้เล่นที่มีการเล่นเกมป้องกันสไตล์ในยุค 80s ที่ใช้ความแข็งแกร่ง และความอดทนบีบบังคับให้ผู้ต่อสู้เล่นยากที่สุด

ยุคสมัยนี้มีการชู้ตสามคะแนนที่น้อยมากหากเทียบกับยุคปัจจุบันคะแนนที่ได้มาส่วนใหญ่จะมาจากพื้นที่วงใน ทำให้เชื่อกันว่าคนสูงเท่านั้นที่เหมาะกับบาสเกตบอล เซนเตอร์จึงเป็นหนึ่งตัวสำคัญที่สามารถช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ ด้วยรูปเกมที่เล่นกันอย่างหนักหน่วงในยุคนั้นการมีเซนเตอร์ที่ครบเครื่องได้ทั้งเกมรุก และเกมรับย่อมได้เปรียบกว่าทีมอื่น ๆ ทำให้ในช่วง 1980-1990 ดราฟท์อันดับหนึ่งจะเป็น “เซนเตอร์” เกือบทั้งหมด

Parin Skulwanitjaroen

ทศวรรษแห่งการกำเนิดของ “พระเจ้า”

เกือบ 30 ปีที่ผ่านพ้นมา ยุค 90s ยังคงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของเอ็นบีเอ หนึ่งทศวรรษที่ยอดเยี่ยมด้วยวัฒนธรรม และสไตล์ที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการได้ดูยอดนักแสดง วิล สมิธ ใน Fresh Prince การได้อยู่ในยุคของ 2 ตำนานนักแรปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่าง Biggie และ Tupac หรือการได้เติบโตมาในยุคของ ไมเคิ่ล จอร์แดน ผู้ครองบัลลังก์บาสฯ ยุค 90s ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์มากที่ได้เห็นการเล่นของตำนานตลอดกาลของนักบาสเกตบอลเท่าที่โลกเคยมีมา ผู้เข้ามาเติมเต็มให้ NBA เป็นเกมที่ดุดันมาพร้อมลวดลายในการดังก์ที่สวยงาม เป็นรอยเท้าที่ยิ่งใหญ่ให้เด็กก้าวตามเช่นกันกับท่าไม้ตายที่ไร้เทียมทาน และมีประสิทธิภาพที่สุดของประวัติศาสตร์ลีกอย่าง Fadeaway การกระโดดถอยหลังนอนยิงกลางอากาศที่ทำเอาคนป้องกันได้แต่ยืนมอง

สไตล์การเล่นของยุค 90s จะไม่แตกต่างจากยุค 80s มากนักตรงที่ยังมีเรื่องของการปะทะที่รุนแรง แต่จะน้อยกว่าสมัยก่อนลงบ้าง จากการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ และบทลงโทษที่เอื้อให้เกิดการปะทะน้อยลง การเล่นเกมบุกเริ่มหลากหลายมากขึ้นจากสกิลของนักกีฬาที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดการเล่นแบบ lsolation ที่จะเป็นการดวลกันตัวต่อตัวของคนมีบอลกับคนป้องกัน แผนนี้จะสมบูรณ์แบบได้ต้องให้เพื่อนร่วมทีมที่ไม่มีบอลดึงตัวประกบของตัวเองออกห่างจากคนมีบอลให้มากที่สุด และคนถือบอลจะต้องมีความได้เปรียบไม่ว่าจะเรื่องของ ความคล่องแคล่ว ความเร็วหรือรูปร่างที่ได้เปรียบกว่าผู้ต่อสู้

ซึ่งจอร์แดน คือหนึ่งตัวอย่างที่เล่น lsolation ได้ดีที่สุด…

ส่วนเกมป้องกันยังคงเป็นเรื่องที่สำคัญเพราะในยุคที่ยอดมนุษย์มีล้นลีก ทีมที่มีเกมป้องกันดีก็จะมีโอกาสเข้าใกล้ความสำเร็จมากกว่าทีมที่เล่นเกมบุกได้ดีเสียอีก ดูอย่าง ชิคาโก้ บูลส์ ยอดทีมแห่งยุคนี้ ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพียงเพราะมีแค่เครื่องจักรทำคะแนนที่ดีที่สุดอย่าง จอร์แดน แต่เป็นเพราะพวกเขามีเกมป้องกันที่สุดยอดโดยมีผู้เล่นถึง 3 คนที่ติดทีมป้องกันยอดเยี่ยม สก็อตตี้ พิพเพ่น, เดนนิส ร็อดแมน,ไมเคิ่ล จอร์แดน

ยุคนี้เริ่มมีการชู้ตสามคะแนนมากยุค 80s แต่ก็ยังน้อยกว่ายุคปัจจุบัน คะแนนที่ได้มายิ่งคงมีจากวงใน และการชู้ตสองคะแนน 90’s คือยุคทองของ “บิ๊กแมน” ทุกทีมล้วนต้องการผู้เล่นตัวใหญ่พร้อมสกิลการทำคะแนนใต้ห่วงที่ดุดัน ทำให้เซนเตอร์เป็นที่ต้องการในตลาดผู้เล่นอย่างมาก สไตล์การเล่นที่เปลี่ยนไปไม่มากจากทศวรรษก่อนทำให้การดราฟท์ 1990-2000 หลักๆ แล้วดราฟท์อันดับหนึ่งยังคงเป็นเซนเตอร์ อาจจะมีตำแหน่งอื่นหลุดมาบ้างแต่ก็ยังถือว่าน้อยมาก

Parin Skulwanitjaroen

“ใครจะเป็น ไมเคิ่ล จอร์แดน คนต่อไป”

ก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่กับคำถามในใจของแฟนเอ็นบีเอในต้นทศวรรษ 2000 ว่า ใครคือ ไมเคิ่ล จอร์แดน ในยุคนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วคำถามเหล่านี้มันไม่สามารถหาคำตอบได้เพราะไม่มีใครสามารถแทนที่ใครได้ ทุกคนล้วนแต่ต้องการเป็นตัวของตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุด

แต่หากจะหาคนที่มีใกล้เคียงความสุดยอด จอร์แดน มากที่สุดในยุคนี้ผู้ก็คงมีแค่ โคบี้ ไบรอันท์ เพราะช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา เขาสามารถทำทุกอย่างได้ไม่ว่าจะทำคะแนนคนเดียวถึง 81 แต้มต่อเกม หรือการแบก เลเกอร์ส ขึ้นบ่าเข้าไปคว้าแชมป์ได้ถึง 5 สมัย ยังไม่รวมผลงานที่ติดตัวอีกมากมาย ทำให้เขาคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในยุคนี้

ยุค 2000 สไตล์การเล่นจะเป็นการเล่นตามแบบแผนมากขึ้น ซานโตนิโอ สเปอร์ส ตัวอย่างทีมที่ยึดการเล่นอย่างเรียบง่าย ไม่หวือหวา เน้นการประสานงานที่เป็นระบบโดยไม่สนใจว่าในทีมจะมีผู้เล่นที่สตาร์หรือไม่ การเล่นตามแบบแผนของยอดโค้ชอย่าง “โค้ชป๊อป” เกรก โปโปวิช ระบบจะเปลี่ยนไปตามบุคลิกของนักกีฬาในทีม ยุคนี้พวกเขามีสุดยอดเซนเตอร์พูดน้อยอย่าง ทิม ดันแคน แผนก็จะเอื้อให้เกิดการเกมเล่นวงในที่มากขึ้น และง่าย จากการคว้าแชมป์ 3 สมัยในทศวรรษ 2000 จึงเป็นต้นแบบที่กระตุ้นให้หลายทีมเริ่มมีสร้างแบบแผนของทีมตัวเองอย่างชัดเจนมากขึ้น

ยุคนี้เต็มไปด้วยดาวเด่นที่มักจะเป็นตัวสวิงแมน หรือตัวที่เล่นตำแหน่ง ชู้ตติ้งการ์ด กับสมอล ฟอร์เวิร์ด บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่เป็นจอมทัพตัวทำสกอร์ คือคีย์แมนที่สามารถชี้เป็นชี้ตายผลแพ้ชนะในแต่ละเกมนั้นๆ แม้ในยุคนี้ดราฟท์อันดับหนึ่งยังคงเป็นบิ๊กเสียส่วนใหญ่ แต่หากหยิบมาเทียบกับยุคก่อนๆ ถือว่าฝีมือยังห่างกันพอสมควร ซึ่งมันบ่งบอกได้ถึงคุณภาพของเหล่าบิ๊กแมนที่ลดลงไปมากพอสมควร

Parin Skulwanitjaroen

“บิ๊กทรี” ฟื้นคืนชีพจิตวิญญาณเลข 3

2010 ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงหลายๆ สิ่งที่เริ่มจะชัดเจนมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นช่วงแห่งสะสมขุมกำลังเพื่อต้องการสร้างซูเปอร์ทีมอย่างแท้จริง ยอดทีมที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้ล้วนแต่ถูกเติมเต็มไปด้วยผู้เล่นระดับสตาร์อย่างน้อย 3 คน โดยมีจุดประสงค์เดียวกัน คือต้องการแหวนมาประดับบนนิ้ว

ไมอามี ฮีต ยอดทีม “บิ๊กทรี”แห่งยุคนี้ ที่มีการทำงานร่วมกันของ 3 สตาร์อย่าง ดเวน เหวด ,คริส บอช และราชาแห่งยุคนี้ เลบรอน เจมส์ นี่คือยุคทองของพวกเขาด้วยการคว้า 2 แชมป์จากการเข้าชิงถึง 4 ครั้ง มาถึงช่วงกลางทศวรรษจุดกำเนิดของทีมไร้เทียมทานในยุคปัจจุบันอย่าง โกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส ที่เริ่มต้นจากการสร้างทีมด้วยเด็กดราฟท์

แม้จะไร้สตาร์แต่ด้วยความเป็นทีมเวิร์คทำให้พวกเขาคว้าแชมป์แรกในปี 2015 ทำให้หลายคนที่อยากสัมผัสกลิ่นอายของผู้ชนะอย่าง เควิน ดูแรนท์ ตัดใจสินร่วมทีม และหลังจากนั้นทีมก็กลายเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดความสำเร็จมาตลอดจนถึงปัจจุบัน

ยุคนี้สไตล์การเล่นได้เปลี่ยนไปจากยุคก่อนอย่างเห็นได้ชัด ลีกที่เต็มไปด้วยผู้เล่นตำแหน่ง PG/SG/SF/PF มากความสามารถทำให้เอื้อต่อการเล่น สมอลบอล ระบบการเล่นที่ใช้ความความเร็วของผู้เล่นเป็นหลักไม่เน้นเกมโพสเพลย์ใต้แป้น เน้นการทำคะแนนแบบรวดเร็ว และชู้ตระยะกลางกับสามคะแนน รูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีเซนเตอร์

ในยุคทองของ ไมอามี่ ฮีต ยังไม่ถือว่าเป็น สมอลบอล 100% เป็นการเล่นผสมผสานระหว่างสมอลบอลกับความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นเสียมากกว่า ตัวอย่างทีมที่เล่นสมอลบอลได้สุดยอดที่สุดในยุคนี้คือ โกลเด้น สเตรท วอร์ริเออร์

ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการชู้ตสามคะแนนอย่างเต็มตัว หนึ่งตัวแปรสำคัญสำคัญที่สามารถชี้ผลได้เลยว่าจะออกมาเป็นอย่างไร นี่คือช่วงเวลาของเหล่ามือปืนอย่างแท้จริง สตีเฟ่น เคอร์รี่ มือปืนต้นแบบแห่งยุค ผู้สร้างวัฒนธรรมการชู้ตสามคะแนนในยุคปัจจุบัน เขาแสดงให้เห็นว่าการทำคะแนนจากวงนอก ก็สามารถทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้ 3 แชมป์ใน 4 ปี คือเครื่องการันตีความสำเร็จของเขา

ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปทำให้ผู้เล่นต่างก็ต้องพัฒนาตาม เซนเตอร์จากที่เคยมีหน้าที่เพียงแค่เล่นวงใน แต่ตอนนี้พวกเขาจำเป็นที่ต้องซู้ตทำคะแนนจากวงนอกให้ได้อีกด้วย ใครที่ทำไม่ได้ต่างก็ตกงานกันไปตามๆ กัน การดราฟท์ก็เช่นกัน การดราฟก็จะเปลี่ยนไปตามสไตล์การเล่นปัจจุบัน ดราฟท์อันดับหนึ่งจึงกลายพ้อยการ์ด และชู้ตติ้งการ์ดเสียส่วนใหญ่

Parin Skulwanitjaroen

นั่นคือเรื่องราวของแต่ละยุคสมัยซึ่งมีสไตล์การเล่นแตกต่างกันไปถึงแม้ทุกวันนี้ สไตล์การเล่นแบบสมอลบอลที่สวยงาม และไหลลื่นจะครองลีก แต่ก็ไม่สามารถการันตีว่าความเปลี่ยนแปลงจะไม่มาถึง สำหรับคนที่ชอบ บาสฯ สไตล์นี้ก็คงทำได้แค่ ลุ้น เชียร์ และสนุกไปกับมัน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปอะไรก็คงรั้งไว้ไม่ได้

“แน่นอนใครจะรั้ง วัน-เวลา ได้ล่ะ”

แค่ตอนนี้ เราดูมันให้เต็มที่ และมีความสุขกับมัน เพราะไม่แน่ว่าวันหนึ่งเราอาจจะต้องเล่าเรื่องราวให้ลูกหลานเราฟังว่า “ปู่เคยดูบาสฯ สมัยที่คนตัวเล็กครองลีกด้วยนะ” ใครจะไปรู้ว่า ยุคสมัยนี้จะไม่ถูกเล่าขานต่อในภายหลัง… จริงไหม ?

“youngJ”

Joke

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports