“ความเชื่อ” เป็นดั่งแรงขับเคลื่อนให้คนๆ หนึ่งสามารถก้าวเดินต่อไปได้อย่างมีจุดหมาย

การมี “ความเชื่อ” จะทำให้คนๆ หนึ่งพยายามทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จลุล่วง โดยมอบทั้งจิต และวิญญาณให้กับความเชื่อเหล่านั้นอย่างหมดหัวใจ

แต่หากมีความเชื่อแบบ “ผิดๆ” อาจจะทำให้เส้นทางที่เลือกเดินต้องย่ำอยู่กับที่ หรือร้ายกว่านั้นคือการมุ่งสู่เส้นทางที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

เฉกเช่นกับวงการลูกหนังด้วยความเชื่อที่ว่า “ไม่เสียประตูไว้ก่อน” อันเป็นวลียอดฮิตติดหูคอลูกหนังไทยในยุคนี้อย่างไม่เสื่อมคลาย ถือเป็นตัวอย่างชั้นยอดที่สามารถหยิบยกขึ้นมาเพื่อขยายความสิ่งที่ผมต้องการจะสื่อได้เป็นอย่างดี

โอเค เราทั้งหมดเข้าใจตรงกันว่าสำหรับทีมที่มีเกมบุกเป็นรองอยู่ แน่นอนว่าต้องเน้นการแพ็คเกมรับให้แน่นเพื่อรอจังหวะที่คู่แข่งพลาดแล้วใช้การสวนกลับเป็นอาวุธไม้ตายเพื่อทำประตู แต่ถ้าหากสโมสรที่คุณรักมีขนาดทีมที่ใหญ่กว่าคู่แข่งหล่ะ ? ไม่ว่าจะด้วยตัวผู้เล่น ฐานแฟนบอล การเลือกใช้แผนการเล่น หรือสไตล์ที่สามารถข่มคู่ต่อสู้ได้แบบจมดิน…

คุณจะยังเลือกใช้การเล่น “ฟาสต์เบรก” อยู่อีกหรือ ?

หลังศึกไทยลีก 1 ฤดูกาล 2019 นัดที่ 3 ในวันศุกร์ที่ 8 มีนาคม ณ สนามชลบุรี สเตเดี้ยม จบลง คำถามแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของผมก็คือ การท่าเรือ เอฟซี จะใช้การเล่นแบบ “ฟาสต์เบรก” ทำไม ? หากลองเทียบตัวผู้เล่นในเกมรุกแบบตำแหน่งต่อตำแหน่งแล้วจะพบว่านักเตะทางฝั่ง “สิงห์เจ้าท่า” เหนือกว่าทางเจ้าบ้าน ชลบุรี เอฟซี เป็นอย่างมาก ทั้งด้านดีกรี สรีระ และความน่าเกรงขามไม่ว่าจะเป็น ดราแกน บอสโควิช ดาวยิงสูงสุดตลอดกาลในสมัยที่ยังค้าแข้งให้กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด, สุมัญญา ปุริสาย ดาวซัลโว ทรู แบงค็อกฯ ฤดูกาล 2018, เซร์คิโอ ซัวเรส ศูนย์หน้าร่างยักษ์ที่เคยผ่านประสบการณ์บนเวทีระดับโลกอย่าง ลาลีก้า สเปน มาแล้ว หรือแม้กระทั่ง โก ซุล กิ ที่มีประสบการณ์ชูถ้วยแชมป์กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาแล้วมากมาย ฯลฯ

หากเรามองย้อนกลับไปในฤดูกาล 2018 การท่าเรือ เอฟซี เป็นหนึ่งในสโมสรที่จุดเด่นในเรื่องเกมบุกทีมหนึ่งในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ด้วยสถิติแข่งขันไทยลีกทั้งหมด 34 นัด “สิงห์เจ้าท่า” ไม่สามารถเบิกสกอร์จากคู่แข่งได้เพียง 2 แมตช์เท่านั้น นั่นคือ เกมที่พวกเขาบุกไปปราชัยต่อ บางกอกกล๊าซ 0-2 และเปิดบ้านพ่ายให้กับ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 0-3 นอกจากนี้สิงโตแห่งคลองเตยยังมีสถิติกระหน่ำประตูใส่คู่แข่งในถิ่น แพท สเตเดี้ยมถึง 40 ประตู เทียบเท่ากับแชมป์ไทยลีกอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำไว้ใน ช้าง อารีน่า และเกมนอกบ้านยังถล่มไปอีก 33 ประตู เป็นรองเพียงแค่ “แข้งเทพ” และ “ปราสาทสายฟ้า” 2 ขั้วอำนาจในไทยลีกเท่านั้น

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในเกมกลับพบว่าสไตล์การเข้าทำของ การท่าเรือฯ ที่เปรียบเสมือนพายุบุแคม หายไปแทบหมดสิ้นในช่วงที่โดน “ฉลามชล” ออกนำไปก่อน 1-0 จากนั้นเราจึงจะเห็นภาพคุ้นตาที่ “สิงห์เจ้าท่า” โถมเกมบุกเข้าใส่ ชลบุรีฯ จนตามตีเสมอ 1-1 ได้สำเร็จก่อนหมดเวลาการแข่งขันในช่วงครึ่งเวลาแรก

ทั้งหมดนี้มันหมายความว่าอย่างไร ?

ทำไมช่วง 40 นาทีแรก “สิงห์เจ้าท่า” ปล่อยให้สโมสรลูกน้ำเค็มกระหน่ำบุกใส่แบบโงหัวไม่ขึ้นทั้งๆ ที่การบุกเพื่อเอาชนะแต่แรกก็สามารถทำได้ ? แต่เหตุใดพวกเขาไม่ทำ ? การแข่งขันในครึ่งเวลาหลังคือ รูปเกมที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ การท่าเรือฯ สามารถตั้งเกมได้ และครองเกมได้เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งการสร้างโอกาสทำประตูได้หลายครั้งหลายครา การเล่นด้วยความมั่นใจที่มากขึ้น จนตัวผมเองกลับคิดว่าตอนนี้กำลังแข่งกันที่ แพท สเตเดี้ยม เสียด้วยซ้ำ

ทุกๆ อย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจน “สิงห์เจ้าท่า” เป็นฝ่ายพลิกสถานการณ์เอาชนะเจ้าบ้านไปได้แบบหวุดหวิด

นอกจากนี้เกมรับของ การท่าเรือฯ ในเกมนี้ถือว่าสอบตกทุกคน และยังไม่แน่นพอที่จะใช้รูปแบบการ “ฟาสต์เบรก” เช่นนี้ เพราะแบ็กโฟร์ทั้ง 4 อย่าง เอเลียส ดอเลาะ, ทศพล ลาเทศ, นิติพงษ์ เสลานนท์ และปัณณ์พันธุ์พงษ์ ปิ่นกอง ถูกความเร็ว และแซมบ้าสกิลของ ลูเคี่ยน, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ และเกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ เล่นงานเสียจนสิ้นท่า

คู่เซ็นเตอร์ที่ไม่มีความเร็วบวกกับการเข้าสกัดบอลแบบไม่มีทรงออกอาการเหวอให้เห็นอยู่บ่อยครั้งทำให้แนวรับของ “สิงห์เจ้าท่า” ถูกปั่นป่วนจนรวน และนำไปสู่การเสียประตูถึง 2 ประตู ด้วยเหตุนี้เครื่องหมายปรัศนีตัวโตๆ จึงยังเป็นสิ่งที่ผมไม่อาจหาคำตอบได้ว่าเหตุใดทางผู้ฝึกสอนจึงมีความเชื่ออย่างมากมั่นว่าแผงแนวรับของพวกเขาดีพอที่จะใช้แผนการเล่นเน้นรับแน่นๆ แล้วสวนกลับเช่นนี้เป็นแผนหลัก และคิดว่าจะใช้ได้ผลในเมื่อตัวผู้เล่นเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ?

ทว่าในเกมนี้ มีสิ่งที่ผมประทับใจมากกว่าการที่ การท่าเรือ เอฟซี พลิกนรกแซงกลับมาเอาชนะ ชลบุรี เอฟซี ไปได้ นั่นคือ กึ๋นของโค้ชจเด็จ มีลาภ ที่กล้าตัดสินใจถอด ทศพล ลาเทศ ที่เป็นกองหลังออก แล้วส่ง อาทิตย์ บุตรจินดา ที่เป็นกองหน้าเข้ามาแทน ผลลัพธ์ของการตัดสินใจในครั้งนี้เกินกว่าคำว่า “คุ้มค่า” เพราะ “เจ้านุ๊ก” เป็นซูเปอร์ซับผู้ซัดประตูชัยให้ “สิงห์เจ้าท่า” บุกมาเฉือนเอาชนะ “ฉลามชล” ไปได้แบบสุดดราม่า พร้อมคว้า 3 แต้มสุดสำคัญออกมาจากถิ่น ชลบุรี สเตเดี้ยม ได้สำเร็จ

นอกจากนี้การเปลี่ยนแผนการเล่นจาก “ฟาสต์เบรก” เป็นรุกแบบเต็มสูบอย่างที่สโมสรแห่งนี้ควรจะเป็น ทำให้ผมได้แต่อุทานอยู่ในใจ “เออ ท่าเรือมันต้องเล่นแบบนี้สิวะ”

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากประสบการณ์ที่ผมได้นั่งรับชมเกมไทยลีกเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเกมที่เรียกได้ว่า “คุณภาพคับแก้ว” ผมได้เห็นทั้งศักยภาพของผู้เล่นทั้ง 2 ทีมไม่ว่าจะเป็น ชลบุรีฯ หรือการท่าเรือฯ รวมถึงความกระหายชัยชนะ และที่สำคัญ “การแก้เกม” ที่ค่อนข้างหาดูได้ยากจริงๆ ในศึกไทยลีก ช่วยยกระดับความเชื่อในตัวผมที่มีต่อลีกฟุตบอลอาชีพแห่งประเทศไทยว่ากำลังพัฒนาขึ้นไปในทิศทางที่ดี

แล้วพวกคุณล่ะ เชื่อแบบเดียวกับที่ผมเชื่อรึเปล่า ?

“Jinius”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports