วิศรุต อิ่มอุระ กองกลางดาวโรจน์ของ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ภูมิใจหลังได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงให้ทีมในสามนัดแรกของศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 เจ้าตัวเผยพร้อมลงเล่นในทุกแหน่งที่โค้ชสั่ง ย้ำชัดตัวเองยังต้องเรียนรู้อีกหลายด้านเพื่อพัฒนาให้เป็นนักเตะที่ดีขึ้นกว่าเดิม

วิศรุต ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะที่ก้าวขึ้นมาจากทีมอะคาเดมีของสโมสรอย่างเต็มตัว เขาเข้ามาร่วมทีมแข้งเทพตั้งแต่ปี 2014 สมัยที่เขายังเรียนอยู่ที่โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี และเริ่มลงเล่นในสีเสื้อ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด ในรายการโค้ก คัพ และ ลีกเยาวชน หลังจากนั้นในปี 2017 สโมสรส่งทีมบี (ทีมสำรอง) เข้าร่วมแข่งขันในรายการไทยลีก 4 ซึ่งวิศรุตถือเป็นนักเตะตัวหลักในทีมชุดนั้น โดยลงเล่นไปทั้งหมด 27 นัด ทำไป 5 ประตู

จากผลงานที่โดดเด่นเกินวัยทำให้ มาโน่ โพลกิ้ง เรียก “เจ้าเตี้ย” ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และมอบโอกาสให้เขาลงเล่นในไทยลีก 1 ในช่วงท้ายฤดูกาลถึง 7 นัดด้วยกัน

อย่างไรก็ตามในช่วงเลกแรกของฤดูกาล 2018 “เตี้ย” ไม่สามารถแย่งตำแหน่งในทีมได้ เขามีโอกาสสัมผัสเกมกับทีมชุดใหญ่เพียงแค่ 1 นัด จึงเป็นสาเหตุให้สโมสรตัดสินใจส่งเขาไปเล่นให้กับ แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด แบบยืมตัวในเลกที่สอง ซึ่งที่นั่นเขายึดตำแหน่ง 11 ตัวจริงได้อย่างถาวร และยกระดับฝีเท้าขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง จึงทำให้มาโน่มอบความไว้วางใจด้วยการให้เขาออกสตาร์ทในฐานะผู้เล่น 11 ตัวจริง สามเกมติดในศึกไทยลีกฤดูกาลนี้

วิศรุตเผยว่า “ก่อนอื่นต้องบอกว่ารู้สึกดีใจ และภูมิใจมากครับที่ได้รับโอกาสลงสนามเป็นตัวจริงในสามเกมแรกของไทยลีกฤดูกาลนี้ ต้องขอขอบคุณสตาฟโค้ชทุกคนที่ให้ความไว้วางใจในตัวผม ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ผมได้มีโอกาสไปเล่นให้ แอร์ฟอร์ซ ยูไนเต็ด แบบยืมตัวในฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งทำให้ผมพัฒนาขึ้น กล้าตัดสินใจในสนามมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเปิมมุมมองใหม่ๆ ด้วยครับกับการได้ไปร่วมงานกับโค้ช และรุ่นพี่จากทีมอื่น มันเหมือนเป็นแรงผลักดันที่เราอยากทำผลงานให้ดีขึ้นครับ”

ตลอดระยะเวลาที่ลงเล่นให้สโมสร แข้งวัย 21 ปี รายนี้ ถูกมาโน่จับลงเล่นหลายตำแหน่งด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมิดฟิดล์ตัวรับหรือเซนเตอร์แบ็ค จึงทำให้เขาเป็นอีกหนึ่งนักเตะสารพัดประโยชน์ในทีม ซึ่งเจ้าเตี้ยก็ไม่ได้รู้สึกลำบากใจกับบทบาทที่ได้รับ พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุดไม่ว่าจะถูกส่งลงเล่นในตำแหน่งไหนก็ตาม

“ผมเริ่มต้นเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ครับ ซึ่งโค้ชเห็นผมมีความสามารถในการจ่ายบอล และการพาบอลขึ้นไปข้างหน้า เลยจับมาเล่นในตำแหน่งกองหลังในหลายๆ เกม ทั้งสองตำแหน่งผมมองว่ามันไม่ได้แตกต่างกันมากนัก เพราะสไตล์การเล่นของทีมเรา นักเตะแต่ละคนต้องทดแทนตำแหน่งกันในสนามให้ได้อยู่แล้ว แต่การยืนเป็นกองหลังจะมีความกดดันมากกว่า เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่สำคัญ เพราะเราถือเป็นด่านสุดท้ายก่อนที่จะไปถึงผู้รักษาประตูครับ”

ขณะเดียวกันวิศรุตก็ผ่านการลงเล่นในนามทีมชาติมานับไม่ถ้วน เริ่มตั้งแต่รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ที่คว้าแชมป์ในรายการชิงแชมป์อาเซียน AFF ที่ประเทศลาวในปี 2015 และไต่เต้าขึ้นมาเล่นในรุ่นอายุไม่เกิน 21 ปี ในหลายรายการ ก่อนที่ล่าสุดเขาจะมีชื่อติดทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เพื่อเข้าร่วมแข่งขันในรอบคัดเลือกของรายการชิงแชมป์เอเชีย “AFC U-23 Championship 2020 Qualifiers” ที่ประเทศเวียดนามระหว่างวันที่ 20-27 มีนาคมนี้ ซึ่งเขาก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อลุ้นติดทีมไปเล่นในรอบสุดท้ายในปีหน้าซึ่งประเทศไทยจะเป็นภาพ

“ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่สำคัญของผมครับ เพราะผมภูมิใจเสมอเมื่อได้โอกาสสวมเสื้อทีมชาติ ทัวร์มาเม้นต์นี้ถือเป็นรายการที่สำคัญ ก็หวังว่าจะทำหน้าที่ให้ได้ที่สุดครับหากได้รับเลือกให้ลงสนาม อีกอย่างในปีหน้ารอบสุดท้ายจะมาแข่งขันที่ประเทศไทยด้วย และสนามเหย้าของเรา (สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต) ก็เป็นหนึ่งในสนามที่อาจจะได้ใช้ในรายการนี้ ฉะนั้นถ้าได้สวมเสื้อทีมชาติลงเล่นในสนามของเราคงเป็นความรู้สึกที่พิเศษครับ” วิศรุต ทิ้งท้าย

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports