วันเวลาที่ล่วงเลยไปทำให้เกิดความไม่แน่นอนที่ผันเปลี่ยน ทุกๆ วินาทีนับจากนี้เป็นต้นไปเราไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าในอนาคตอันใกล้จะมีเหตุการณ์ใดที่ผ่านเข้ามาสะกิดต่อมความรู้สึกเพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้วผ่านออกไปในชั่วข้ามคืน แต่แล้วในวันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2019 เสียงไชโยโห่ร้องที่อัดอั้นมานานของเหล่าแฟนบอลช้างศึก ดังกึกก้องไปทั่วผืนแผ่นดินสยามขจรไกลไปถึง กว่างซี สปอร์ต เซ็นเตอร์ ที่ประเทศจีน ราวกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเกมการแข่งขันล้วนเป็นใจให้ทีมชาติไทยเสียเหลือเกิน

อีกทั้งตัวผมเองที่ไม่ว่าจะต้องการจองจำความรู้สึกเหล่านี้มากเพียงใด แต่ใจเราเองก็ตระหนักรู้ได้ดีที่สุดว่ามันเป็นไปไม่ได้ และแน่นอนชีวิตต้องก้าวเดินต่อไป มีสิ่งใหม่ๆ พร้อมถาโถมเข้ามาใส่เราอยู่เสมอ ดังนั้นเพื่อที่จะต่อเวลาความรู้สึกเหล่านี้ไว้ต่อไปแม้เพียง 1 วันก็ยังดี ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในเกมการแข่งขันวันนี้จึงจำเป็นต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนก่อนที่รอบชิงชนะเลิศ ไชน่า คัพ 2019 จะมาถึง

ทีมชาติไทย

 

เครื่องจักรผลิตสกอร์ที่ยังคงรอวันซ่อมแซม

เป็นที่รู้กันดีว่าในยามที่ทีมชาติไทยไร้ซึ่งกัปตันทีมมากประสบการณ์อย่าง ธีรศิลป์ แดงดา อยู่ในสนาม แคนดิเดตหัวหอกช้างศึกจึงมีช้อยส์ให้เลือกไม่มากนัก มีเพียง อดิศักดิ์ ไกรษร กับชนานันท์ ป้อมบุบผา เท่านั้นที่ยังพอฝากความหวังไว้ได้ และพร้อมเข้ามาแทนที่ “เอล แดงดา” อยู่ทุกครา

ความกดดันของอุลตร้ากอล์ฟ ยังทวีคูณเพิ่มขึ้นไปอีก จากการที่มีสื่อเข้าไปถามเจ้าตัวอยู่บ่อยครั้งถึงสถิติการยิงทีมจากแดนมังกรที่อยู่เหนือกว่าใครในแคมป์ทีมชาติจนได้รับฉายาว่า “นักฆ่ามังกร” จากแมตช์กระชับมิตรเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2013 ที่ อดิศักดิ์ ไกรษร ทำผลงานเหมาคนเดียว 4 ประตูในการถล่มทีมชาติจีน ทำให้เขาต้องแบกความกดดันที่รุมเร้าตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทว่าหากใครที่ได้ชมการเล่นของ อดิศักดิ์ ไกรษร ตลอด 90 นาทีก่อนโดนเปลี่ยนตัวออกจากการแข่งขันเมื่อคืนที่ผ่านมา ทุกคนต่างต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “เส้นทางลูกหนังในฐานะตัวแทนทีมชาติของศูนย์หน้าช้างศึกรายนี้จบลงแต่เพียงเท่านี้” ไม่มีใครเชื่อมั่นในตัวเขาอีกต่อไป หลังจากการคว้าตำแหน่งดาวซัลโวจากศึก เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ทำให้ อดิศักดิ์ ถูกตั้งความหวังไว้สูงเกินกว่าที่เราจินตนาการออก 6 ประตู ในการพบกับ ติมอร์ เลสเต พร้อมกับบทสัมภาษณ์หนึ่งของกอล์ฟที่ได้กล่าวไว้กับทางเว็บไซต์ Goal ว่า

“ตอนนี้ยังไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุดครับ ผมยังมีเรื่องอาการบาดเจ็บที่กังวลอยู่ เวลาเจอเกมหนักๆ ก็กลัวว่าจะเจ็บซ้ำ แต่ก็พยายามจะลืมมันให้ได้ และ พยายามมองไปข้างหน้า เรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมา ว่าเราควรหลบหลีกยังไง ส่วนตัวไม่อยากกลับไปเป็นแบบนั้นแล้วครับ”

อดิศักดิ์ ไกรษร

ด้วยคำพูด และผลงานที่สวนทางกัน ทำให้แฟนบอลจำนวนไม่น้อยที่ไม่พอใจฟอร์มการเล่นของเขาเป็นอย่างมาก เสียงก่นด่าจากทั่วสารทิศต่างทับถมใส่กอล์ฟ จนเจ้าตัวรู้สึกผิดแทบไม่ทัน แต่อย่าลืมว่าฟุตบอลวัดกันที่โอกาส และความผิดพลาด เกมในวันนี้หัวหอกเบอร์ 9 มี ‘โอกาส’ ซัดแฮตทริกใส่ทีมชาติจีนได้เสียด้วยซ้ำ จากจังหวะการจ่ายบอลแบบถวายพานจากทั้ง ชนาธิป สรงกระสินธ์, สารัช อยู่เย็น และฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ หากกันพูดแบบไม่อ้อมค้อม อดิศักดิ์ ไกรษร ควรมีเครดิตเป็นผู้ทำประตูในเกมนี้อย่างน้อยที่สุด 1 ประตูเป็นอย่างต่ำ ซึ่งหากมองให้ลึกลงไป อดิศักดิ์ อาจตกอยู่ในภาวะสูญเสียความมั่นใจอย่างหนักจนทำให้ฟอร์มการเล่นของเขาเสียศูนย์จากการพลาดจุดโทษในเกมที่พบกับทีมชาติมาเลเซีย ใน เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ รอบ 4 ทีมสุดท้าย ในเลกที่ 2 จนทำให้ทีมชาติไทยชวดตั๋วรอบชิงชนะเลิศก็เป็นได้

นอกจากนี้ความเร็วที่ไม่มีเหมือนอย่างเคย การวิ่งเข้าหาบอลที่เหมือนกลัวอาการบาดเจ็บอยู่ตลอดเวลา ประกอบกับสัญชาตญาณการทำประตูที่แทบไม่มีเหลือ ทำให้ผมรู้สึกว่าเกมในรอบชิงชนะเลิศ “โค้ชโต่ย” ควรลองให้โอกาส หัวหอกจาก “ช้างศึกยุทธหัตถี” ได้ลองออกสตาร์ทเป็นตัวจริงเพื่อพิสูจน์ฝีเท้ามาบ้างดีมั๊ย? เพราะถ้าหากในเกมนี้หัวหอกจากค่ายกิเลนผยอง ไม่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เกมจนนำไปสู่ประตูชัยที่ทำให้แฟนบอลช้างศึก ทั่วทั้งประเทศยิ้มออก คาดว่าเจ้าตัวอาจจะโดนสับเละไปมากกว่านี้ก็เป็นได้

อย่างน้อยๆ ผมคิดว่าก็ควรให้โอกาส  ชนานันท์ ป้อมบุบผา ได้ลองลงมาสับไกในฐานะศูนย์หน้าตัวเป้าจริงๆ ดูสักครั้งบ้างก็ยังดี เนื่องจากการแข่งขันย่อมทำให้เกิดการพัฒนา ดังนั้นสิ่งที่แฟนบอลชาวไทยทุกคนสามารถทำได้ในตอนนี้จึงมีเพียงแค่การภาวนาขอให้หัวหอกวัย 28 ปี สามารถเค้นฟอร์มเก่งของตนกลับมาให้ได้โดยเร็วไว และพร้อมให้แฟนบอลได้ฝากความหวังไว้ที่เขาได้อีกครั้ง สู้ๆ นะ AK9

 

รอยรั่วของแผงหลังที่อุดเท่าไหร่ก็ไม่อยู่

จริงอยู่ที่ผลการแข่งขันจบลงด้วยการที่ทีมชาติไทยสามารถเก็บคลีนชีตไว้ได้ และเป็นอีกหนึ่งเกมผมได้เห็นถึงความทุ่มเทในการช่วยกันเข้าสกัด และเคลียร์บอล จากการประสานงานระหว่างแนวรับของช้างศึกทุกคนที่ทำงานกันอย่างหนัก ทว่าเหตุใดกันที่ความรู้สึกของผมกลับเกิดความคิดเห็นก้อนหนึ่งขึ้นมา และมองว่าคนที่ดูโดดเด่นกว่าใคร และมีส่วนช่วยไม่ให้ทีมเสียประตูกลับเป็น ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน จอมหนึบที่ไว้วางใจได้ตั้งแต่ศึกเอเชี่ยน คัพ 2019 ช่วงต้นปีที่ผ่านมา

ทีมชาติไทย

สังเกตได้จากการที่เขายืนถูกที่ถูกเวลา และมีจังหวะเซฟลูกสำคัญๆ ในเกมนี้ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง จากจังหวะที่การยิงของ เหว่ย ซื่อ หาว (หมายเลข 7 ของทีมชาติจีน) ที่ได้รับโอกาสจบสกอร์เยอะพอๆ กับ อดิศักดิ์ ไกรษร แต่ไม่สามารถเปลี่ยนให้เป็นประตูได้เช่นเดียวกัน

นอกจากนี้การประสานงานครั้งแรกของ 3 เซ็นเตอร์แบ็กอย่าง อดิศร พรหมรักษ์, นัสตพล มาลาพันธ์ และสุพรรณ ทองสงค์ ดูเป็นความลงตัวที่ไม่เข้าใจกัน เพราะถึงแม้พวกเขาจะพยายามทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้พวกเราเห็น ทว่าแต่ละคนย่อมมีข้อผิดพลาดเป็นของตัวเองอย่างเห็นได้ชัดอย่าง อดิศร พรหมรักษ์ ที่มีรูปร่างค่อนข้างเล็กกว่าใครเพื่อน จึงไม่แปลกที่จะโดนผู้เล่นฝั่งเจ้าบ้านทิ้งบอมจนบางครั้งต้องออกอาการเลิกลั่กให้เห็นบ้างในบางครั้ง ที่สำคัญปราการหลังจากทีมกิเลนคู่ ยังต้องรับงานหนักกว่าใครเพื่อนจากการดันเกมรุกขึ้นสูงของแบ็คซ้ายชั่งทอง และลงมาช่วยในเกมรับไม่ทัน ทำให้เซ็นเตอร์ฝั่งซ้ายของทีมชาติไทยอย่าง อดิศร ต้องแบกรับภาระ และถูกทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว

สำหรับเซ็นเตอร์ฝั่งขวาอย่าง นัสตพล มาลาพันธ์ ที่ได้รับโอกาสลงสนามครั้งแรกในฐานะ 11 ผู้เล่นตัวจริง ยังถือว่าพิสูจน์อะไรไม่ได้มาก เพราะถึงแม้ นัสตพล จะมีความโดดเด่นในการเล่นลูกกลางอากาศ และเข้าบอลในจังหวะแรกได้ดี ทว่าในช่วงครึ่งเวลาแรกเจ้าตัวกลับถูกบอลแทงช่อง และการเล่นบอลบนพื้นเล่นงานจน ศิวรักษ์ ต้องออกมาตัดบอลก่อนในหลายๆ จังหวะ อีกทั้งลูกโหม่งสกัดของเขาที่ยังไม่มีความเฉียบขาดพอ ทำให้แข้งมังกรสามารถเปิดเกมบุกใส่ไทย ได้อย่างต่อเนื่อง จากจังหวะที่กองหลังของต่อพิฆาต โขกเคลียร์ออกมาไม่ขาด และแทบไปเข้าทางฝั่งเจ้าภาพแทบทุกครั้ง หรืออาจเป็นเพราะความเคยชินจากการเล่นให้กับ พีที ประจวบ ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ตัวกลาง และคอยมีผู้เล่นต่างชาติคอยไล่บอลให้ทั้ง 2 ฝั่ง ทำให้ในเกมนี้เจ้าตัวยังไม่มีความแน่นอนในบางจังหวะ

สุพรรณ ทองสงค์

ทางด้านปราการหลังตัวกลางอย่าง สุพรรณ ทองสงค์ ทำให้แฟนบอลชาวไทยขวัญผวาอยู่บ่อยครั้ง จากการเข้าบอลที่ค่อนข้างโฉ่งฉ่าง และกะจังหวะโหม่งพลาดอยู่หลายจังหวะ จนทำให้จีนเกือบได้ประตูตีไข่แตกอยู่หลายครั้งทั้งบอลโยน และบอลเรียดพื้น ซึ่งโอกาสทำประตูโดยส่วนมากก่อกำเนิดมาจากเซ็นเตอร์ฮาล์ฟของ สุพรรณบุรี เอฟซี รายนี้เสียเป็นส่วนใหญ่ เป็นอีกครั้งที่ผมรู้สึก (อีกแล้ว) ว่ากองหลังจาก สุพรรณบุรี เอฟซี รายนี้ ค่อนข้างเสียสมาธิบ่อย และไม่มีการโฟกัสอยู่กับลูกบอลเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งสิ้นไม่ได้ต้องการจะโจมตี หรือใส่ร้ายป้ายสีให้ใครเสียหาย นี่เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวจากการที่ได้นั่งรับชมเกมตลอด 90 นาที ในฐานะ “แฟนบอลช้างศึก” คนหนึ่ง

 

“Jinius”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ