นับเป็นความปลาบปลื้ม และภาคภูมิใจของแฟนบอลชาวไทยอีกครั้ง หลังเหล่าขุนพลช้างศึก ทีมชาติไทย คว้ารองแชมป์ ในศึกฟุตบอล “ไชน่า คัพ 2019” มาครองได้สำเร็จ ณ เมืองหนานหนิง ประเทศจีน โดยเริ่มต้นจากการเอาชนะ ทีมชาติจีน 1-0 ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนจะพ่ายให้กับ ทีมชาติอุรุกวัย 0-4 ในรอบชิงชนะเลิศ

สำหรับทีมชาติไทย ในรายการนี้ ถูกมองว่า น่าจะจบอันดับสุดท้ายของทัวร์นาเมนต์ เพราะเป็นทีมที่มีแรงกิ้งมากที่สุด ถึงอันดับ 115 ขณะที่ทีมอื่นๆ ต่างก็อยู่ในระดับท็อป 100 ทั้งสิ้น ไล่ตั้งแต่เต็งหนึ่ง “จอมโหด” อุรุกวัย อดีตแชมป์โลกสองสมัย ที่อยู่ในอันดับ 7 ของโลก ส่วนอีกสองทีมอย่าง จีน อยู่ในอันดับ 72 ของโลก และอุซเบกิสถาน อันดับที่ 89 ของโลก

การเอาชนะ ทีมชาติจีน คาบ้านแดนมังกร เป็นใบเบิกทางที่สำคัญในการได้ประสบการณ์ชั้นเลิศกับทีมระดับโลก กับนักเตะระดับโลก แม้จะพ่ายแพ้อย่างหมดรูปในนัดชิงชนะเลิศ แต่ไม่ใช่ว่าทีมชาติไทย จะไม่ได้อะไรกลับมาเลยในรายการนี้

และนี่คือ 5 สิ่งที่เรียกได้ว่า “มีแต่ได้กับได้” ของทีมชาติไทย

 

ระบบ 3-5-2 และ “โค้ชคู่” ที่มีอนาคตไกล

แม้จะต้องโบกมือลาการทำทีมชาติไทย ชั่วคราวไปแล้ว เพื่อเอาเวลาไปอบรมโค้ชในระดับ “โปร ไลเซนส์” ให้จบ สำหรับ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย (รวมถึง “โค้ชโชค” โชคทวี พรหมรัตน์ ที่ยังไม่มีโปรไลเซนส์ด้วย”

แต่ทว่า มรดกที่โค้ชโต่ยได้ฝากเอาไว้ จากผลงานจำนวน 5 เกมที่เขาคุมทีมชาติไทยลงสนาม ก็คือ รูปแบบการเล่น 3-5-2 ที่ถูกนำมาใช้งาน และสามารถทำผลงานได้ดี โดยเฉพาะสองเกมที่เอาชนะ ทีมชาติจีน (ไชน่า คัพ 2019) และ ชนะ ทีมชาติบาห์เรน (เอเชี่ยน คัพ 2019) ได้ ด้วยสกอร์ 1-0 ทั้งสองนัด

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟสามคน วิงแบ็คสองข้าง กองกลางสามคนในรูปแบบสามเหลี่ยมหงาย และกองหน้าคู่ คือ รูปแบบการยืนตำแหน่งเดียวกับ ทีมชาติไทย ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี และ 19 ปี รวมถึงเหมือนกับหลายสโมสรชั้นนำในศึกไทยลีก ทั้ง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ฯลฯ

และนี่อาจเป็นนิมิตหมายที่ดี ของ จุดเริ่มต้นการทำทีมฟุตบอลแบบมีมาตรฐานเดียวกันในทุกชุดของทีมชาติไทย

 

เกินเบอร์แข้งไทย คือ นักเตะดีกรีเจลีก

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ นักเตะจาก เจ ลีก ญี่ปุ่น นั้น มีมาตรฐานของขีดจำกัดความสามารถที่เกินกว่านักเตะไทยที่เล่นอยู่ในไทยลีกแบบชัดเจน

ชนาธิป สรงกระสินธ์, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ ธีราทร บุญมาทัน ต่างโชว์ศักยภาพของตนเองออกมา โดยเฉพาะ “เจ้าเจ” ที่โชว์ของแบบสุดๆ ในเกมชนะ จีน 1-0 ที่นอกจากจะยิงประตูชัยแล้ว ยังจะมีความครบเครื่องในแง่อื่นๆ อีก ทั้งลงมาล้วงบอล ทั้งสวิตช์บอลเปลี่ยนแกน เปลี่ยนบอลเร็วจากรับเป็นรุก แถมยังมีช็อตลากเลื้อยสวยๆ และแตะลอดขาอีกนับไม่ถ้วน

ส่วน ฐิติพันธ์ ก็มีความสุดยอดในเรื่องความฟิต และมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะมาก ไม่โฉ่งฉ่างในการเข้าปะทะ หรือเสียบสกัดเหมือนเก่า เล่นได้ชัวร์มากขึ้น โดยมีแอสซิสต์เป็นตัวการันตีความเก่งขึ้น ขณะที่ ธีราทร เจ้าของปลอกแขนกัปตันทีมชาติไทยคนล่าสุด ก็ยังคงมีมาตรฐานที่สูงกว่าเพื่อนร่วมทีมคนอื่นๆ

และเมื่อเห็นเช่นนี้แล้ว ก็อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ หรือสโมสรชั้นนำของไทยต่างๆ ช่วยกันผลักดันให้นักเตะไทยได้ไปค้าแข้งใน เจ ลีก เยอะขึ้นด้วยนะครับ

 

เราชนะทีมที่เคยไปฟุตบอลโลกได้นะ

โอเคหล่ะว่า แม้จะเป็นเพียงทีมชาติจีน ที่ไม่สมบูรณ์ 100% แต่เราก็พูดได้เต็มปากว่า ทีมชาติไทย สามารถเอาชนะทีมชาติจีน ชุดใหญ่ได้ ถึงถิ่นของเขา ซึ่งมี ฟาบิโอ คันนาวาโร่ สวมบทเฮ้ดโค้ชด้วย โดยที่ลูกทีมของ “คันนา” ก็เต็มไปด้วยนักเตะที่เล่นอยู่ในลีกจีน ซึ่งเป็นลีกบิ๊กเนมของเอเชีย ส่วนทีมชาติไทย นักเตะส่วนใหญ่ ต่างก็เล่นอยู่ในไทยลีก ที่ถูกมองว่ายังด้อยกว่า ลีกของจีนอยู่

ฉะนั้น นี่เป็นบทพิสูจน์ว่า เราไม่ได้อ่อนกว่าทีมชาติชั้นนำของเอเชียไปหลายขุมเหมือนเก่า เราสู้ได้ และสักวันหนึ่ง เราก็อาจจะก้าวข้ามระดับที่พวกเรากำลังยืนอยู่ได้เช่นกัน

 

ประสบการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ

นอกจากการมอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในกับนักเตะหลายคน เช่น นัสตพล มาลาพันธ์ ที่ได้ลงสนามเป็นตัวจริงให้กับทีมชาติไทยนัดแรก หรือการสัมผัสเกมทีมชาติไทย ชุดใหญ่ครั้งแรกของ ศิวกรณ์ เตียตระกูล, พิชา อุทรา และ ศนุกรานต์ ถิ่นจอม แล้ว

นักเตะและทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชทุกคนที่ได้ไปประเทศจีนในครั้งนี้ ยังได้เรียนรู้วิธีการเล่นฟุตบอล และการทำงานในระดับเวิลด์คลาสจากนักเตะอุรุกวัย ที่ส่วนใหญ่ค้าแข้งอยู่ในยุโรป รวมถึงจากสต๊าฟฟ์โค้ชของอุรุกวัยด้วย

ได้แข่งกับอุรุกวัย ได้เรียนรู้จากอุรุกวัย ได้เห็นวิธีการเล่นของอุรุกวัย ในแบบที่ไม่ต้องเสียเงินสักแดงเดียว นับเป็นประสบการณ์ที่เงินซื้อไม่ได้เลยก็ว่าได้

 

เราอยู่ตรงไหนของโลกใบนี้

มีคำกล่าวที่ว่า แรงกิ้งฟีฟ่าเป็นตัวหลอก มันไม่ได้บอกว่า คุณเก่งแค่ไหน หรืออยู่ตรงไหนบนโลกลูกหนังใบนี้ ซึ่งสิ่งที่จะบอกได้แน่ๆ ว่า ทีมชาติของคุณอยู่ตรงไหนนั้น ก็คือ ฟอร์มการเล่น และผลการแข่งขัน

และจากความพ่ายแพ้ต่อ อุรุกวัย ชนิดสู้ไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง ด้วยสกอร์ 0-4 เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า พวกเรายังห่างไกลจากทีมระดับโลกอยู่อีกหลายวา หลายคืบ

แต่ก็ไม่ใช่ว่า จะไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แต่อย่างใด เพราะหากรู้จักพัฒนานักเตะ รู้จักพัฒนาระบบการสร้างเยาวชนในประเทศ รู้จักพัฒนาบุคลากรด้านโค้ชและผู้ฝึกสอน รู้จักการเผยแพร่วิธีการเล่นแบบไทยแลนด์เวย์ไปสู่เยาวชน รู้จักการทำงานแบบมีความเป็นมืออาชีพอย่างที่เป็นอยู่ ไปเรื่อยๆ ไม่มีท้อถอย หรือไม่มีหยุดยั้งแล้วหล่ะก็

เมื่อนั้น เราก็อาจจะไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่
และไปถึงระดับที่ใกล้เคียงกับทีมเวิลด์คลาสที่เพิ่งไล่ถล่มเรา มากขึ้นกว่าวันนี้ก็เป็นได้……

 

“จอน”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports