ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2558 หรือประมาณ 3 ปีครึ่งที่แล้ว นักเตะทีมชาติไทยที่กลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลทั้งประเทศในปัจจุบัน อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ได้สร้างความน่ารักน่าชังจนกลายเป็นที่จดจำขึ้น ในเกมที่ ทีมชาติไทย ชนะ ไต้หวัน 4-2 ในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย กลุ่ม เอฟ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดย “เจ้าเจ” ได้แอบเอาน้ำเปล่าไปรดขานักเตะของทีมชาติไต้หวัน ในขณะที่กำลังฮึดฮัดมีเรื่องกับเหล่าบรรดานักเตะ และสต๊าฟฟ์โค้ชทีมชาติไทย

แถมหลังจากนั้น ก็มีการจับภาพได้ว่า “เจ้าเจ” จัดการอมน้ำเปล่า และแกล้งทำท่าโมโห ตาจ้องเขม็งราวกับจะพ่นน้ำอีกต่างหาก แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ทำอะไรเลย ซึ่งพฤติกรรมที่อยู่เหนือความขัดแย้งทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นระหว่างเกมฟุตบอลที่มีความจริงจัง และตึงเครียดอย่าง เวิลด์คัพ ควอลิฟาย ทว่า ชนาธิป กลับเลือกทำในสิ่งที่แตกต่างจากแข้งเจ้าอารมณ์มากมาย

“แตกต่าง แต่ง่ายดาย 
แตกต่าง แต่สวยงาม”

หมัดซ้ายตรงเข้าใบหน้าคู่แข่งในเกมที่ทีมชาติไทย แพ้ เวียดนาม 0-4 ในศึกฟุตบอล ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย 2020 รอบคัดเลือก ของ ศุภชัย ใจเด็ด เมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้เขาโดนใบแดงโดยตรง และนั่นอาจจะถึงขั้นถูกแบนถึง 2 เกมในศึก ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย รอบสุดท้าย เป็นจังหวะที่ทำให้ผมคิดถึงการรดน้ำบนขานักเตะฝั่งตรงข้ามของ ชนาธิป ในครั้งนั้น ซึ่งเจ้าตัวมีอายุเพียง 22 ปี

ชนาธิป เองก็ไม่ต่างจาก ศุภชัย ในแง่ของการเติบโตบนถนนลูกหนัง
ทั้งคู่กลายเป็นตัวหลักของสโมสรที่คว้าแชมป์ในประเทศตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี
ทั้งคู่กลายเป็นตัวเลือกของทีมชาติไทย ชุดใหญ่ ตั้งแต่อายุไม่ถึง 20 ปี
ทั้งคู่ปีนข้ามรุ่น และกลายเป็นตัวหลักของทีมชุดอายุไม่เกิน 23 ปี อยู่นานหลายปี
ทั้งคู่เป็นแนวรุกที่มีความแพรวพราว ที่จะต้องโดนตอดเล็กตอดน้อยเป็นประจำในเกม
ทั้งคู่เป็นที่หมายปองในการถูกยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม
และทั้งคู่ ต่างก็เคยโดนใบแดงแรกในการเล่นให้กับทีมชาติไทย ในการแข่งขันฟุตบอล ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก เหมือนกัน

ชนาธิป สรงกระสินธ์ โดนใบแดงแรกกับ “ช้างศึก” เมื่อปี 2012 ในการแข่งขัน ยู-22 ชิงแชมป์เอเชีย 2013 รอบคัดเลือก ที่ประเทศลาว ในเกมกับทีมชาติจีน ซึ่งท้ายที่สุด “ช้างศึกจูเนียร์” ชุดนั้น ต้องกระเด็นตกรอบคัดเลือก ไม่มีแม้แต่โอกาสเล่นรอบสุดท้าย และมีเกมที่แพ้ ทีมชาติลาว 0-1 ด้วย โดยเฮ้ดโค้ช คือ มาโน่ โพลกิ้ง

แต่หลังจากนั้น ความหนักในเกมที่เกินกว่าเสียงเตือนจากกรรมการ หรือมากกว่าการได้ใบเหลืองเพียงครั้งเดียว ก็ไม่เคยออกมาจาก ชนาธิป อีกเลย

กับดักแห่งความยั่วยุมากมายที่เป็นบททดสอบ ชนาธิป ในสนาม แต่เขาก็ก้าวข้ามมาได้ทั้งหมด เขาเลือกที่จะลอยตัวอยู่เหนือปัญหา เพราะรู้ว่า หากตัวเองโดนไล่ออกอีก เพื่อนๆ ในสนามจะต้องเหนื่อย (เกมที่เจอกับจีน ชนาธิป โดนไล่ออก หลังเป็นคนยิงออกนำ 1-0 แต่จบเกมด้วยการเสมอ 1-1)

โอเคหล่ะ ว่าเคสของ ศุภชัย ใจเด็ด ที่ใจร้อนเพียงชั่วขณะจิต มันดูรุนแรงเกินกว่า เพราะเป็นการออกหมัดที่ได้รับใบแดงโดยตรง และท้ายที่สุด การไหว้ขอโทษต่อแฟนบอลในสนาม และกล่าวขอโทษต่อแฟนบอล หลังกลับสู่บ้านเกิดของเขา หลังเกิดเหตุการณ์ ก็มีค่าเท่ากับการให้อภัยด้วยใจเท่านั้น ไม่สามารถแปรเปลี่ยนการถูกแบน และความเสียหายที่จะส่งผลต่อทีมชาติไทย ชุด ยู-23 ของ อเล็กซานเดร กาม่า ที่มีเป้าหมายไปลุย โอลิมปิก เกมส์ 2020 ปีหน้าที่กรุงโตเกียว ได้

ซึ่งทำให้เพื่อนและทีมสต๊าฟฟ์ ต้องเหนื่อยเพิ่มขึ้นเช่นกัน

หลังจากโดนใบแดงในครั้งนั้น อีกไม่กี่ปีต่อมา ชนาธิป สรงกระสินธ์ กลับไปแข่งชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี อีกครั้ง ในฐานะ “กัปตันทีม” ในศึก ยู-23 ชิงแชมป์เอเชีย 2016 แม้จะมีอายุเพียงแค่ 22 ปี เท่านั้น

และแม้จะตกรอบแรกแบบน่าเสียดาย ไม่ได้ไปโอลิมปิก เกมส์ 2016 อย่างที่หวัง แต่ชนาธิป ก็แสดงให้เห็นถึงการแบกรับความกดดันจากการสวมปลอกแขนได้อย่างยอดเยี่ยม จนปัจจุบันก็กลายเป็นรองกัปตันทีมชาติไทย ในชุด ไชน่า คัพ 2019

นี่คือตัวอย่างของคนที่เลือกใช้ “น้ำดับไฟ” หาใช่ใช้น้ำมันดับเพลิงใจในเวลาที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งเป็นจุล

ศุภชัย ใจเด็ด ยังอายุน้อยครับ
เหตุการณ์นี้จะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปตลอดกาล
แต่ไม่ได้มีผลจะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล

วันนี้ สังคมอาจจะตราหน้า แปรเปลี่ยนเขาเป็น ศุภชัย ใจร้อน
แต่ผมเชื่อว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้

และก็เป็นตัวเขาเองนี่แหละ ที่จะเปลี่ยนคำตราหน้า เปลี่ยนคำสบประมาททุกอย่าง
แล้ววันนึง เราอาจจะได้เรียก “เจ้าอาร์ม” ว่า ศุภชัย ใจเย็น ก็ได้นะ

ขอให้โตขึ้นจากเหตุการณ์นี้….

“จอน”

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

ดูบอลสด – ไฮไลท์บอล แบบจัดเต็มได้ ที่นี่

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!
ดูไฮไลท์บอล พรีเมียร์ลีก ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports