เป็นเรื่องธรรมดาที่กีฬาทุกชนิดจะมีทีมงานสต๊าฟโค้ช คอยทำหน้าที่ฝึกสอนนักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทเดี่ยว หรือกีฬาประเภททีมก็ตาม ซึ่งหากว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว “งานโค้ช” เป็นงานที่ต้องแบกรับความกดดัน และความเครียดค่อนข้างมาก และมักจะไม่ได้เครดิตเท่านักกีฬา แต่ทว่าตำแหน่งโค้ชนั้นกลับเป็นตำแหน่งสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยเช่นกัน

ในทุกวงการ โค้ชมักจะมีแผนการเล่นที่ถนัด กลยุทธ์ที่ชอบ และถ้าจะให้ดี ต้องมาพร้อมกับนักกีฬาที่ใช่…

หากนึกย้อนไปในวงการกีฬาอื่นๆ เราอาจจะเห็นภาพ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คู่กับ เอริค คันโตน่า, เดวิด เบ็คแฮ่ม หรือ คริสเตียโน่ โรนัลโด้

เราเห็น มาเรียน วาจ์ด้า คู่กับ โนวัค ยอโควิช, เห็น บิลล์ เบลิชิค คู่กับ ทอม เบรดี้… และในกีฬาอย่าง บาสเกตบอล เอ็นบีเอ ก็มีเช่นกัน

วันนี้ ผม “YoungJ” ผู้หลงใหลในกีฬาบาสเกตบอล จะพาทุกคนไปพบกับสุดยอด 5 คู่ เฮชโค้ช-ดาวดัง ที่น่าจดจำแห่งวงการเอ็นบีเอ มาแนะนำให้ทุกคนรู้จักกัน แต่ต้องบอกก่อนว่านี่เป็น 5 อันดับในความคิดของผู้เขียน อาจจะถูกใจ หรือไม่ถูกใจอ่านบางท่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องขออภัยไว้ด้วย และผมเชื่อว่าเราสามารถแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้…

ถ้าพร้อมแล้วก็ไปเริ่มกันเลยครับ

“โค้ชป๊อป” เกรก โปโปวิช & “ทิมมี่” ทิม ดันแคน
2 ทศวรรษแห่งความสำเร็จ

จุดเริ่มต้นคือการกลับมาในถิ่น เอทีแอนด์ที เซนเตอร์ ของ “โค้ชป๊อป” ในปี 1996 ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเคยเป็นผู้ช่วยโค้ชในช่วง 1988-1992 ครั้งนี้เขานั่งควบ 2 เก้าอี้ใหญ่ General Manager และ Vice President of Basketball Operations

แต่ทว่าเขากลับเปิดตัวได้ไม่สวยงามเท่าไหร่ หลังมีสถิติ ชนะ4 แพ้15 เกมแรกของฤดูกาล ป๊อป แก้สถานการณ์อย่างเด็ดขาดไล่ บ็อบ ฮิล เฮดโค้ชปัจจุบันพ้นจากตำแหน่งทันที และแต่งตั้งตัวเองขึ้นรับหน้าที่แทน

ถึงอย่างนั้นผลงานก็ไม่ได้ดีขึ้นทันทีได้เพราะทีมต้องเจอกับปัญหาผู้เล่นตัวหลักบาดเจ็บอย่าง เดวิด โรบินสัน, ฌอน เอลเลียต, ชัค เพอร์สัน และวินนี่ เดล เนโกโร ที่เกินจะเยียวยาให้ทันในฤดูกาลนั้น

จากผลงานที่พังไม่เป็นท่าในปีแรกของ โค้ชป๊อป ทำให้ทีมได้ดราฟท์อันดับหนึ่ง เด็กโข่งร่างใหญ่ พูดน้อย ดูไม่มีเสน่ห์ เขาคือ ทิม ดันแคน แต่ใครจะไปรู้ว่าการมาของหนุ่มน้อยหน้านิ่งคนนี้ มันมีค่ามหาศาลต่อทีมอย่างมาก ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อเขาอยู่ในสนาม จากที่ฤดูกาลที่แล้วทีมชนะเพียงแค่ 20 เกม ฤดูกาลต่อมาพวกเขาสามารถชนะได้ถึง 56 เกม ด้วยการเล่นที่โดดเด่นของ ทิม และการหวนคืนสนามสนามอีกครั้งของ “นายพล” เดวิด โรบินสัน ก่อกำเนิดคู่หูใหม่ในฉายา “Twin Tower” หรือหอคอยคู่ที่ไร้เทียมทาน

“นี่ไม่ใช่การพูดถ่อมตัวหรือเอาใจใครทั้งสิ้น คนที่โตมากับผมจะรู้ดีว่าผมไม่ใช่คนแบบนั้น… ถ้าผมไม่มี ทิม ดันแคน ผมคงไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ ผมก็คงเป็นแค่โค้ชบาสที่ไหนซักแห่งในอเมริกา มันเป็นเพราะเขา (ทิม) ที่ทำให้ผมมาถึงจุดนี้”

“เขาให้ชีวิตใหม่แกผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทีมงาน และโค้ช โดยไม่เคยเอ่ยปากทวงบุญคุณหรือเอาหน้าเลย เขาก็แค่มาทำหน้าที่ของเขาทุกวัน มาเช้าตรู่ กลับสาย และอยู่เคียงข้างกับทุกคนทุกระดับขององค์กร นั่นแหละคือตัวเขา คนที่มีความจริงใจ เสมอต้นเสมอปลายเท่าที่ชีวิตนี้ผมเคยเจอมา” โค้ชป๊อป กล่าวถึง ทิม หลังจากที่ทิมประกาศรีไทร์

ตลอดเวลากว่า 20 ปีที่ ทิม ต่อสู้เคียงข้างโค้ชป๊อป สามารถคว้าแชมป์ด้วยกันถึง 5 สมัย ความเคารพซึ่งกัน และกันถือเป็นเรื่องที่สำคัญของทั้งคู่ ไม่มีครั้งไหนที่ทั้งคู่ไม่ไว้ใจกันเลย พวกเขาอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัว ป๊อป เปรียบเสมือนพ่อคนหนึ่งของทิม

ครั้งหนึ่ง ทิม เคยมีปัญหาที่หนักหนาเรื่องภรรยาจนถึงขั้นหย่าร้าง ก็มีโค้ชคนนี้ที่คอยให้กำลังใจอยู่เสมอ ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนมันมากกว่าแค่ “นักกีฬากับโค้ช” มันเต็มไปด้วยความหวังดีที่บริสุทธิ์ เชื่อได้เลยว่าหาก สเปอร์ส ไม่มีทั้งคู่ หรือมีแค่ใครคนใดคนหนึ่ง ก็คงไม่มีประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำอย่างทุกวันนี้แน่นอน

 

เอริก สโปลส์ตรา & เลบรอน เจมส์
ความเลบรอน! ที่ส่งผลต่อโค้ช

ความเลบรอน : เลบรอน เจมส์ 1 ในผู้เล่นที่ดีที่สุดใน เอ็นบีเอ แต่ทำไมทุกทีมที่ เลบรอน ไปกับเต็มไปด้วยเรื่องราวดราม่า อย่างที่พวกเรารับรู้มาตลอด อย่างตอนที่มีเรื่องราวถกเถียงกันมากที่สุดเมื่อครั้งเขากลับมาทีมบ้านเกิด คลีฟแลนด์ คาวาเลียส์ ครั้งแรกที่มาถึง เขาโน้มน้าวให้ทีมเอาดราฟท์ อันดับ 1 ที่มาอยู่ในมือไปแลกกับ เควิน เลิฟ, เป็นเบื้องหลังการต่อสัญญา ทริสเทน ทอมสัน และเจอาร์ สมิทธ์, เป็นเบื้องหลังการเปลี่ยนโค้ช รวมไปถึงกดดันทีมบริหารในการหาตัวผู้เล่นเข้ามาเสริม ทุกอย่างล้วนแล้วเป็นประสงค์ของ เลบรอน

ก่อนอื่นคงต้องบอกทุกคนก่อนเลยว่า การจะเป็นโค้ชนักกีฬาระดับท็อป สิ่งแรกที่จะต้องมีเลยคือ “Earn respect” หรือการได้รับความยอมรับจากตัวนักกีฬาระดับนี้นี่เอง ในปี 2010 เอริก สโปลส์ตรา ได้รับหน้าที่เฮดโค้ชให้แก่ทีม ไมอามี่ ฮีต ทีมที่มียอดผู้เล่นแนวหน้าของลีกอย่าง ดเวน เหวด, คริส บอส และราชาแห่งยุค เลบรอน เจมส์

การมีผู้เล่นระดับท็อปเต็มทีม หลายคนคงคิดว่าโค้ชไม่ต้องทำอะไรมากหรอก ก็ชนะได้สบาย แต่ความจริงแล้วไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย พวกเขาออกสตาร์ทได้ไม่ดีนักสถิติอยู่ที่ 9-8 ผู้เล่นสตาร์อย่าง เลบรอน เริ่มไม่พอใจผลงานการคุมทีมของโค้ชเอริก ในเกมที่แพ้ให้กับ ดัลลัส แมฟเวอริกส์ เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2010 ในเวลานั้นหมดเวลาระหว่างเดินไปที่ม้านั่ง เลบรอน เหมือนตั้งใจเดินชน โค้ชเอริก ซึ่งนั้นคือการแสดงถึงไม่ยอมรับโค้ชคนนี้

แม้พวกเขาสามารถผ่านเข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศก็จริง แต่สุดท้ายก็ต้องแพ้ให้กับ ดัลลัส 4-1 เกม ในรอบไฟน่อลอยู่ดี

หลังจากที่สื่อหยิบประเด็นที่ว่า จริงๆ แล้ว เลบรอน ตั้งใจชนจริงหรือไหมนั้น ทำให้เกิดกระแสต่างๆ ผุดขึ้นมามากมาย ซึ่งมันคงไม่เป็นผลดีกับทางทีมแน่นอน ทำให้ แพท ไรลีย์ ประธานของทีม ไมอามี่ ฮีต ออกโรงเรียก เลบรอน พร้อมกับ ดเวน เหวด และคริส บอส ไปคุยเป็นส่วนตัวเพื่อต้องการให้ทั้ง 3 คน ให้โอกาส และมั่นใจในตัวของโค้ชคนนี้

“กว่า 10 นาที ที่เรียกพวกเขามาคุย ผมถาม เลบรอน ว่ารู้สึกอย่างไร เขาตอบมาว่า ไม่ได้รู้สึกอะไร จำได้ว่า เลบรอน มองมาที่ผมแล้วเขาก็พูดว่า คุณไม่รู้สึกคันไม้คันมือหน่อยหรอ ผมก็ถามกลับไปว่าคันอะไรหรอฉันไม่รู้สึก และเขาก็ไม่ได้ถามอะไรอีก ส่วนผมก็ไม่ได้ให้คำตอบเขาเพิ่ม”

“ผมใช้เวลานั่งคิด 2 นาที ก็เริ่มรู้แล้วว่าสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อคืออะไร เขาต้องการให้ผมกลับมาอยู่ในอาชีพโค้ชอีกครั้ง ผมจึงตอบกลับไปทันทีว่า เอริก เป็นหัวหน้าโค้ช นั่นแหละดีที่สุดแล้ว ฉันสนับสนุนเขาเต็มที่ อีกอย่างฉันก็หมดไฟแล้ว เขามีประสบการณ์การเป็นโค้ชเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น การที่เขาสามารถพาพวกเราเข้าสู่รอบสุดท้ายได้ทั้ง 2 ครั้ง มันก็ถือว่าเป็นที่ดีแล้วไม่ใช่หรอ” แพท ไรลีย์ กล่าวถึงบทสนทนาของเขากับ เลบรอน เจมส์ ในสำนักข่าว ESPN

หลังจากนั้นบทสนทนาครั้งนั้นจบลง ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปทันที เลบรอน และทุกคนในทีมเริ่มเปิดใจกับ โค้ชเอริก อีกรอบ การเปิดใจยอมรับโดยไม่มีอคติ ทำให้การงานของโค้ชเป็นไปอย่างธรรมชาติ ไร้ซึ่งแรงกดดันจากลูกทีม ฤดูกาลต่อมาเขาพาทีมออกสตาร์ทด้วยสถิติ ชนะ 19 แพ้ 6 ถือเป็นการเปิดตัวที่สวยหรู สภาพแวดล้อมในทีมเริ่มดีขึ้น และดูเหมือนว่ารอยแผลที่เคยเกิดขึ้นระหว่าง เลบรอน กับโค้ชเอริก เริ่มจางลงไป

พวกเขาร่วมกันฝ่าฟันตลอดทั้งซีซั่น แล้วผลลัพธ์ที่ได้ ก็คือพวกเขาได้ในสิ่งที่พวกเขาพลาดที่จะได้มันไปในปีแล้ว นั้นคือ “แชมป์” และสามารถคว้าอีกแชมป์ได้ในปีต่อมา…

รอยแผลที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ หายไปไม่เหลือแม้แต่รอยขีดข่วน

ตลอดเรื่องราวการเดินทางของทั้งสองคน ที่ต้องเจอกับความผิดหวังครั้งใหญ่จนก่อให้เกิดความเข้าใจต่อกัน แต่ด้วยความมืออาชีพของทั้งคู่ ที่สามารถสลัดความรู้สึกส่วนตัวทิ้งแล้วเดินหน้าต่อเพื่อแก้ไขปัญหา จึงทำให้พวกเขาสามารถหาจุดสมดุลของกัน และกันจนเจอ จนได้แชมป์ร่วมกันถึง 2 สมัย และนี่คือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ เลบรอน เคารพ และนับถือฝีมือของ โค้ชเอริก และดูเหมือนว่าเขาคงโค้ชหนึ่งเดียวที่อยู่กับ เลบรอน แล้วไม่โดนไล่ออก

 

สตีฟ เคอร์ & สตีเฟ่น เคอร์รี่
ความไว้ใจ คือจุดเริ่มต้นของความสำเร็จ

ใครก็ตามที่สนใจในเรื่องกีฬาจะรู้ว่า สตีเฟ่น เคอร์รี่ คือใคร เขาคือการ์ดตัวเล็กแห่ง โกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส ดาวดวงใหม่ที่คอยส่องแสงให้แก่วงการบาสเกตบอล เอ็นบีเอในขณะนี้ ลูกกระโดดชู๊ตระยะไกลนอกเส้น 3 คะแนนที่แม่นยำ มาพร้อมกับทักษะอื่นๆ ที่น่าเหลือเชื่อ ทำให้การโลดแล่นในลีกเพียงไม่กี่ปีของ เคอร์รี่ ก็ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ บาสเกตบอล เอ็นบีเอ ไปทั่วโลกอย่างหนาแน่น

ทำไมดาวดวงนี้ถึงเจิดจรัสได้เร็วขนาดนี้ อะไรคือส่วนผสมสำคัญที่สามารถทำให้แกงกระหรี่ถ้วยนี้เป็นถ้วยที่ดีที่สุด ?

คำตอบคือ “สตีฟ เคอร์”

หากเปรียบ เคอร์รี่ เป็นแกงกระหรี่ถ้วยหนึ่ง สตีฟ เคอร์ ก็คงเป็นเหมือนเชฟที่รับหน้าที่ปรุงแต่งรสชาติของแกงด้วยนี้ คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาคือปัจจัยสำคัญที่สร้างความสำเร็จให้แก่ทีม โกลเด้น สเตท วอร์ริเออร์ส ผู้ซึ่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการเล่นจากเดิม เขาเลือกใช้ เคอร์รี่ เป็นศูนย์กลางให้แก่ทีม เพื่อต้องการเน้นการถ่ายบอล และการมูฟเม้นท์ของคนที่ไม่มีบอล ขณะเดียวกันก็แก้จุดอ่อนของ เคอร์รี่ ที่เคยอาศัยเพื่อนร่วมทีมช่วยในการป้องกัน ให้รับผิดชอบเอง ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระใหม่ให้กับ เคอร์รี่ เป็นระบบที่ช่วยผลักดันให้ทุกคนในทีมมีการพัฒนารวมไปถึงยกระดับการเล่นของตัวเองให้สมบูรณ์ทั้งเกมรุก และเกมรับ

“เรามักแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างตรงไปตรงมาอยู่เสมอ ความไว้ใจคือสิ่งสำคัญของทีมเราเพราะมันจะส่งผลให้ทุกเรื่องภายในทีมเป็นเรื่องที่ง่าย พวกเราพูดคุยกันอย่างมีเหตุผล ส่วนความรู้สึกที่มีต่อเขา “เคอร์รี่” ผมคิดว่าเขา คือผู้นำของทีมเราอย่างแท้จริง และยังเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุด”

“ความเป็นสตาร์ของเขาไม่ได้เป็นเรื่องที่เข้าถึงยากเลย ครั้งหนึ่งเขาบอกกับฉันว่า คุณคือโค้ชของพวกเรา ผมไว้ใจคุณ ทุกครั้งที่ผมเล่นไม่ได้อย่างที่ควรจะเป็น คุณสามารถวิจารณ์หรือกระตุ้นได้เสมอเพื่อให้ผมดีขึ้น”

ไม่ว่าผลการแข่งขันจะเป็นอย่างไรแต่สิ่งที่มอบให้กันเสมอคือ การเคารพในการตัดสินใจของกัน และกัน” สตีฟ เคอร์ กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่าง สตีเฟ่น เคอร์รี่

ตลอดการเดินทางของ เคอรี่ กับ เคอร์ เริ่มจากความผูกพัน พัฒนาจนกลายเป็นเรื่องพิเศษที่ไม่สามารถจับต้องได้ การไว้ใจ ความเคารพซึ่งกัน และกันของทั้งสองคนเป็นเหมือนเชือกที่ผสานความสัมพันธ์ของทั้งคู่ให้เหนียวแน่น

และเรื่องที่ทั้งคู่มีหลายสิ่งที่คล้ายกัน ส่วนสูง 6 ฟุต 3 นิ้ว ที่เท่ากัน สไตล์การเล่นที่ลื่นไหล รับบทเป็นมือปืนประจำทีมเหมือนกัน อัธยาศัยที่ดีเป็นมิตรกับทุกคนในทั้ง และนอกสนาม คงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เคมีของทั้งคู่ลงตัวกันง่ายขึ้น จากความสำเร็จที่สุดอัศจรรย์ 3 แชมป์ใน 4 ปี เป็นเครื่องการันตีได้ว่าพวกเขาคือทีมที่ดีที่สุดในยุคนี้

 

ไมเคิ่ล เจฟฟรี จอร์แดน & ฟิล แจ็คสัน
ฟิลผู้ขัดเกลาพระเจ้า

“หาก เมสซี่ คือจิตวิญญาณของ บาร์ซ่า ฉันใด จอร์แดน ก็คงเหมือนจิตวิญญาณของ บูลส์ ฉันนั้น”

ย้อนกลับไปยุค 1980 ช่วงเวลาแห่งการกำเนิดนักบาสระดับตำนานมากมาย แต่ก็เหมือนว่ามีสิ่งหนึ่งที่กำเนิดขึ้นมาเพื่อแย้งความสำเร็จไปจากผู้เล่นในยุคนี้ สิ่งนั้นคือ ไมเคิ่ล จอร์แดน ลีกในตอนนั้นทุกทีมล้วนมีนักบาสระดับดาวดังกันถ้วนหน้า อาจจะเรียกได้เลยว่านี่คือยุคทองของ NBA แต่ ไมเคิ่ล ก็สามารถสยบทุกทีม และสถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นที่หนึ่งอย่างไร้ข้อกังขา และยังคงความเป็นที่หนึ่งจนถึงวินาทีสุดท้ายของอาชีพนักบาส

หากถามว่าทำไม ไมเคิ่ล ถึงประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ ?

หลายคนคงมีคำตอบในใจที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะบอกว่าเพราะเขามีทักษะที่โดดเด่นกว่าคนอื่น เขาร่างกายที่แข็งแกร่ง หรือการมีเพื่อนร่วมทีมที่ดี คำตอบเหล่านี้เป็นคำตอบที่ถูกต้องครับ แต่สำหรับผมมองว่า โค้ช “ฟิล แจ็คสัน” คือส่วนสำคัญในการสร้างความสำเร็จของ ไมเคิ่ล เพราะสิ่งที่ยากกว่าการคุมให้ชนะ คือการคุมทีมที่มีผู้เล่นระดับสตาร์ให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่ง ฟิล ทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีมาก

เมื่อความสัมพันธ์ภายในทีมให้ดีขึ้น หลังจากนั้นทุกอย่างก็ตามมา เริ่มต้นในปี 1991 ในอดีตหากทีมต้องการคะแนนที่สำคัญ ไมเคิ่ล ต้องการเป็นคนจบสกอร์เท่านั้น แม้ต้องฝ่าผู้เล่นฝ่ายรับทั้ง 5 คนเขาก็จะทำ จนบางครั้งมันกลายเป็นผลเสียแก่ทีม

ฟิล ที่คิดว่าหากปล่อยไว้อย่างนี้คงไม่ดีแน่ๆ จึงเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัวกับ ไมเคิ่ล หลังจากการสนทนาครั้งนั้นจบลง ไมเคิ่ล เปลี่ยนไปทันที เขาเชื่อมั่น และไว้ใจในเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น แม้จะเป็นช่วงเวลาที่สำคัญก็ตาม

“ฟิล คือคนที่สุดยอด เขาเป็นคนฉลาด สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อย่างรวดเร็วตามที่เขาต้องการ การทำงานร่วมกับเขา ก่อให้เกิดความรู้สึกเราคือเพื่อนกัน เราพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง สิ่งหนึ่งที่เขาพูดย้ำกับผมอยู่เสมอก็คือ ต้องการให้ผมมีความเป็นผู้นำ และต้องเชื่อใจเพื่อนร่วมทีม แล้วผมก็กลับมาทำตามที่เขาสอน จนประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ ผมโชคดีที่ได้เขาเป็นโค้ช” ไมเคิ่ล จอร์แดน พูดถึงช่วงเวลา 6 ปีภายใต้การแลดูของโค้ช ฟิล แจ็คสัน

ตลอดเกือบ 2 ทศวรรษแห่งการเดินทางรวมกันของ ฟิล และไมเคิ่ล ความเคารพซึ่งกัน และกันคือสิ่งสำคัญที่ผนึกความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ผู้คนมหาศาลยกให้ ไมเคิ่ล คือผู้เล่นที่สุดยอดแห่งยุค ความเก่งที่เหลือล้นทำให้เกิดข้อสงสัยที่ว่า ความจริงแล้วผู้เล่นฝีมือดีขนาดนี้ ต่อให้เอาใครมาเป็นโค้ชทีมก็ได้แชมป์อยู่ดี ซึ่งสวนทางกับความรู้สึกของ ไมเคิ่ล อย่างมาก เขาต้องการมี โค้ชฟิล คอยยืนสอนอยู่ข้างสนามตลอดเวลา…

ครั้งหนึ่งเขาเคยออกมากล่าวว่า “ถ้าไม่มี ฟิล เข้าจะไม่ลงเล่น”ประโยคนี้ทำให้รู้เลยว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนั้นแน่นแฟ้นขนาดไหน

 

บิล รัสเซล & เรด ออร์บาค
“เขาคือโค้ชของฉัน และเป็นเพื่อนของฉันตลอดไป”

ประโยคที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่หากคุณได้รู้เรื่องราวหรือที่มาจริงๆ น้ำตาคุณอาจจะไหลออกมาด้วยไม่รู้ตัวก็ได้ ก่อนจะเข้าเรื่อง ต้องขอยกย่อง บิล รัสเซล ก่อนเลยว่าเขาคือนักบาสเกตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกเคยมีมา ด้วยผลงานที่เหลือเชื่อ พาทีมครองบัลลังก์แชมป์ถึง 11 ครั้ง จาก 13 ปีในการโลดแล่นอยู่ในลีก ซึ่งนี่ถือว่าคือที่สุดความสำเร็จของนักกีฬาอาชีพเลยก็ว่าได้

ย้อนไปกว่า 70 ปี ยุคสมัยที่มีการเหยียดเชื้อชาติหรือการแบ่งสีผิวอย่างบ้าคลั่ง หลักฐานหลายอย่างบ่งชี้ให้เห็นว่าเรื่องการเหยียดสีผิวในสังคมอเมริกันมีอยู่จริง เชื้อโรคร้ายนี้แพร่ขยายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้แต่วงการกีฬา จนบาสเกตบอลในช่วงเวลานั้นแทบจะกลายเป็นกีฬาของคนขาวเลยด้วยซ้ำ…

ครั้งหนึ่ง เขา (บิล) เขาเคยถูกปฏิเสธไม่ให้การบริการของร้านอาหารในโรงแรมในรัฐเคนทักกี้ ทำให้เขาต้องออกมาจากตรงนั้นทันที เขาบอกกับ เรด โค้ชคนสนิทของเขาว่า “เขาไม่มีทางเลือกอื่นเลย” เรด ก็เข้าใจทันทีเพราะเขาเองก็เป็นคนเชื้อสายยิว ที่ถูกเกลียดชังไปไม่แพ้กว่าคนผิวดำเลย เรด ตัดสินใจพาลูกทีมทุกคนขึ้นเครื่องกลับทันทีโดยไม่ถามความเห็นของคนอื่นเลย

“หากฉันสามารถเลือกผู้เล่นได้อย่างอิสระ เพื่อสร้างแฟรนไชส์ในวงการบาสเกตบอล เอ็นบีเอ ฉันจะเลือก บิล รัสเซล เพราะเขาคือผู้เล่นที่ฉลาดที่สุดเท่าที่เคยเจอมา และเป็นตัวอย่างผู้นำที่ดี แต่การจะให้เขาสามารถระเบิดพลังได้สูงสุดนั้น เขาต้องมีโค้ชที่มีความยืดหยุ่น และเคารพในการตัดสินใจซึ่งกัน และกัน”

“เขาเหมือนหุ้นส่วนของฉัน กว่า 13 ปี พวกเราชนะในการแข่งขันได้ถึง 11 ครั้ง ตลอดการเดินทางของเรา 2 คนมันทำให้เราได้พบกว่ามิตรแท้ และความเชื่อใจที่ไม่สามารถหาได้อีกแล้วในชีวิตนี้” เรด ออร์บาค กล่าวถึงความสัมพันธ์ของเขากับ บิล ในหนังสือ Red and Me

หัวใจที่อบอุ่นกับความสัมพันธ์ที่สุดพิเศษระหว่าง 2 ตำนานแห่งทีมเซลติกส์… บิล รัสเซล และ เรด ออร์บาค ที่ต้องร่วมกันฝ่าฟันในช่วงเวลาแห่งความอยุติธรรมกับความขัดแย้งทางเชื้อชาติ การพัฒนาความผูกพันที่ผ่านการเคารพซึ่งกัน และกัน ทำให้ทั้งคู่มองข้ามกำแพงสีผิวที่แบ่งแยกชั้นวรรณะ เพื่อจุดประสงค์เดียวกันคือต้องการที่จะชนะ

การเดินทางที่แสนจะยาวนาน ทำให้สภาพร่างกายของ เรด เริ่มไม่เห็นด้วยกับการทำงานหนัก เขาจึงตัดสินใจอำลาอาชีพโค้ชที่ตัวเองรักโดยให้ บิล รับตำแหน่งเฮดโค้ชแทนเขา ความเชื่อใจในตัว บิล ไม่เคยทำให้ เรด ต้องผิดหวังเมื่อ บิล สามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้ถึง 2 ปีซ้อนในปี 1968 และ 1969

แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีแต่ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่เคยจางหายแม้ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต เรด ก็มี บิล ที่อยู่กับเขาจนเสียงชีพจรเขาหยุดเต้นไป

และนี่คือเรื่องราวของสัมพันธ์ของโค้ชกับผู้เล่น เรื่องราวเหล่านี้บ่งบอกให้เห็นว่าโค้ชมีความสำคัญมากขนาดไหน ผู้ที่ต้องแบกความหวังของทีมไว้บนบ่า เมื่อใดที่ผลงานทีมไม่ได้เป็นอย่างที่คาดหวังไว้ ก็ต้องก้มหน้ารับความผิดอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง กลับกันเมื่อทีมผลงานดี เขากับไม่ได้ถูกกล่าวถึงมากเท่าที่ควร ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันไม่แฟร์เอาซะเลย

“ความสัมพันธ์ที่ดี ก็เปรียบเสมือนถนนสายหนึ่งที่ไร้การจราจรติดขัด ทำให้สามารถไปถึงจุดหมายได้ไวกว่าถนนสายอื่นๆ”

หากมองจากความสัมพันธ์ที่ดีของทั้ง 5 คู่ ดูเหมือนว่าการเป็นเพียงโค้ช และผู้เล่นคงไม่พอ พวกเขาเหมือนเพื่อนที่กำลังช่วยกันมากกว่า ความไว้ใจ และการให้เกียรติต่อกันคือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์นี้ และนำไปสู่ความสำเร็จอย่างพร้อมๆ กัน…

“youngJ”

Joke

 

ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ กดเลย

 

ช่องทางการรับชมการถ่ายทอดสดทาง TrueID

ดูบอลสดผ่านแอปพลิเคชั่น ทรูไอดี คลิก!
ดูบอลสดผ่านเว็บไซต์ ทรูไอดี ฟรี คลิก!

ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่ TrueID App หรือร่วมพูดคุยกันผ่านทาง Line @TrueID ร่วมไปถึงแฟนเพจ TrueID Sports